ในอดีตหากเอ่ยถึงสื่อกีฬาอันดับ 1 ของประเทศ สยามสปอร์ต จะเป็นชื่อแรกและแทบจะเป็นชื่อเดียวที่คนไทยนึกถึง โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลต่างประเทศ ที่มีทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน และนิตยสารรายสัปดาห์และรายเดือน

เรียกว่า ณ ตอนนั้นหากมี “ช่องว่างธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์กีฬา” สยามสปอร์ต ก็ไม่รอช้าผลิตมาขายสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แถมยังสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในสื่อสิ่งพิมพ์กีฬาในเมืองไทยสูงถึง 90%

จนทำให้จากบริษัทห้องแถวเล็กๆ สามารถขยายอาณาจักรบนพื้นที่ 5.5 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด พร้อมนำบริษัทเดินทางเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ จากนั้นก็แตกกิ่งก้านสาขามีบริษัทในเครือมากมาย ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เฉพาะทางไม่ว่าจะเป็นสื่อบันเทิง, นิตยสารวัยรุ่น, และนิตยสารผู้ชาย รวมไปถึงรายการทีวี

แต่เวลานี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับ “สยามสปอร์ต” จากบริษัทที่เคยมีกำไร แปรเปลี่ยนเป็นขาดทุน และจากบริษัทที่เคยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 1,100 ล้านบาท เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มาตอนนี้เหลือเพียง 120 ล้านบาท

แถมข้อมูลอัพเดตล่าสุดในรายงานประจำปีของบริษัทก็ยังระบุว่า สยามสปอร์ต” ก็ยังครองส่วนแบ่งในสื่อสิ่งพิมพ์กีฬาในประเทศไทยสูงเหมือนเดิมคือ 90%

เพียงแต่ส่วนแบ่ง 90% ในยุคนี้กับในอดีต พลังมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เพราะในอดีต หากอยากอ่าน Content ฟุตบอล “สยามสปอร์ต” แทบจะผูกขาดในตลาดสิ่งพิมพ์ แต่ปัจจุบันพฤติกรรมคอกีฬาและคนเสพข่าวบันเทิงและ Content เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป

ผู้อ่านจำนวนมากเริ่มหันมาสู่การอ่าน Content ออนไลน์มากขึ้น ที่มีสารพัดเพจฟุตบอลที่ได้รับความนิยมมากมาย จนไปถึงกลุ่ม Youtuber ที่วิเคราะห์บอลใน Youtube ที่มีคนติดตามจำนวนมาก แถมยังสามารถรายงานผลการแข่งขันได้รวดเร็วกว่าสิ่งพิมพ์

“จุดเปลี่ยน” สำคัญก็คือ แบรนด์สินค้าเองก็หันไปซื้อโฆษณากับกลุ่มคนทำ Content เหล่านี้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ที่น่าสนใจคือมีนักข่าวจากหลายสำนักที่ลาออกจากบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ พร้อมผันตัวเองมาสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มตัว รวมไปถึงนักข่าวของ สยามสปอร์ต” เองด้วยเช่นกัน

สะท้อนความจริงจากรายงานประจำปีของบริษัทที่ระบุว่า อีกหนึ่งความท้าทายของธุรกิจในเวลานี้ คือการรักษานักข่าว, นักเขียนระดับคุณภาพ ให้ทำงานกับบริษัทต่อไป เพราะการจะหานักข่าวที่มีประสบการณ์ด้านกีฬาฟุตบอลเป็นเรื่องยาก ซึ่งส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทโดยตรง

ตรงนี้เองที่ทำให้หนังสือพิมพ์กีฬาที่เป็น “จุดขาย” หลักของบริษัทมียอดขายลดลงต่อเนื่อง จากปี พ.ศ.2558 มียอดขายหนังสือพิมพ์อยู่ที่ 607 ล้านบาท มาถึงสิ้นปี พ.ศ.2560 มียอดขายลดลงเหลือ 463 ล้านบาท (ที่มา: รายงานประจำปี 2560)

