โตคิว จาก 2 สาขา เหลือ 1 อีกหนึ่งจุดจบของห้างญี่ปุ่นในเมืองไทย

จะว่าเป็นอีกหนึ่งศูนย์การค้าระดับตำนานเมืองไทยเลยก็ว่าได้สำหรับ โตคิว ที่อยู่มานานกว่า 30 ปี โดยสาขาแรกเปิดในศูนย์การค้ามาบุญครอง และสาขาที่สองเปิดที่พาราไดซ์ พาร์ค บนถนนศรีนครินทร์

แต่แล้วความเคลื่อนไหวล่าสุดก็คือ โตคิวสาขา 2 ที่อยู่ในศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค ได้ประกาศปิดกิจการพร้อมกับนำสินค้าในห้างมาเทกระจาดขายในราคาถูก โดยเวลานี้ยังเปิดบริการอยู่จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2562

หากย้อนอดีตกลับไปสู่จุดเริ่มต้นนั้น บริษัท พีที รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของ “โตคิว 2” นั้นใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท เพื่อเนรมิตพื้นที่ 13,000 ตารางเมตร แบ่งเป็น 2 ชั้นอยู่ในศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค

โดยเน้นรูปแบบและสร้างบรรยากาศตกแต่งร้านตามสไตล์ห้างญี่ปุ่น เพื่อสร้างความแปลกใหม่และความแตกต่างจากคู่แข่ง เน้นความเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกถึงความพรีเมียมกับความทันสมัย

แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า โตคิวสาขา 2 ที่เพิ่งปิดตัวไปนั้นได้แยกส่วนบริหารจากสาขาแรกที่มาบุญครองออกจากกันอย่างชัดเจน

โดยโตคิว 2 เกิดจากการที่กลุ่มโตคิวร่วมทุนกับบริษัท พาราไดซ์ รีเทล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เอ็มบีเค จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัท “พีที รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด” บริหาร โตคิว สาขา 2 โดยมีสัดส่วนการร่วมทุน 50:50

โดยตั้งเป้าหมายในปีแรกที่เปิดให้บริการโตคิว สาขา 2 จะต้องทำรายได้อยู่ที่ประมาณ 700–900 ล้านบาท

แต่เมื่อความคาดหวังกับความเป็นจริงเดินสวนทางกัน โตคิวสาขา 2 ต้องพบกับคำว่าขาดทุนอย่างหนักหน่วง ถึงกับทนพิษบาดแผลทางธุรกิจไม่ไหวจำเป็นต้องปิดกิจการ

คำถามคือแล้วศูนย์การค้าหลักอย่าง พาราไดซ์ พาร์ค บนถนนศรีนครินทร์ ที่โตคิวเข้าไปอยู่ในพื้นที่ด้วยนั้นจะพบชะตากรรมเดียวกันกับคำว่า “ขาดทุน” หรือไม่

เพราะอย่าลืมว่าบริเวณถนนศรีนครินทร์มี ซีคอนสแควร์ ที่เป็นศูนย์การค้าที่ครองใจคนย่านนั้นมายาวนาน

แถมยังอยู่ใกล้กันชนิดหายใจลดต้นคอกันเลยทีเดียว

จากตัวเลขนับตั้งแต่เปิดประตูห้าง พาราไดซ์ พาร์ค มีกำไรอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ในปี 2560  ต้องขาดทุนถึง 139 ล้านบาท เพราะต้องใช้เงินลงทุนในการรีโนเวทศูนย์การค้าของตัวเอง

กันยารัตน์ โชคอุ่นกิจ กรรมการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค เคยเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า หลังจากปรับรูปโฉมศูนย์การค้าใหม่ที่คิดเป็น 40% ของพื้นที่ขายรวมกันกว่า 1 แสนตารางเมตร ได้ผลตอบรับจากร้านค้า 700 ร้านค้า และมีอีกกว่า 100 ร้านค้าที่สนใจลงทุนในพาราไดซ์ พาร์ค

“และเราก็วางกลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงระดับ A และ B โดยการปรับตัวครั้งนี้ก็เพื่อเน้นจับลูกค้ากลุ่มนี้ให้เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม”

การอยู่รอดของพาราไดซ์ พาร์ค ก็คือรู้ว่าตัวเองจะขายอะไร และลูกค้าคือใคร ในขณะที่โตคิวสาขา 2 นั้น แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ว่าทำธุรกิจผิดพลาดตรงไหนถึงขาดทุนตั้งแต่ปีแรกจนถึงวันปิดกิจการ

แต่จากเสียงสะท้อนของลูกค้าในโลกออนไลน์ก็คือการที่ “โตคิว” มีสินค้าที่เน้นความเป็นญี่ปุ่นมากเกินไป ทำให้ไม่มีความหลากหลายของสินค้าในการช้อปปิ้ง

และนี่คืออีกหนึ่ง “จุดจบ” ของศูนย์การค้าญี่ปุ่นในเมืองไทย โดย Case Study ที่คนไทยจำได้ดีก็คือ “ไทยไดมารู” ที่ในอดีตเคยเป็นศูนย์การค้าอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ด้วยจุดขายที่ในยุคนั้นคือเป็นห้างที่มีบันไดเลื่อนแห่งแรกในประเทศ

แต่เมื่อ “ไทยไดมารู” ปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงการแข่งขัน

ก็ต้องถูกลบชื่อออกจากสารบบห้างสรรพสินค้าในเมืองไทยอย่างถาวร

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer