ในยุค 90 ช่อง 3 ถือเป็นบริษัทในฝันที่ทั้งคนทำสื่อและคนทำงานด้านวงการบันเทิงอยากร่วมงานด้วย

เพราะนี่คือบริษัทสื่อทีวีอันดับทอปของเมืองไทย มีรายได้ต่อปีอยู่ที่ 16,000-18,000 ล้านบาทกำไรอยู่ที่ 4,500-6,000 ล้านบาท

แต่เมื่อเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัลจากช่องทีวีที่ทรงพลัง เกมธุรกิจกลับค่อยๆ เปลี่ยนเมื่อเรตติ้งช่อง 3HD ซึ่งเป็นช่องหลักเริ่มลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ช่อง 3SD และ ช่อง 3 Family เรตติ้งก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้

จากนั้นรายได้จากค่าโฆษณาซึ่งถือเป็นรายได้หลักคิดเป็นเกือบๆ 90% จากรายได้ทั้งหมดของบริษัทก็เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง กำไรในธุรกิจก็ย่อมลดลงตามเช่นกัน

จากในปี 2014 มีรายได้ 16,381 ล้านบาท กำไร 4,414 ล้านบาท แต่ล่าสุดในปี 2018 ช่อง 3 มีรายได้ 10,375 ล้านบาท

ที่น่าสนใจถือเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปีนับตั้งแต่ช่อง 3 เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 1996 ที่พบกับคำว่า “ขาดทุน” โดยปี 2018 ที่ผ่านมานั้นช่อง 3 ขาดทุน 330 ล้านบาท

อะไรเป็นสาเหตุของการขาดทุนครั้งแรกของช่อง 3  

เหตุผลใหญ่สุดก็คือ จุดเริ่มต้นของการคิดใหญ่เกินตัวในช่วงประมูลทีวีดิจิทัลเมื่อกลุ่ม BEC หรือช่อง 3 เลือกที่จะประมูลทีวีดิจิทัลถึง 3 ช่องทั้ง 3 HD, 3SD และ 3 Family ที่รวมกันต้องใช้เงินสูงถึง 6,471 ล้านบาท

เวลานั้นช่อง 3 คงจะคิดว่าในเมื่อตัวเองมีต้นทุนเดิมที่แข็งแกร่งทั้งผู้จัดละคร, ผู้ผลิตรายการเกมโชว์, และคนข่าวจำนวนมากอยู่ในมือที่จะคอยสร้าง Content ได้อย่างมากมาย

เพราะฉะนั้นการมีช่องทีวีในมือ 3 ช่องย่อมหมายความว่ามีช่องทางกระจาย Content มากขึ้นที่มาพร้อมเวลาขายโฆษณาที่จะเพิ่มมากขึ้นเป็น 3 เท่าตัว

เพียงแต่ภาพความฝันกับภาพความจริงในอุตสาหกรรมทีวี “เดินสวนทางกัน” เพราะเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีไม่ได้เติบโตหวือหวาตามจำนวนช่องทีวีที่มีมากขึ้นถึง 22 ช่อง (ทีวีพูลปิดไป 2 ช่อง)

จากยุคทีวีอนาล็อกที่มี 6 ช่องและยุคทีวีดิจิทัลที่ในวันนี้เหลือ 22 ช่อง เม็ดเงินโฆษณาก็ยังอยู่ราวๆ 60,000 ล้านบาท ไม่ได้บวกเพิ่มมหาศาลเหมือนอย่างที่คิด 

แล้วทำไมเม็ดเงินโฆษณาทีวีไม่วิ่งตามจำนวนช่องทีวีที่มีมากขึ้นหลายเท่าตัว?

นั่นเพราะพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปรับชมทีวีน้อยลง และหันไปเสพสื่อออนไลน์ผ่านมือถือทั้ง Youtube และ Facebook แน่นอนเอเจนซี่และแบรนด์สินค้าก็หันไปใช้เงินโฆษณากับสื่อออนไลน์มากขึ้น เลยทำให้เม็ดเงินในสื่อโฆษณาทีวีไม่ได้เติบโตหวือหวา

และเมื่อเม็ดเงินโฆษณาเท่าเดิมแต่ส่วนแบ่งมากขึ้น จากแต่เดิม 6 ช่องมาเป็น 22 ช่อง รายได้ก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา อีกทั้งช่อง 3SD และช่อง 3 Family เองก็ไม่สามารถสร้าง Content เทพๆ เพื่อเรียกเรตติ้งและเม็ดเงินโฆษณาจากแบรนด์สินค้าได้ และช่อง 3SD เองก็เลือกจะประหยัดต้นทุนด้วยการเน้นละครรีรันเป็นหลัก

อีกทั้งการเสียแม่ทัพข่าวหมายเลข 1 อย่าง “สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา” ที่มีรายการข่าวทั้งเรื่องเล่าเช้านี้, เรื่องเด่นเย็นนี้, และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ที่ช่อง 3 เคยเปิดเผยว่า 3 รายการข่าวนี้มีรายได้ร่วมกัน 2,800-2,900 ล้านบาท/ปี

แต่ ณ วันนี้ที่ไม่มี “สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา” แม้จะไม่มีข้อมูลระบุว่า 3 รายการข่าวนี้รายได้ลดลงเท่าไร แต่ความน่าจะเป็นก็คือน่าจะลดลงอย่างน่าใจหาย สังเกตได้จากการลดเวลาออกกาศ “เรื่องเล่าเช้านี้” จากในยุคสรยุทธ์ ออนแอร์ 3 ชั่วโมงแต่เวลานี้เหลือแค่ 2 ชั่วโมงคือ 06.00-08.00 น. 

รวมไปถึง Content ละครที่เป็นอีกหนึ่ง Content ที่สร้างรายได้หลัก ก็ต้องเจอคู่แข่งมากขึ้นที่ไม่ได้มีแค่ช่อง 7 ช่องเดียวเหมือนอย่างในอดีตแต่มีทั้ง GMM 25, ช่อง ONE, ช่อง 8, และช่องอื่นๆ

มรสุมทางธุรกิจที่พัดกระหน่ำใส่ตึกมาลีนนท์จนทำให้กำไรลดลงต่อเนื่องจนพบกับคำว่า “ขาดทุน” จนทำให้ช่อง 3 เองก็ทนแรงเสียดทานไม่ไหวถึงกับมีการ “ปลดพนักงาน” ครั้่งใหญ่ในช่วงปลายปี 2018 

โดยช่อง 3 ได้ชี้แจงว่าในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จ่ายค่าเกษียณและปลดพนักงานไปถึง 140 ล้านบาท รวมไปถึงค่าใช้จ่ายสำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานอีก 134 ล้านบาท

เบ็ดเสร็จภารกิจการปรับโครงสร้างพนักงานของช่อง 3 ในปีที่ผ่านมาใช้เงินไปถึง 274 ล้านบาทเลยทีเดียว

ถึงอย่างไรก็ตามช่อง 3 เองก็ยังมี “โชคเข้าข้าง” อยู่ไม่น้อยเมื่อ กสทช. ได้ประกาศในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ว่ากำลังเปิดทางเยียวยาทีวีดิจิทัล ทั้งคืนใบอนุญาตได้ แถมยังมีการจ่ายค่าชดเชยบางส่วน จนไปถึงการไม่ต้องจ่ายค่างวดค้างจ่ายใบอนุญาตที่เหลือสำหรับช่องที่เลือกจะดำเนินธุรกิจต่อ

ซึ่งก็คงต้องรอให้ กสทช.  สรุปให้ชัดเจนว่ามาตรการเยียวยาครั้งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และช่อง 3 จะได้ผลประโยชน์มากแค่ไหนกับการเยียวยาของ กสทช. ในครั้งนี้ 

ถึงอย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ช่อง 3 เองก็ตื่นตัวกับวิกฤตกำไรที่ลดลงต่อเนื่องก่อนที่จะมาถึงสภาวะขาดทุนในวันนี้ ด้วยการดึงคนนอกองค์กรเข้ามานั่งเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง

แต่…หลายคนที่เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้บริหารก็อยู่กันไม่นาน ต่างทยอยลาออกกันอย่างต่อเนื่อง ถึงจะไม่มีเหตุผลแน่ชัดว่าสาเหตุมาจากอะไร แต่จากข่าวลือต่างๆ นานา ก็คือผู้บริหารแต่ละคนที่เข้ามาไม่มีอิสระทางความคิดเต็มที่ในการทำงาน

ถึงจะมีการเปลี่ยนผู้บริหารเป็นว่าเล่น แต่ช่อง 3 ณ วันนี้ก็เริ่มมีแนวทางที่ชัดเจน คือการหาช่องทางรายได้เพิ่มจากโฆษณาที่ไม่ได้จำกัดแค่จอทีวี

ทั้งการเปิดบริการแพลตฟอร์มออนไลน์ “Mello” ที่ให้ผู้ชมสามารถดูย้อนหลังได้อย่างรวดเร็วผ่านเว็บไซต์ Mello รวมไปถึงช่องทาง Line TV และ Youtube

จนไปถึงการนำ Content ออกอากาศพร้อมๆ กับที่ออนแอร์ในเมืองไทยผ่านแพลตฟอร์ม OTT  ด้วยการร่วมมือกับบริษัท Tencent ในประเทศจีน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี จากนั้นต่อยอดไปฮ่องกง, มาเก๊า, กัมพูชา และเวียดนาม

จนทำให้รายได้ในส่วนลิขสิทธิ์ Content เพิ่มมากขึ้นในปี 2018 ที่ผ่านมา

และนี่เป็นเหตุผลที่ช่อง 3 ประกาศชัดเจนว่าในปี 2019 เตรียมที่จะเน้นขยาย Content ของตัวเองไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น

คงต้องติดตามดูฉากต่อไปของช่อง 3 ในวันที่ลดต้นทุนในการทำธุรกิจด้วยการลดจำนวนพนักงาน และได้รับการเยียวยาจาก กสทช. ในปีนี้ จนไปถึงแนวคิดการเพิ่มรายได้ใหม่ๆ ขยายตลาดไปทั้งในออนไลน์และต่างประเทศ

จะทำให้ปี 2019 ช่อง 3 กลับมามีกำไรเหมือนเดิมได้อีกครั้งหรือไม่!