ไม่ใช่ “สยามสปอร์ต” จะเพิ่งรู้สึกตัวว่าธุรกิจหลักของตัวเองกำลังถูก Digital Disruption เพราะก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ.2558 ก็ได้ขายเงินลงทุนในบริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จํากัด ที่ในอดีตผลิตนิตยสารหัวนอกหลายเล่มให้กับบุคคลภายนอก เพื่อตัดสภาวะขาดทุน และปรับโครงสร้างธุรกิจ

เพียงแต่ปัจจุบันที่ต้องยืนอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์กีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล ถือเป็น DNA และรากฐานของบริษัท ที่สำคัญแม้จะมียอดขายน้อยลงแต่ก็ยังมี Demand ในตลาดให้พอเก็บเกี่ยว

จากนั้นก็หารายได้จากช่องทางอื่นๆ เพื่อมาทดแทนรายได้ที่ขาดหายไปจากธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากเว็บไซต์ www.siamsport.com และเว็บไซต์อื่นๆ รวมถึงสารพัดช่องทางรายได้จากธุรกิจดิจิทัล

เพียงแต่ธุรกิจนี้ก็ไม่ได้สร้างรายได้มหาศาล โดยรายได้สื่อดิจิทัลของ “สยามสปอร์ต” นั้นอยู่ที่ราวๆ 50-60 ล้านบาท/ปี

ส่วนธุรกิจที่ดูมีอนาคตสดใสก็คือธุรกิจ Event ที่ให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าในอดีต โดยทำธุรกิจนี้ผ่านบริษัทลูก คอร์โน แอนด์ แนช

จนมีรายได้เติบโตอย่างเห็นได้ชัด จากปี พ.ศ.2559 มีรายได้จากธุรกิจ Event อยู่ที่ 168 ล้านบาท มาในปี พ.ศ.2560 มีรายได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 259 ล้านบาท 

จนมาถึงธุรกิจใหม่อย่างขายตั๋วกีฬาออนไลน์ และทำธุรกิจทัวร์ชมการแข่งขันกีฬาและสโมสรฟุตบอลระดับโลก 

การหนีให้หลุดพ้นจากการถูก Digital Disruption ของ “สยามสปอร์ต” ก็ไม่แตกต่างจาก 2 สื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่อย่าง Grammy และ RS ที่ก่อนหน้านี้ก็เลือกจะทิ้งธุรกิจที่ตัวเองมองว่าหมดอนาคตในยุค “ดิจิทัล” จากนั้นก็ไปมุ่งเน้นธุรกิจที่คิดว่าจะมีอนาคต

Grammy เลือกขายหุ้นร้านหนังสือ SE-ED Book ขายธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ลดการลงทุนในธุรกิจเพลงมาสู่ทีวีดิจิทัล

RS เลิกลงทุนธุรกิจสิ่งพิมพ์บันเทิง, ลดการลงทุนในธุรกิจเพลง, หันมาขายสินค้าสุขภาพและความงาม และทำสื่อ TV ช่อง 8

“สยามสปอร์ต” ถึงแม้จะขายหนังสือพิมพ์กีฬา แต่ก็เลือกจะทิ้งบริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จํากัด ที่ในอดีตผลิตนิตยสารไลฟ์สไตล์หัวนอกหลายเล่ม พร้อมกับเน้นหารายได้จากธุรกิจอื่นๆ เข้ามาทดแทน

โจทย์ต่อไปที่ “สยามสปอร์ต” ต้องขบคิดก็คือจะทำอย่างไรให้รายได้ธุรกิจอื่นๆ ในมือเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อเข้ามาทดแทนรายได้จากสื่อสิ่งพิมพ์ที่หดหายลง

หรือถ้าในอนาคตจะ “หักมุม” แบบสุดโต่งคือเลิกพิมพ์หนังสือพิมพ์ขาย แล้วหันมาสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มตัวเหมือนที่สื่อสิ่งพิมพ์ยุคนี้ปรับตัวกัน  

เพื่อให้อนาคตข้างหน้า “สยามสปอร์ต” จะกลับมารู้จักคำว่า “กำไร” ในการทำธุรกิจอีกครั้ง 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer