เมืองไทยฯ ชูกลยุทธ์ Customer @ The Heart เน้น Digital ผนึก Data 

เมืองไทยประกันชีวิต เผยปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีความท้าทายอย่างมากในธุรกิจประกันชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเปลี่ยนไปของ Gen โดยที่ Gen Y เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจ และเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งยังเรื่องที่คนไทยมีอายุมากขึ้น ซึ่งทั้ง 2 อย่างถือเป็นโอกาสในการปรับธุรกิจของประกันชีวิต รวมถึงในปีนี้เมืองไทยได้ตอบรับเรื่อง Digital และ Data ที่มากขึ้น จึงขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลยุทธ์ Customer @ the heart ที่มาทำให้ปี 2018 ของเมืองไทยประกันชีวิตเติบโตได้มากกว่าตลาด

1-เมืองไทย-1

สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด(มหาชน)  กล่าวว่า “ในปี 2017 ที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของเราในหลายมิติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของทีมงานที่มีคุณภาพ ระบบการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุดได้เป็นอย่างดีโดยในด้านผลการดำเนินงานของเมืองไทยประกันชีวิต ในปี 2017 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม102,681 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 6% จากปี 2559  เป็นเบี้ยประกันภัยรับใหม่ 31,066 ล้านบาทและเบี้ยประกันภัยปีต่อไป 71,615 ล้านบาท ทั้งยังมี Car Ratio อยู่ที่ 400% สินทรัพย์โต 18% (มากกว่า 400,000 ล้านบาท) โดยมีผลกำไรในปี 2016 จบที่ 8,300 ล้านบาท และในด้านกำไรของปี 2017 นั้นมากกว่าปี 2016”

สำหรับกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเข้าไปอยู่ในใจลูกค้า ภายใต้ชื่อ “Customer @ the heart” ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมเพื่อมาตอบโจทย์แบบ Outside in ซึ่งจะเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้เป็นอย่างดีโดยหัวใจของ “Customer @ the heart”ถูกแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย

  1. Segment of one : จะมุ่งเน้นการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ สู่ลูกค้าในรูปแบบที่เป็นOne to One ซึ่งจะเหมาะกับลูกค้าเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น
  2. Health focus คือการเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพที่ตอบโจทย์ได้อย่างครบวงจรในทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมปลดล็อคข้อจำกัดด้านประกันสุขภาพและสร้างนวัตกรรมใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2018 นี้ Health focus จะรองรับลูกค้าด้วย Paltform ใหม่ๆ ซึ่งจะนำเทคโนโลยีมาใช้คำนวนเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการ
  3. Digital insurer ได้มีการพัฒนา Platform และเครื่องมือเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการให้บริการด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยในปี 2018 นึ้เดินหน้าให้พนักงานเป็น Advice Base ไม่ใช่แค่ขายแต่ต้องสามารถวางแผนให้ลูกค้าตรงตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล
  4. Regional company ขยายตลาดไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในต่างประเทศ อาทิ บริการ Global Connect ซึ่งลูกค้าที่เจ็บป่วยในต่างประเทศสามารถเคลมค่ารักษาพยาบาลโดยไม่ต้องสำรองจ่าย โดยเมืองไทยฯได้ออกไปทำในประเทศ CLMV เป็นที่เรียบร้อย อย่างเช่น กัมพูชา สปป. ลาวเวียดนาม โดยทำตลาดในรูปแบบ Multi Channel ซึ่งเป้าหมายต่อไปคือมองออกไปสู่ในระดับเเชีย
  5. Touch Points เป็นจุดในการสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการขายหลักๆเช่น ช่องทาง Face to Face, Digital, สาขา, Visual ในปี 2018 จะมีกายขยายจำนวนตัวแทนเพิ่มขึ้น จะมีการเทรนนิ้งด้านการให้คำแนะนำซึ่งไม่ใช่การขายแต่เป็นการให้คำแนนำปรึกษาเพื่อให้เหมาะสมกับตัวบุคคล โดยจะนำ Data ต่างๆ ที่องค์กรวบรวมมานำมาใช้เป็น Data Driven เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดและเฉพาะบุคคลมากขึ้น

นอกจากกลยุทธ์หลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าวแล้ว เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าในการสร้างEcosystem partnership ด้วยการสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรทางธุรกิจในด้านต่างๆ  รวมถึงนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ บริการที่เข้าถึงและกิจกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพอย่าง MTL Six Packs  หรือบริการด้านการดูแลผู้ป่วยแบบ Home Care จาก Health at Home รวมถึงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านต่างๆ การให้บริการด้วยมาตรฐานระดับสากล และการดำเนินธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาล

สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 2018ยังถือเป็นปีแห่งความท้าทายเพราะการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โลกก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลมากขึ้น  พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคมีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งทางเมืองไทยได้ตั้งเป้าการเติบโตของเบี้ยรับรวมไม่ต่ำกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer