อากาศไม่ร้อนกระทบ “มิตซูบิชิ” มองบวกปีนี้กลับมาโต

อากาศไม่ร้อนทำตลาดแอร์หดตัว 10% กระทบเบอร์ 1 อย่าง “มิตซูบิชิ” เชื่อปีนี้กลับมาโต 10% จากแนวโน้มที่ดี พร้อมพาเหรด แอร์ ตู้เย็น พัดลม รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด มั่นใจสิ้นปีโต 5-10%

ยาซุชิ โมริยามะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2020 บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอร์เปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) จะครบรอบ 100 ปีแห่งการประกอบการ โดยตั้งเป้าหมายรายได้รวมให้ได้สูงกว่า 5 ล้านล้านเยน จึงมุ่งเสริมความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจออกสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดในประเทศไทย มุ่งเน้นส่งเสริมกลยุทธ์สร้างความเติบโตในกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางของเอเชียที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในเมืองไทยนั้นคาดว่าปี 2017 (เมษายน 2017 – มีนาคม 2018) จะมียอดขาย 13,500 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ประมาณ 15,000 ล้านบาท เนื่องจากภาพรวมของตลาดเครื่องปรับอากาศ ซึ่งถือเป็นรายได้หลักด้วยสัดส่วนกว่า 60% หดตัวลงประมาณ 10% จากสภาพอากาศที่แปรปรวนและไม่ร้อนอย่างที่คิด มิตซูบิชิเองก็ได้รับผลกระทบยอดยายลดลงไปประมาณ 8-9%

แต่อย่างไรก็ตามมิตซูบิชิยังเป็นเบอร์ 1 ของตลาดด้วยส่วนแบ่งกว่า 30% ทำให้ในปี 2018 วางแผนเดินหน้าตอกย้ำการการเป็นผู้นำ ผ่านการเปิดตัวสินค้าใหม่ พัฒนาเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ที่เน้นนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ช่วยลดค่าไฟ และมาพร้อมคุณภาพแบบญี่ปุ่น

โดยเครื่องปรับอากาศ ไฮไลท์อยู่ที่ “JP Series” ระบบอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด มี Dual Barrier Coating ลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมัน ในราคาที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ ด้านเครื่องปรับอากาศ เชิงพาณิชย์ ระบบอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ “PLY Series”, ตู้เย็นแบบ 4 ประตู รุ่น “LX Grande” ระบบ Neuro Inverter มี “Super Cool Chilling” เก็บรักษาอาหารภายใต้ความเย็นเฉียบ 0 ถึง -3 องศา พร้อมปรุงได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำละลาย อีกทั้งยังมีพัดลมตั้งโต๊ะและระบายอากาศอีกด้วย

คาดว่าตลาดเครื่องปรับอากาศในปี 2018 จะกลับโตประมาณ 10% ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดี และอากาศที่คาดว่าจะร้อน มิตซูบิชิจึงเพิ่มรุ่นอินเวอร์เตอร์เพื่อเข้ามาทำให้ราคาจับต้องได้ ในราคาเริ่มต้นที่ 19,000 บาท ห่างจากรุ่นธรรมดา 5-10% ที่มีราคาเริ่มต้น 17,000 บาท ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนอินเวอร์เตอร์เป็น 40% จากเดิม 30% และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรวมอีก 1-2%

นอกจากสินค้าใหม่ยังได้วางแผนพัฒนาระบบบบรอการหลังการขายภายใต้แนวคิด THINK 360 องศา และใช้งบอีกกว่า 10 ล้านบาท ในการทำสำนักงานสนับสนุนลูกค้าโครงการระบบปรับอากาศซิตี้มัลติกอีก 2 แห่ง ได้แก่ หาดใหญ่ และอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากปีก่อนที่เปิดไป 4 สาขาได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และอุดรธานี

ด้านโฆษณาและส่งเสริมการขายได้เตรียมงบไว้ 1,040 ล้านบาท เดินหน้าแคมเปญการตลาดอย่างเต็มรูปแบบทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และขยายการรับรู้แบรนด์ผ่านกลยุทธ์ Sport Marketing รวมถึงเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา ชุด “7 DAYS : จะวันไหนเราก็คิดจากชีวิตคุณ” ซึ่งปีนี้ยังคงใช้โป๊ปธนวรรธน์ วรรธนะภูติ เป็นพรีเซนเตอร์คิดกันเป็นปีที่ 4 โดยคาดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะทำให้ยอดขายโตมากกว่า 8-10% หรือมากกว่า 14,500 ล้านบาท