Marketing Everything/รวิศ หาญอุตสาหะ

วันที่ 11 มิถุนายน ผมโพสต์สเตตัสนี้ในเพจของ mission to the moon เกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะทำใน Q3 เนื้อหาคือ

“Q3 ที่กำลังจะมาถึงนี่คือโคตรโหดแบบสุดใจ

  1. งานที่ศรีจันทร์เป็นไตรมาสที่ต้องมี year on year เติบโตสูงสุดในประวัติศาสตร์เลย
  2. หลังจากซุ่มมาหลายปีจะทำแบรนด์ใหม่เป็นแบรนด์ที่สามสักที
  3. Podcast มีของเดิมที่ทำอยู่สองรายการ และ super productive season 2 เพิ่มมาอีกหนึ่ง
  4. ต้องส่งต้นฉบับหนังสือสองเล่ม
  5. เตรียม talk show แรกในชีวิต (ต้องเตรียมให้เสร็จก่อนยังไม่รู้จะได้พูดเมื่อไร)
  6. งานพูดคอนเฟิร์มมาแล้ว 24 งาน
  7. มีทริปยาวๆ กับครอบครัวหนึ่งทริป
  8. ต้องทำ sub 4 ในมาราธอนที่ 5 ให้ได้

ทั้งหมดนี้ในเวลา 90 วัน”

มีคนถามเข้ามามากมายถึงวิธีการจัดการ วิธีคิดเรื่องการบริหาร หรือแม้แต่คำถามที่เรียบง่ายและตรงประเด็นมากๆ ว่า “ทำไปทำไม”

อย่างแรกก่อนเลยคือ ผมตั้งใจจะทำทุกอย่างให้เสร็จตามแผน เพราะทั้งหมดนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ ดังนั้น ที่เขียนไปไม่ได้เขียนไป “เผื่อๆ” แต่ตั้งใจจะทำให้หมดจริงๆ

อย่างที่สองคือ ผมนั่งตกผลึกระหว่างรับประทานมื้อเช้าว่า status นี้บ่งบอกอะไรจากตัวผมบ้าง

เขียนมาได้ 6 ข้อ

  1. This is beyond productivity: ตอนนี้เรื่องที่ผมทำมันเกินกว่าความต้องการจะพิสูจน์กับตัวเองหรือคนอื่นว่าเราเป็นคนที่มี productivity นะ แต่มันอยู่ในจุดที่ว่า ผมกำลังหา “วิถี” แห่งการใชัชีวิตที่จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ แบบที่ผมอยากได้ที่สุด ไม่ต้องตามใคร ไม่ต้องมีแบบแผน ขอให้เราทำได้ดีที่สุดทุกวัน

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่ผมเขียนเรื่องนี้ได้ตอนไตรมาสแรกหลังจากอายุครบ 40 ปีพอดี เพราะเมื่ออายุครบ 40 มันจะคิดได้เองแหละครับ ว่าเวลาของเราบนโลกใบนี้เริ่มเหลือไม่เยอะแล้ว อย่างน้อยเราควรได้ใช้ชีวิตในวิถีของเรา

  1. เข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิตแบบทดลองไปเรื่อยๆ : ตั้งแต่ผมเริ่มวิ่งมาปีกว่า มันทำให้ผมได้ทดลองอะไรเกี่ยวกับตัวเองเยอะมาก ตั้งแต่ออกกำลังกายเท่าไรคือเยอะไปหรือน้อยไป ทำงานตอนไหนได้งานมากที่สุด จนกระทั่งถึงรับประทานอาหารแบบไหนและรับประทานเมื่อไรจะส่งผลดีต่อสมองมากที่สุด ฯลฯ

ผมทดลองเรื่องพวกนี้ทุกวันครับ ความสนุกของมันก็คือ การทำให้เรารู้จักร่างกาย จิตใจ การเชื่อมโยงโลกภายในและโลกภายนอกของผมมากขึ้นเยอะครับ

ผมเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงที่ผมไม่เคยมองเห็นมาก่อน เช่น ถ้าบางวันนอนน้อย งานที่เป็นงานที่ออฟฟิศปกติผมสามารถทำได้ไม่ต่างจากเดิม แต่งานที่ทำไม่ได้เลยจะเป็นงานประเภทงานเขียนบทความ เป็นต้น  เรื่องพวกนี้ทำให้ผมต้องตั้งคำถามว่า “ทำไม” และค่อยๆ หาคำตอบไป เรียกได้ว่าการหาคำตอบทำนองนี้เป็นกิจกรรมหลักของผมเลยก็ว่าได้

มันลงลึกไปถึงอีกหลายๆ เรื่อง เช่น ความสุขของเรามาจากการได้ลงมือทำมากกว่าผลงานที่ออกมาซะอีก

