2 แบรนด์ Collaboration หรือจับมือร่วมกัน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

โดยเกือบทุกดีลจะเป็นการร่วมมือข้ามธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ยกตัวอย่างเช่น

ร้านอาหารจับมือกับสารพัดบัตรเครดิตมอบโปรโมชั่น

ธนาคารจับมือกับร้านสะดวกซื้อ เพื่อทำธุรกิจแบงกิ้ง เอเย่นต์ และอีกสารพัดดีลที่เกิดขึ้นมากมาย

การ Collaboration ที่อยู่กันคนละธุรกิจ เป้าหมายก็เพื่อให้อีกหนึ่งธุรกิจมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ทั้งในแง่ช่วยกันสร้างยอดขาย รวมไปถึงการมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าตัวเอง

แต่… สิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็คือ แบรนด์สินค้าที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน แถมมีสาขาอยู่ในทำเลเดียวกันอย่างศูนย์การค้า

ประกาศจับมือ “ร่วมกันทำธุรกิจ”

เพราะต่างฝ่ายต่างมองว่าเป็นคู่แข่งกัน แต่เวลานี้กำลังมี 2 แบรนด์ร้านอาหารในเมืองไทยที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น

ล่าสุด บาร์บีคิว พลาซ่า ได้ประกาศร่วมมือกับ พิซซ่าฮัท ผ่านแคมเปญใหม่ที่ชื่อ “ฟินเว่อร์ ฮัทเจอก้อน” ซึ่งถือเป็น Case Study ที่น่าสนใจไม่น้อย

แล้ว 2 แบรนด์นี้ เขาร่วมมือทำอะไรกัน?

1. ร่วมมือกันพัฒนาเมนูอาหารแลกกัน บาร์บีคิว พลาซ่า จะมีเมนูใหม่ชื่อ “ชุดหมู บาร์บีฮัท” ที่นอกจากเสิร์ฟบนถาดพิซซ่าฮัทแล้วนั้น

ยังมีน้ำจิ้มสูตรใหม่ ที่เป็นการเอาซอสพิซซ่าฮัทมาผสมน้ำจิ้มของบาร์บีคิว พลาซ่า พัฒนาเป็นน้ำจิ้มสูตรใหม่ พร้อมกับมีชีสที่ผสมอยู่ในชุดหมู

ส่วนในฝั่งพิซซ่า ฮัท จะมีเมนูใหม่ที่ชื่อว่า “พิซซ่าฮัทบีก้อน” ก็จะมีการนำเนื้อหมูและวัตถุดิบขึ้นชื่อของบาร์บีคิว พลาซ่า มาเป็นส่วนผสม

2. แม้ยอดขายในเมนูใหม่ของทั้ง 2 ร้านจะแยกจากกันชัดเจน กล่าวคือ ถ้าบาร์บีคิว พลาซ่า ขาย “ชุดหมู บาร์บีฮัท” ได้ก็ไม่ต้องแบ่งให้ “พิซซ่า ฮัท”

และถ้าพิซซ่าฮัท ขาย “พิซซ่าฮัทบีก้อน” ก็ไม่ต้องแบ่งให้บาร์บีคิว พลาซ่า เช่นกัน

แต่ทั้ง 2 ร้านก็เลือกจะทำโปรโมชั่นช่วยเหลือยอดขายให้แก่กัน คือถ้าลูกค้า 1 คนซื้อเมนูพิเศษของร้านใดร้านหนึ่งก็จะได้คูปองส่วนลด 100 บาทไปซื้อเมนูพิเศษของอีกร้าน

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ถ้าลูกค้า “บาร์บีคิว พลาซ่า” สั่งเมนู “ชุดหมู บาร์บีฮัท” ก็จะได้คูปองส่วนลด 100 บาทเพื่อนำไปเป็นส่วนลดเมื่อซื้อ “พิซซ่าฮัทบีก้อน” ที่ร้าน พิซซ่า ฮัท

และทางฝั่ง “พิซซ่าฮัท” เองก็ใช้วิธีนี้เหมือนกับ “บาร์บีคิว พลาซ่า” เช่นกัน

“การทำธุรกิจอาหารในยุคนี้ต้องใจกว้าง ไม่ใช่อยู่แค่คนเดียว แต่ต้องมองร้านอาหารอื่นๆ ที่มีแนวคิดเหมือนๆ กัน แล้วร่วมมือกันให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”

บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์ บาร์บีคิว พลาซ่า บอกถึงแนวคิดที่ทำให้ตัดสินใจจับมือกับ “พิซซ่า ฮัท”

ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลก็คือเวลานี้ธุรกิจร้านอาหารในห้างกำลังถูก Disruption จากร้านอาหาร Street food ที่อยู่นอกศูนย์การค้า

ในยุคนี้ หากเราอยากกินอาหาร Street food ชื่อดังแค่เอาปลายนิ้วกดสั่งผ่าน Smartphone ที่มีให้เลือกเป็นหมื่นๆ ร้านอาหาร พร้อมกับมีคนส่งอาหารอย่าง Panda food, Grab food

แค่นอนรอที่บ้าน นั่งอยู่ที่ทำงาน เมนูจานโปรดก็จะมาอยู่ตรงหน้าเพียงไม่กี่อึดใจ

ไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าร้านอาหารในห้างถูกแย่งชิงลูกค้าไปกี่คนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ทำให้ทั้งบาร์บีคิว พลาซ่า และพิซซ่าฮัท ต้องช่วยกันสร้างสิ่งแปลกใหม่เพื่อกระตุ้นอัตราความถี่ให้ลูกค้าเข้าร้านตัวเอง

คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วดีลร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการแย่งชิงลูกค้ากันเอง หรือเป็นการเพิ่มฐานลูกค้าซึ่งกันและกัน

โดยความเป็นจริง ก็น่ามีการแย่งชิงลูกค้ากันบ้าง แต่อาจไม่มากนัก เพราะจากข้อมูลของทั้ง 2 แบรนด์ต่างระบุว่าฐานลูกค้าหลัก “แตกต่าง” กันอย่างสิ้นเชิง

บาร์บีคิว พลาซ่า ฐานลูกค้าหลักคือวัยรุ่น 18-30 ปี มีสัดส่วน 50% จากลูกค้าทั้งหมด

พิซซ่า ฮัท ฐานลูกค้าหลักคือกลุ่มมีครอบครัว คนรุ่นใหม่

จากการเปิดเผยของบุณย์ญานุช เธอบอกว่าการ Collaboration กับแบรนด์ร้านอาหารไม่ได้หยุดแค่พิซซ่าฮัท ที่แคมเปญนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 20 พฤษภาคม

แต่เธอยังเล็งอยู่อีก 2 แบรนด์ร้านอาหารที่จะเป็นพันธมิตร เพื่อที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้บาร์บีคิว พลาซ่า เพียงแต่ยังเปิดเผยไม่ได้ในเวลานี้

รวมไปถึงยังเตรียมที่จะให้ “บาร์บีคิว พลาซ่า” เริ่มต้นสู่การขายแบบ Delivery แต่จะเป็นการร่วมมือกับแบรนด์อื่นๆ หรือดำเนินธุรกิจเองนั้น ตอนนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้

“การขยายสาขาอาจไม่ได้มากเหมือนอย่างในอดีต อย่างปีนี้เราเปิดใหม่แค่ 5 สาขา และหากหักลบสาขาที่ปิดไปจะทำให้เรามีประมาณ 150 สาขา ซึ่งก็เพิ่มแค่ 2-3 สาขาหากเทียบกับปีก่อน”

“เพราะกลยุทธ์จากนี้เราต้องการให้ยอดขายแต่ละสาขาเติบโตมากกว่าแต่ก่อน ไม่ใช่ยอดขายเติบโตจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นเหมือนอย่างในอดีต”

นั่นแปลว่า บาร์บีคิว พลาซ่า เองก็กำลังมองว่าในยุคที่ร้านอาหารในห้างกำลังค่อยๆ ถูก Disruption นั้น

การมีสาขาจำนวนมาก อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แต่ต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ในแต่ละสาขาให้มากขึ้นกว่าในอดีต

ด้วยวิธีหา Partner ในธุรกิจอาหารด้วยกันเอง เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ กระตุ้นให้คนเข้าร้าน

แผนต่อมาก็คือการเตรียมตัวทำธุรกิจที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อนนั่นคือ Delivery



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer