เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้ว่านอกจากจะมีแบรนด์ “ยาโยอิ” แล้วนั้น MK ยังมีร้านอาหารอีก 7 แบรนด์เลยทีเดียว

โดยแบ่งเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น 2 แบรนด์คือ ฮากาตะ และ มิยาซากิ (ไม่รวมยาโยอิ) ร้านอาหารไทย 2 แบรนด์คือ ณ สยาม และ เลอ สยาม ต่อมาคือร้านอาหารกล่อง บิชชี่ บ็อกซ์

สุดท้ายคือ ร้านกาแฟและเบเกอรี่ คือร้าน เลอ เพอทิท 3 สาขา และร้าน เอ็ม เค ฮาร์เวสต์ 1 สาขา

เหตุผลที่ MK ต้องแตก Sub Brand ไปยังธุรกิจร้านอาหารอื่นๆ ที่ไม่ใช่ สุกี้ เหตุผลหลักก็เพื่อหารายได้ใหม่ๆ

ถึงร้านอาหาร 7 แบรนด์นี้ (ไม่รวมยาโยอิ) จะมีรายได้น้อยนิดรวมกันอยู่ที่ 389 ล้านบาท คิดเป็น 2% จากรายได้ธุรกิจอาหารทั้งหมดของบริษัท

แต่ 7 ร้านอาหารนี้ก็มีอัตราเติบโตทางรายได้ที่น่าพอใจเพราะเป็นการเติบโตถึง 7% เลยทีเดียว

โดยหนึ่งในเหตุผลของการเติบโตนั้นก็มีกลุ่มร้านกาแฟและร้านขนมหวาน 2 แบรนด์

การเข้าสู่ร้านกาแฟและขนมหวานเพราะนี่คือตลาดที่ใหญ่มีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านบาท ถึงจะมีผู้เล่นหน้าใหม่ทั้ง Local Brand และ Inter Brand เกิดขึ้นมามากมาย

แต่ MK ก็ยังมองว่าเป็นตลาดที่มีที่ว่างให้ตัวเอง 

โดยร้านแรกที่ MK ทดลองในตลาดนี้ก็คือ “เลอ เพอทิท” ที่ปัจจุบันมี 3 สาขา เปิดบริการครั้งแรกในปี 2012 ในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ MK พัฒนาขึ้นมาเอง โดยเน้นขายเบเกอรี่และกาแฟ

หลังจากสาขาแรกเปิดบริการได้ 3 ปีและมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ MK ก็เปิดสาขาที่สองและสาม

แนวทางการขยายสาขาของร้านนี้ MK ไม่ได้ใช้วิธีคิดเร่งการขยายสาขาแบบธุรกิจหลักอย่าง MK สุกี้ และยาโยอิ

เพราะผ่านมา 7 ปี  “เลอ เพอทิท” เพิ่งมี 3 สาขา เหตุผลที่เลือกจะทำธุรกิจนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น ฤทธิ์ ธีระโกเมน CEO ของบริษัทเคยให้เหตุผลกับสื่อว่า

เพราะหากมองยักษ์ใหญ่อย่างคาเฟ่ อเมซอน และสตาร์บัคส์ ซึ่งมีทั้งกาแฟและเบเกอรี่ขายเหมือนอย่างร้าน “เลอ เพอทิท” การเปิดสาขากันมากมายในเวลารวดเร็วในธุรกิจนี้ที่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองถนัด

นอกจากจะสู้ยักษ์ใหญ่ไม่ได้แล้วนั้นอาจเกิดความผิดพลาดในธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญจนต้องปิดสาขา ซึ่ง MK ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

ส่วนร้านต่อมาที่เพิ่งเปิดไม่นานคือ “เอ็ม เค ฮาร์เวสต์” โดยเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นร้านขายขนมหวานและเครื่องดื่มที่เน้นวัตถุดิบธรรมชาติ เป็นการสร้าง “จุดขาย” ที่แตกต่างจากคู่แข่งร้านขนมหวานรายอื่นๆ

ด้วยการใช้เทรนด์กระแสรักสุขภาพเข้าสู้

อย่างไรก็ตาม แนวทางธุรกิจของ “เอ็ม เค ฮาร์เวสต์” ก็คงไม่ได้แตกต่างจาก “เลอ เพอทิท” นั่นคือการทำธุรกิจที่ Play Safe คือจะค่อยๆ ขยายสาขา

ก็เพราะเวลานี้ตลาดร้านขนมหวานก็ไม่ได้เป็น Blue Ocean แต่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็น Red Ocean ที่มีร้านใหม่ๆ ทยอยเกิดขึ้นมากมาย

อีกทั้งแนวคิดของ MK เองก็ไม่ได้แตกต่างจากบริษัทอื่นๆ ที่มีแบรนด์ร้านอาหารหลายร้านอยู่ในมือ ที่จะเลือกลงทุนขยายสาขาจำนวนมากให้แก่ร้านที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัทตัวเอง

ไม่แปลกที่เฉพาะแบรนด์ MK แบรนด์เดียวจะกล้าขยาย 20 สาขาในปีนี้ และร้านอาหารญี่ปุ่นอย่าง ยาโยอิ-ฮากาตะ-มิยาซากิ ที่รวมกันจำนวน 20 สาขา

ส่วนร้านกาแฟและร้านขนมหวานจะขยายสาขาหรือเปล่ายังไม่มีแผนและคำตอบที่ชัดเจน

เพราะนี่คือร้านที่เปรียบเสมือนอาหารรับประทานเล่นยามว่างจากการรับประทานอาหารหลักที่เป็นสุกี้หม้อใหญ่ของ MK 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer