ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เข้ามากระทบในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก องค์กรที่ไม่ปรับตัว หรือปรับตัวช้าอาจจะต้องหยุดชะงัก หรือปิดตัวลง เห็นได้จากข่าวที่ผ่านๆ มา
ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส บริษัทในเครืออะเมซอนดอทคอม มองว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ Digital Disruption มีผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ตที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ขาดไม่ได้
และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจเกิดธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนการทำธุรกิจในแบบเดิมๆ อย่างเช่น Netflix, Uber, Pinterest รวมทั้ง Airbnb และกลยุทธ์การสื่อสารแบบเดิมๆ อาจไม่เหมาะกับยุค Digital Disruption อีกต่อไป เพราะยุคนี้คือยุคของปลาเร็ว ใครเร็วกว่าได้เปรียบ
จากบทความของ American Enterprise Institute (หรือ AEI) ตีพิมพ์1ในเดือนตุลาคม ปี 2560 จะเห็นได้ว่าจากรายชื่อบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูนทั้งหมด 500 บริษัท เมื่อเทียบระหว่างปีพ.ศ. 2498 และปีพ.ศ.2559 ปรากฏว่าเหลือเพียงเพียง 12% หรือเพียง 60 บริษัทเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในรายชื่อของปีพ.ศ. 2559 นอกนั้นยกเลิก หรือควบรวมกิจการไปหมดแล้ว
และบริษัทใหม่ๆ ที่ได้อยู่ในการจัดลำดับในปัจจุบันล้วนเป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ หรือธุรกิจดั้งเดิมที่ได้ปรับตัวและนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล
โดยดร.ชวพล เชื่อว่าองค์กรที่อยู่รอดในยุค Digital Disruptive จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่น่าสนใจ 6 ประการได้แก่
1.Speed and Agility ความเร็วในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และพร้อมปล่อยออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่ออกสู่ตลาดไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เฟอร์เฟคที่สุด เพราะระหว่างการให้บริการสามารถเก็บข้อมูลและปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมผู้บริโภคได้ ซึ่งต่างจากองค์กรในรูปแบบเดิมที่ใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะไม่สามารถตอบความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของลูกค้าได้ทันท่วงที
โดยองค์กรต้องมีความเร็วในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ตัวช่วยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ผ่าน Big Data Analytics เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด
2.Economies of Scale นำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ มีความสามารถในการนำ Technology Platform ใหม่ๆ มาเพื่อนำเสนอโซลูชั่นหรือสินค้าสู่ตลาดได้เร็วและประหยัดต้นทุนยิ่งขึ้น
3.Elastic Capacity องค์กรมีความยืดหยุ่นและปรับตัวให้เร็วที่สุด สามารถหยุดทำในสิ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จและต่อยอดในสิ่งที่ประสบความสำเร็จได้อย่างทันท่วงที
4.Variable Expense การบริหารค่าใช้จ่ายที่จะผันเปลี่ยนตามความสำเร็จในแต่ละงาน
5.Focus on Business not IT ให้ความสำคัญต่อนวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ให้ความจำเป็นทางด้านการจัดหาเทคโนโลยีมาเป็นภาระ
6.Increase Innovation ความสามารถในการเพิ่มนวัตกรรมและพร้อมนำเสนอต่อตลาดได้เร็ว สามารถทำการทดลองและพัฒนาได้บ่อยครั้งเพื่อลดต้นทุน