หรือ

จริงๆ แล้วคนเรานั้นมี “ลิมิต” ในทุกเรื่องนะ แต่ลิมิตนั้นมันเยอะกว่าที่เราคิดมาก เราจะไม่มีทางหาลิมิตนั้นเจอเลยถ้าเราไม่ลองลงมือทำ ดังนั้น เวลามีคนมาถามผมว่า “จะเขียนหนังสือดีไหมพี่” “จะทำธุรกิจใหม่ดีไหม” “จะรับตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นแต่ความรับผิดชอบเยอะขึ้นดีไหม” “จะวิ่งมาราธอนดีไหม”

เดี๋ยวนี้ผมตอบเหมือนกันหมดครับว่า

“ลองทำครับ เพราะถ้าไม่ทำคุณจะหาขอบชีวิตของคุณไม่เจอ การหาขอบไม่เจอและได้เพียงสงสัยว่ามันอยู่ตรงไหน ผมว่ามันทำให้เราไม่สามารถเต็มที่กับชีวิตได้”

  1. โดยธรรมชาติชีวิตจะค่อยๆ กรองสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตเราอยู่แล้ว แต่การทำแบบนี้เป็นการเร่งความเร็วของกระบวนการนั้น

ชีวิตคนเราจะมีทั้งคน ความสนใจ เหตุการณ์ หรือแม้แต่สิ่งของที่ผ่านเข้ามาที่บางอย่างจะได้ “อยู่ต่อ” (อย่างน้อยกว่าช่วงเวลาหนึ่ง)​ กับของที่ “ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป”

เราจะรู้ตัวเร็วแค่ไหนว่าอะไรจะ “อยู่ต่อ” อะไรจะไม่ได้อยู่ก็ขึ้นอยู่กับตัวกรองของเราครับ

ผมพบว่าการใช้ชีวิตที่ตารางแน่นๆ แบบที่ผมใช้อยู่นี้ มันทำหน้าที่เป็น “ตัวกรอง” ชั้นเยี่ยมเลยครับ เพราะว่าเมื่อมีคน, โอกาส หรืออะไรก็ตามเข้ามา สมองเราจะเทียบกับ priority เดิมที่แน่นมากๆ ของเราอยู่ว่า เรื่องนี้ หรือคนนี้ อยู่ในตารางของเราได้ไหม ถ้าไม่ได้เราจะรู้ตัวทันที ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่ายครับ

  1. ถ้าถามว่าจะทำเรื่องทั้งหมดให้เสร็จได้ยังไง

เรื่องแรกเลย คือต้องทำทีละเรื่องครับ การทำสลับไปสลับมายิ่งทำให้ช้าครับ

เรื่องที่สอง คือแม้จะทำทีละเรื่อง แต่ต้องกำหนดเวลาทำเรื่องอื่นที่ตั้งใจให้ครบในตาราง ส่วนตัวผมใช้ Time Boxing ซึ่งตอบโจทย์เรื่องนี้เป็นอย่างมาก

การวางแผน (planing) และ วินัย (dicipline) คือเพื่อนแท้ของเราครับ

  1. สิ่งที่เห็นเป็นปลายทาง ซึ่งระหว่างทางยังมีรายละเอียดอีกมาก:

ยกตัวอย่างสักเรื่องละกันครับ

อย่างการวิ่งมาราธอน sub 4 เบื้องหลังของมันคือการซ้อมอย่างหนัก และการลดน้ำหนักครับ เรื่องซ้อมผมมีโค้ชอยู่แล้ว ส่วนเรื่องลดน้ำหนักผมทำ IF และรับประทานอาหารคลีนอยู่ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด มันต้องทันตามแผนครับ

มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ดังนั้น ทุกเรื่องที่อยากทำอย่าลืมดูรายละเอียดด้วยครับ

  1. สุดท้าย สำคัญสุดคือความเชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ จะส่งผลให้เกิดพลังแบบ 1+1 = 3 :

เรื่องทั้งหมดที่ผมเขียนไปล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมทั้งสิ้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือมันเชื่อมโยงกันหมดด้วย

การทำ podcast ช่วยให้ทำหนังสือง่ายขึ้น

การทำหนังสือและ podcast ช่วยให้มีโอกาสได้ทำ talk show

การใชัเวลากับลูกเยอะๆ ทำให้เห็นมุมมองของชีวิตใหม่ๆ เอามาเขียนหนังสือได้อีก

การทำ podcast/ talk show และหนังสือ ช่วยทำให้แบรนด์แข็งแรงมากขึ้น

เมื่อแบรนด์หลักแข็งแรงมากขึ้น ก็มีแรง เงิน และเวลามาทำแบรนด์ใหม่ๆ คอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ที่อยากทดลองได้มากขึ้น

วนๆ กันไป

สุดท้าย ทุกอย่างชั่วคราว และไม่มีสูตรอะไรตายตัวครับ

ไม่แน่นะครับ ใน Q4 คุณอาจจะเห็นผมขึ้น status ในเพจว่า

Q4 นี้เป้าหมายคือต้องไม่ทำอะไรเลย

ก็เป็นไปได้นะ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer