“ตลาดถุงขยะ” เมื่อ “Brand” ต้องแข่งกับ “Non-Brand”

ถุงขยะ เป็นสินค้าที่เราทุกคนจำเป็นต้องใช้แต่ใครจะรู้บ้างว่าในแต่ละปีนั้นมีมูลค่าเท่าไร “HERO” โดย คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล ได้ให้ตัวเลขไว่ว่า ในปี 2560 “ตลาดถุงขยะ” นั้นมีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท คาดการณ์ปี 2561 จะเติบโตที่ 30% หรือจะมีมูลค่าที่ 19,500 ล้านบาท และในปี 2562 ก็อาจจะโตได้ในระดับเดียวกัน

ตลาดถุงขยะ โตจากไลฟ์สไตล์การแยกขยะ

โดยเหตุผลที่ทำให้ตลาดเติบโตมาจากกที่คนไทยเริ่มมีนิสัยการตัดแยกขยะมากขึ้น เห็นความสำคัญในการแยกขยะ โดยถุงพลาสติกหูหิ้วที่ได้ตามสะดวกซื้อนั้นไม่เพียงพอที่จะคัดแยกขยะ รวมถึงนโยบายที่จะลดถูกพลาสติกของภาครัฐก็ส่งผลให้เกิดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วลดลง แต่ส่งผลดีให้แก่ตลาดถุงขยะให้เกิดการเติบโต

รวมถึงนโยบายของภาครัฐ ที่จะเก็บเงินค่าถุงพลาสติก ที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้าก็ส่งผลให้ “ตลาดถุงขยะ” มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับปี 2561 เพราะตัวผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการใช้ถุงขยะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากถุงพลาสติกหูหิ้วนั้นต้องเสียเงิน การที่จะซื้อถุงเพื่อใส่ขยะ ก็จะซื้อเพื่อใส่ขยะจริงๆ ไปเลย

ถุงขยะมี Brand ต้องสู้ด้วย การสื่อสารที่ถูกต้อง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถุงขยะมีเยอะแยะมากมายในตลาด และจากตัวเลข 15,000 ล้านบาทในปี 2560 ที่ผ่านมา เป็น Non-Brand หรือเป็นถุงขยะที่ไม่มีแบรนด์ถึง 10,000 ล้านบาท ส่วนถุงขยะที่มีแบรนด์ กลับมีสัดส่วนในตลาดเพียงแค่ 5,000 ล้านบาท

จากตัวเลขดังกล่าวเห็นได้ว่า ถุงขยะ Brand Name ต้องทำการบ้านหนักมากเพื่อสู้กับ Non-Brand โดยข้อได้เปรียบของถุงขยะแบรนด์ คือ การทำความเข้าใจกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยต้องสื่อสารให้เข้าใจว่าถุงขยะ Brand ดีกว่ายังไง เช่น มีความเหนียวกว่า ไม่มีกลิ่นพลาสติกเมื่อแกะใช้ เป็นต้น

รวมทั้งบนถุงต้องมีลายละเอียดที่ชัดเจน บอกขนาด บอกข้อแตกต่าง ให้ชัดเจน ตรงจุดแสดงสินค้าต้องมีสินค้าตัวอย่างหรือขนาดและไซต์บอกให้ชัดเจน  จนทำให้เกิดการซื้อครั้งแรกให้ได้

นอกจากนี้ ต้องสามารถเปลี่ยนความคุ้นชินเดิมๆ ของผู้บริโภคที่คิดว่า ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อถุงขยะ  ใช้ถุงหูหิ้วที่ได้จากการซื้อของจากห้างร้านต่างๆ ก็พอแล้ว

ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาการใช้ถุงทิ้งขยะที่ไม่เหมาะกับขยะ จึงมักจะเกิดปัญหาถุงรั่ว  ถุงแตก และไม่เก็บกลิ่น แทนที่จะจัดเก็บขยะได้ง่าย บางครั้งยังต้องเสียเวลาทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่รั่วไหลจากถุงขยะ เกิดแบคทีเรียสะสมบริเวณที่ตั้งถังขยะ  มีแมลงและสัตว์มารบกวน ซึ่งอาจจะก่อปัญหาต่อสุขภาพอนามัยของครอบครัวได้

 “House Brand” ยังคลองตลาด ถุงขยะ Brand

นอกจากที่จะต้องสู้กับ ถุงขยะ Non-Brand แล้ว ในกลุ่ม Brand ยังต้องสู้กับ House Brand มีสัดส่วนถึง 60% หรือมีมูลค่า 3,000 ล้านบาท แต่ที่เหลือเป็นแบรนด์จากผู้ผลิตเอง ที่มีสัดส่วนเพียง 40% หรือ 2,000 ล้านบาท

ในตลาดถุงขยะที่มี Brand มีผู้เล่นในตลาดเพียง 4 ราย ถ้าไม่นับรวม House Brand ซึ่งในด้านราคามีราคาที่แพงกว่า House Brand เพียง 5-10 บาท สิ่งที่แบรนด์ผู้ผลิตต้องสู้กับ House แบรนด์ให้ได้ คือ การบอกถึงความแตกต่างด้านคุณภาพและราคาที่แตกต่างกับ House Brand เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทำอย่างไร ? ถึงจะเสนอความแตกต่าง

  1. สร้างความแตกต่างบนจุดแสดงสินค้า
  2. บอกลายละเอียดความแตกต่างบน Packaging ให้ชัด
  3. สามารถบอกขนาด และรูปแบบได้อย่างชัดเจน มีสินค้าตัวจริงให้ดู
  4. ทำการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำเสนอ คุณภาพ ที่ได้รับ

เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดแล้วตลาดจะโตกว่านี้อีกหรือไม่ หรือ Brand จะสู้กับ Non-Brand ได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคและการสื่อสารที่ผู้บริโภคได้รับ เพราะคนไทยยังเข้าใจว่า “ถุงขยะ” ซื้อดีขนาดไหนก็ต้องทิ้ง การที่จะทำให้เลิกคิดเช่นนี้ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของแบรนด์

แต่อย่าลืมไว้ว่าการใช้ถุงขยะที่มีคุณภาพที่ดีก็สามารถช่วยอาชีพ “คนเก็บขยะ” ได้ทำงานง่ายขึ้น


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer