Mercedes-Benz กับกลยุทธ์ครองแชมป์ตลาดรถหรู และความชัดเจนประเด็น ปลั๊กอินไฮบริด ทางที่ต้องไปกับขวากหนามที่ต้องเจอ

ตลาดรถหรูในเมืองไทยมีเพียงสองแบรนด์ที่ขับเคี่ยวกันมายาวนานก็คือ Benz กับ BMW

แต่ตลอดเวลา 18 ปีที่ผ่านมานั้น Benz ก็ขับแซงหน้า BMW มาโดยตลอด

ความน่าสนใจของค่ายรถหรูเยอรมันรายนี้ถึงจะเป็นผู้นำตลาดรถหรูมานานถึง 18 ปี แต่ก็ต้องพบเจอกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ไม่ว่าจะในช่วงปี 2012 ที่ผู้บริหารระดับสูงประกาศในงานแถลงข่าวว่ายอดขาย Benz ถูกกลุ่ม “ผู้นำเข้าอิสระ” แย่งยอดขายไปมายมาย

มากชนิดที่ว่าถ้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ขายได้ 100 คันต่อปี กลุ่มบริษัทผู้นำเข้าอิสระก็ขายได้ 100 คันต่อปี

ทำให้ตอนนั้น Benz ใช้สารพัดวิธีแก้เกม ทั้งลดราคารถรุ่นใหม่ๆ ของตัวเอง 1.5-2.5 แสนบาท จนไปถึงมาตรการให้ศูนย์บริการทั่วประเทศไม่รับซ่อมรถที่ลูกค้าซื้อมาจากกลุ่มบริษัทผู้นำเข้าอิสระ

จนมาถึงการเพิ่มรถรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น A Class, CLA, CLS  เป็นต้น และรถกลุ่มนี้จะมีดีไซน์ที่ดูเท่และสมาร์ทกว่ารถรุ่นหลักๆ C Class, E Class  ที่เน้นจับตลาดผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของกิจการ

เป้าหมายก็เพื่อทำให้รถหรูอย่าง Benz ขยายกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มวัยรุ่นและผู้บริหารอายุน้อยที่ไม่เคยมอง Benz อยู่ในสายตาให้กลับมาสนใจและซื้อรถ Benz

ไม่แปลกที่ระยะหลังช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา Benz จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ มากถึงเกือบๆ 20 รุ่นต่อปี ต่างจากในอดีตที่จะมีรถรุ่นใหม่ออกมาประมาณ 10 รุ่น

การขยายไลน์อัพไปสู่กลุ่มลูกค้าเศรษฐีวัยรุ่น ทำให้ Benz มียอดขายเติบโตขึ้นในทุกๆ ปี

จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของ Benz ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ แต่เวลานี้ Benz กำลังเจอความท้าทายที่ตัวเองต้องการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

และน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย

นั่นก็คือการค่อยๆ เปลี่ยนเกมยกเครื่องใหม่หมด จากรถที่ใช้เครื่องยนต์พลังงานเชื้อเพลิงมาสู่รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (PHEV): ที่ใช้เครื่องยนต์และแบตเตอรี่ที่สามารถรับพลังงานไฟฟ้าจากภายนอกได้

โดย Benz เริ่มขายรถปลั๊กอินไฮบริด 2 รุ่นคือ C350E และ S500E ในช่วงปี 2016 หลังจากนั้นโมเดลรถรุ่นใหม่ๆ ของ Benz ที่ออกมาขายใหม่ๆ ในแต่ละปีเกือบ 50% คือรถที่ใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งมีทั้งประกอบในประเทศไทยและนำเข้า

 

Mercedes-Benz ขายรถปลั๊กอินไฮบริดมาประมาณ 3 ปี เวลานี้คิดเป็นสัดส่วน 30-40% จากยอดขายทั้งหมด

นั่นแปลว่าแต่ละปี Benz ขายรถปลั๊กอินไฮบริดอยู่ราวๆ 4,000-5,000 คันต่อปี จากยอดขายในแต่ละปีอยู่ที่ 13,000-15,000 คันต่อปี

ดูตัวเลขแล้วอาจจะทำให้ Benz มั่นใจว่าอีกไม่นานนักอาจจะเลิกขายรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์แล้วหันมาสู่รถปลั๊กอินไฮบริดสมบูรณ์แบบ

อีกทั้งในช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมา Benz ก็ประกาศว่าตัวเองกำลังค่อยๆ ปรับปรุงแผนการผลิตของโรงงานใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดรับกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชนิดปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ จ.สมุทรปราการ

“เรายังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนเลยว่าปีไหนที่ Benz จะขายแต่รถปลั๊กอินไฮบริด 100% แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกนาน”

“แม้ที่ผ่านมาเราจะพยายามผลักดันเทคโนโลยีดังกล่าวด้วยรถรุ่นใหม่ๆ หรือแม้แต่การไปจับมือกับสนามกอล์ฟและศูนย์การค้าให้ติดตั้งตัวชาร์จไฟ เพื่อกระตุ้นตลาด แต่เราเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์นะ” โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด พูดถึงประเด็นการทำธุรกิจรถปลั๊กอินไฮบริดในเมืองไทยไว้อย่างน่าสนใจ

ที่ว่าน่าสนใจก็คือ Benz กำลังบอกว่าตัวเองเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ จะให้มาผลิตศูนย์บริการชาร์จไฟทั่วประเทศ คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นหากจะถามว่า Benz จะขายรถปลั๊กอินไฮบริด 100% ในปีไหน ก็คงต้องย้อนกลับมาดูว่าโครงสร้างประเทศไทยพร้อมที่จะให้รถประเภทนี้วิ่งบนถนนมากน้อยแค่ไหนเช่นกัน?

ทั้งโครงสร้างภาษีในการผลิตแบตเตอรี่ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของรถประเภทนี้และเป็นตัวแปรที่จะกำหนดราคาขายรถ เรื่องต่อมาก็คือการให้บริษัทเอกชนเข้ามาเปิดบริการสถานีชาร์จไฟให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

โดยล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI ได้เปิดโอกาสให้ค่ายรถยนต์เข้ามารับสิทธิการลงทุนในการผลิตแบตเตอรี่และโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด” รวมไปถึงสิทธิการให้บริษัทเอกชนเข้ามาสร้างสถานีชาร์จไฟ

และ Benz เองก็เป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมในโครงการ ซึ่งเวลานี้ที่เปิดเผยได้ก็คือ Benz จะเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าทั้งใช้ในประเทศและส่งออกไปยังมาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม  เป็นต้น

ฟังดูเหมือนรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) กำลังกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว

แต่…จะเป็นเรื่องใกล้ตัวเมื่อไรสิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดก็คือ หากวันใดบรรดาค่ายผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดขายในราคาที่จับต้องได้ 7-8 แสนบาท/คัน

วันนั้นอาจได้เห็น Benz หรือแม้แต่ BMW เลิกขายรถยนต์ประเภทเชื้อเพลิงแล้วหันมาขายรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถไฟฟ้า BEV เต็มโชว์รูมของตัวเอง

ซึ่งจะเมื่อไรนั้นก็คงต้องตอบเหมือนผู้บริหาร Benz 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer