โกเด้ง VS ชายสี่ ใครขายดีกว่ากัน

ในวงการอาหารหน้า 7-11 รถเข็นชายสี่บะหมี่เกี๊ยว กับรถเข็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อวัวและหมู โกเด้ง-โฮเด้ง ได้กลายเป็น 2 แลนด์มาร์กที่คุ้นเคยกันดีสำหรับสาวกสตรีทฟู้ดอย่างเราๆ ว่าหิวเมื่อไรก็แวะมาได้เสมอ

เมื่อเดินไปทางไหนก็เห็นแต่ชายสี่ขายบะหมี่เกี๊ยว และ โกเด้ง ขายลูกชิ้นเสมอๆ ทำให้เราสงสัยว่า ชายสี่กับโกเด้ง มีรายได้เท่าไร และใครมีรายได้มากกว่ากัน

ไม่รอช้า เราเลยลองหารายได้ของชายสี่บะหมี่เกี๊ยว และโกเด้ง-โฮเด้ง จากกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปีที่ผ่านมา โกเด้ง-โฮเด้ง โดยบริษัท บิ๊กบอล ฟู้ด จำกัด มีรายได้ 272.9 ล้านบาท กำไรก่อนหักภาษี 12.7 ล้านบาท

ส่วนชายสี่บะหมี่เกี๊ยว มีรายได้จาก 2 บริษัทคือ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว จำกัด มีรายได้ 291.4 ล้านบาท กำไร 21.7 ล้านบาท และบริษัท ชายสี่ ท็อป โปรดักส์ จำกัด จดทะเบียนเป็นบริษัทจำหน่ายเครื่องปรุงรสทุกชนิดมีรายได้ 334.9 ล้านบาท กำไร 10.7 ล้านบาท และมีรายได้รวมกันทั้ง 2 บริษัท คือ 626.3 ล้านบาท กำไร 32.4 ล้านบาท

รายได้โกเด้ง โฮเด้ง

 

ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว เกมรบที่เกิดจากผ้าขี้ริ้วและบะหมี่เจ้าปัญหา

ถ้าดูที่รายได้และกำไร ถือว่าชายสี่บะหมี่เกี๊ยวชนะขาดลอย และทำให้เราเกิดความสงสัยอีกว่า ทำไม ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวถึงมีรายได้สูงถึงเพียงนี้

เมื่อดูเข้าไปลึกๆ แล้วรายได้ของชายสี่บะหมี่เกี๊ยวไม่ได้มาจากบะหมี่เกี๊ยวอย่างเดียว เพราะในธุรกิจของชายสี่บะหมี่เกี๊ยวยังแตกธุรกิจไปมีแฟรนไชส์อาหารอื่นๆ อย่าง พันปี หมี่เป็ดย่าง, อาหลี หมี่ฮาลาล, โจ๊ก ต้มเลือดหมู เตี๋ยวไก่ข้าวมันไก่ และชิ้นเนื้อชายสี่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้รับประทานมากขึ้น

โดยชายสี่เป็นแฟรนไชส์ที่สร้างรายได้หลัก ด้วยจำนวนสาขามากกว่า 4,000 สาขา (อัพเดต กันยายน 2561)

และการมีสาขาจำนวนมากนี้เองทำให้ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวมีรายได้มาจาก 3 ช่องทางหลัก คือ

1. ขายชุดเริ่มต้นทำธุรกิจชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ราคารถเข็นพร้อมอุปกรณ์ประมาณ 5 หมื่นกว่าบาทขึ้นไป

2. ค่าใช้ชื่อชายสี่บะหมี่เกี๊ยวปีละ 4,000 บาท

3. รายได้จากการจำหน่ายบะหมี่ ซุปผง เครื่องปรุง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายบะหมี่เกี๊ยว

เราเลยลองคิดเล่นๆ ว่าแค่ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเก็บค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ต่อปี ปีละ 4,000 บาท เมื่อคูณกับจำนวนสาขา 4,000 สาข่าต่อปี ในแต่ละปีชายสี่บะหมี่เกี๊ยวจะมีรายได้กินเปล่าจากค่าลิทธิ์ชื่อมากถึง 16 ล้านบาทเลยทีเดียว

เยอะไหมล่ะ

 

แต่ความจริงแล้วก่อนที่ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวจะสามารถขยายสาขาและขายแฟรนไชส์ได้มากขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่า เจ้าของชายสี่บะหมี่เกี๊ยวจะเป็นชายที่เรียนจบแค่ประถม 4 ก่อนที่จะไปเรียนต่อ กศน. จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตอนอายุ 41 ปี

แรกเริ่มเดิมที ในปี 2535 ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเกิดจากร้านขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใส และบะหมี่เกี๊ยวในย่านลำลูกกาของพันธ์รบ กำลา หนุ่มชาวร้อยเอ็ด

การขายก๋วยเตี๋ยวของพันธ์รบแตกต่างจากร้านค้าอื่นคือ ใช้ผ้าขี้ริ้วเป็นจุดขาย

พันธ์รบเคยเล่าว่า เขาจะซื้อผ้าขี้ริ้วหลากสีมาไว้ที่ร้าน โดยในแต่ละสีจะใช้เช็ดของที่แตกต่างกันไปและซักให้สะอาดอยู่เสมอ

และเมื่อเวลาว่างๆ มีลูกค้าเดินผ่านร้านเขาจะเช็ดกระจกตู้เสียงดังๆ เพื่อดึงความสนใจให้หันมามองและเห็นว่า ร้านนี้ใส่ใจในความสะอาด และลองเข้ามารับประทานจนเป็นลูกค้าประจำ

และในปีแรกของการขายก๋วยเตี๋ยวเขาสามารถสร้างรายได้กลับมาจากผ้าขี้ริ้วสะอาดๆ ได้มากถึง 5,000-7,000 บาทต่อวันเลยทีเดียว

หลังจากที่พันธ์รบได้ขายก๋วยเตี๋ยวไปเรื่อยๆ ก็พบว่าลูกค้านิยมรับประทานบะหมี่เกี๊ยวมากกว่าลูกชิ้นน้ำใส แต่การขายบะหมี่เกี๊ยวก็มีอุปสรรคคือ เส้นบะหมี่และแผ่นเกี๊ยวที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะบางครั้งเส้นบะหมี่ขาด เส้นลอย แผ่นเกี๊ยวมีขนาดไม่เท่ากัน ทำให้ไม่สามารถรักษาคุณภาพของบะหมี่ที่ขายให้กับลูกค้าแต่ละชามได้

เพราะ Pain Point นี้เองพันธ์รบจึงคิดที่จะทำโรงงานบะหมี่และแผ่นเกี๊ยวเป็นของตัวเอง เพื่อผลิตเส้นบะหมี่มีคุณภาพในสูตรของตัวเองออกจำหน่าย

และในปี 2538 เขาได้ซื้อเครื่องจักรผลิตบะหมี่เกี๊ยว พร้อมเปิดโรงงานผลิตและใช้ชื่อบะหมี่ที่ขายอยู่ว่า “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว”

ในปีที่พันธ์รบเปิดโรงงานบะหมี่เกี๊ยวเป็นจังหวะเดียวกับที่คนในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด เกิดให้ความสนใจอาชีพขายบะหมี่เกี๊ยวขึ้นมา และได้เข้ามาติดต่อพันธ์รบเพื่อนำชายสี่บะหมี่เกี๊ยวไปขาย

และในช่วงเวลานั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายสาขา “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” แบบไม่ได้ตั้งใจ

แต่สิ่งที่เป็น Turning Point ที่ทำให้ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือในปี 2542 เขาได้ถูกเชิญไปออกรายการ “เกมแก้จน” ซึ่งหลังจากที่ออกรายการไปไม่นานก็มีคนสนใจอยากจะร่วมขายชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเป็นจำนวนมาก

เพราะรายการเกมแก้จน ได้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวขยายสาขาได้มากถึง 800 สาขา จากเดิมที่มีเพียง 150 สาขาเท่านั้น

และในปี 2544  เป็นช่วงเวลาที่ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากที่ “สู้แล้วรวย” ได้ติดต่อพันธ์รบไปออกรายการ

การออกรายการในครั้งนั้น ชื่อชายสี่บะหมี่เกี๊ยวได้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากกว่าเดิม และทำให้ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวขยายสาขาเพิ่มเป็น 1,500 สาขาได้อย่างรวดเร็ว

จนปัจจุบันชายสี่บะหมี่เกี๊ยวมีสาขามากกว่า 4,000 สาขา ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา และเมียนมา

ส่วนในอนาคตพันธ์รบได้ตั้งความหวังไว้ว่า เขาต้องการขยายสาขาของชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเป็น 8,000-10,000 สาขาภายใน ปี 2566-2571 เพื่อหวังเป็น 7-11 ด้านอาหาร ที่มีอยู่ทุกที่ทั่วไทย ซึ่งถ้าชายสี่บะหมี่เกี๊ยวมีสาขาได้มากถึง 10,000 สาขาจริง เท่ากับว่าในแต่ละปีพันธ์รบจะมีรายได้จากแฟรนไชซีกินเปล่าๆ ปีละ 40 ล้านบาทเลยทีเดียว

การที่ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวจะไปได้ถึงฝั่งฝันนั้น พันธ์รบได้วางกลยุทธ์การขยายตลาดโดย

1. จัดฝึกอบรมคนขายชายสี่บะหมี่เกี๊ยว เพื่อให้ความรู้และกลยุทธ์ในการขายชายสี่บะหมี่เกี๊ยวอยู่เสมอ

2. จัดแคมเปญโปรโมชั่นเงินผ่อนให้ผู้สนใจเป็นเจ้าของธุรกิจชายสี่บะหมี่เกี๊ยวแต่ไม่มีเงินก้อน ให้สามารถถอยรถเข็นออกมาขายบะหมี่เกี๊ยวก่อนและผ่อนรถเข็นพร้อมอุปกรณ์ทีหลัง และนอกจากเงินผ่อนแล้วยังมีการมอบส่วนลดให้กับผู้ซื้อเงินสด 15% อีกด้วย

3. ดึงดูดให้แฟรนไชส์สั่งของทุกอย่างจากชายสี่บะหมี่เกี๊ยว เช่น ผัก กระเทียมเจียว นอกเหนือจากบะหมี่ แผ่นเกี๊ยว และผงปรุงน้ำซุปที่บังคับซื้อ ด้วยการแจกโชคให้กับแฟรนไชส์ที่สั่งสินค้าเสมอๆ

4. ออกเดินสายแนะนำชายสี่บะหมี่เกี๊ยวตามงานแฟรนไชส์ต่างๆ รวมถึงออกรายการต่างๆ เพื่อตอกย้ำแบรนด์ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวให้มีความแข็งแกร่งอยู่ในใจผู้บริโภคอยู่เสมอ

งานนี้คงต้องดูกันต่อไปว่าชายสี่จะขายบะหมี่เกี๊ยวได้ 10,000 สาขาตามที่คาดหวังไว้ไหม

 

โกเด้ง-โฮเด้ง การันตีด้วยเปิบพิสดาร

สำหรับลูกชิ้นเนื้อโกเด้ง-และลูกชิ้นหมูโฮเด้ง ที่เราพูดถึงตั้งแต่ต้นว่าเป็นหนึ่งในร้านประจำหน้า 7-11 เหมือนกัน โดยในปีที่ผ่านมาโกเด้งและโฮเด้ง แบรนด์ลูกชิ้นเนื้อและลูกชิ้นหมูของบริษัท บิ๊กบอล ฟู้ด จำกัด ที่มีต้นกำเนิดจากเลิศพงศ์ ฉัตรมาลีรัตน์ หนุ่มพนักงานบริษัทที่ลาออกมาเพื่อเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นของตัวเอง และขยายสาขาไปเรื่อยๆ เพราะเห็นการเติบโตจากธุรกิจนี้

เมื่อธุรกิจก๋วยเตี๋ยวของเลิศพงศ์เติบโตมากขึ้น เขาจึงมีความคิดที่จะทำลูกชิ้นแบรนด์ของตัวเอง จากการปรับสูตรดั้งเดิมของครอบครัวออกมาทดลองตลาด โดยเริ่มจากลูกชิ้นเนื้อในชื่อโฮเด้งก่อน ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี และขยายไปยังลูกชิ้นหมู และหมูปิ้งเสียบไม้ตามมา

จุดเด่นการตลาดของลูกชิ้นเนื้อโกเด้ง-และลูกชิ้นหมูโฮเด้งคือการเป็นรถเข็นที่มีจำหน่ายก๋วยเตี๋ยวทั้งลูกชิ้นเนื้อและลูกชิ้นหมูในคันเดียวกัน เพื่อให้ผู้รับประทานสามารถเลือกได้ไม่ว่าจะเป็นเนื้อและหมู ตอบโจทย์คนไทยบางคนที่ไม่รับประทานเนื้อ และบางคนที่เป็นเนื้อเลิฟเวอร์ และมีรางวัลเปิบพิสดาร เป็นเครื่องการันตีความอร่อย

โดยรายได้ของธุรกิจโกเด้ง-โฮเด้ง มาจาก

1. ขายชุดเริ่มต้นประกอบธุรกิจ ซึ่งมีหลายเกรดและหลายขนาดให้เลือก มีราคาสูงสุดที่ 50,640 บาท

2. รายได้จากการขายลูกชิ้นเนื้อ-หมู บะหมี่ หมูปิ้งและน้ำจิ้ม ให้กับแฟรนไชส์โดยไม่มีข้อบังคับจำนวนในการสั่งซื้อ แต่ห้ามไปสั่งซื้อลูกชิ้นจากที่อื่นเท่านั้น และห้ามนำอาหารอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของบริษัทในเครือมาจำหน่าย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธุรกิจแฟรนไชส์

นอกจากนี้ลูกชิ้นเนื้อโกเด้ง-และลูกชิ้นหมูโฮเด้งยังเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้ามาทำธุรกิจด้วยการไม่เก็บค่าธรรมเนียมรายปี และคำนวณรายได้ที่จะได้รับจากการเปิดร้านโดยถ้าจำหน่ายชามละ 30 บาท วันละ 20 ชาม จะได้กำไรเฉลี่ย 160 บาท ซึ่งปกติแล้วร้านก๋วยเตี๋ยวจะสามารถขายได้มากกว่านั้นแน่นอน

จำนวนชามต่อวัน ราคาขายต่อชาม กำไรต่อชาม กำไรเฉลี่ย
1 วัน 1 เดือน 12 เดือน
20 30 8 160 4,800 57,600
30 30 8 240 7,200 86,400
50 30 8 400 12,000 144,000

 

แล้วคุณล่ะ ชอบชายสี่หรือโกเด้งมากกว่ากัน

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer