ลุงติ๊ก สเกล ศิลปินทำโมเดลจิ๋วที่ปัดฝุนความฝันให้เป็นความจริงในวัยเกษียณ

เคยลองตั้งคำถามกับความฝันของคุณบ้างไหมว่ามันจะหมดอายุเมื่อไหร่

เมื่อเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่?

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน?

หรือเมื่อสภาวะความจำเป็นบีบรัดให้ต้องทำสิ่งที่หล่อเลี้ยงปากท้องมากกว่าจิตวิญญาณ?

ความฝันของชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราหมดอายุด้วยเหตุผลอย่างหลัง แม้จะจบศิลปะมาโดยตรงและอยากใช้วิชาที่ร่ำเรียนในวิทยาลัยเพาะช่างมาเป็นศิลปินเลี้ยงชีพมากขนาดไหน

แต่รายได้จากการเพนต์เสื้อยืดขายในวันนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะจุนเจือให้คนในครอบครัวอิ่มท้องได้

เขาจึงตัดสินใจเข้าไปเป็นทหารนานถึง 9 ปี ด้วยเหตุผลของรายได้ที่มั่นคง จากนั้นจึงลาออกไปเป็น รปภ. ที่แบงก์ชาติอีก 25 ปี ด้วยเหตุผลที่ไม่แตกต่างจากตอนสมัครเข้าเป็นทหาร แต่พ่วงมาด้วยรายได้และสวัสดิการที่ดีกว่า

ชายคนที่เรากำลังพูดถึงนี้คือ พงศ์กาณฑ์ โกมลกนก หรือที่หลายคนรู้จักกันในนามของ ลุงติ๊ก สเกล ผู้ลุกขึ้นมาปลุกความฝันที่เคยหมดอายุในวัย 20 ต้นๆ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งตอนอายุ 59

คุณอาจคิดว่ามันคงเป็นความฝันที่กลายเป็นจริงได้เพราะเงินบำเหน็จ เป็นไลฟ์สไตล์ของคนวัยเกษียณที่ได้ทำอะไรสบายๆ ตามใจอยาก หลังจากทำงานหนักมาเกินครึ่งชีวิต

แต่เปล่าเลย เพราะมันคือความฝันที่เกิดจากเงินเพียง 1,500 บาท ซึ่งนี่คือเงินที่แทบจะเป็นก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่หลังจากเอาเงินบำเหน็จที่ได้มาไปกลบหนี้สินทั้งหมด

ถ้ายังอยู่แบบนี้ต่อไป คงไปไม่รอดกันทั้งบ้าน

เพราะหนี้สินที่พอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน ลุงติ๊กจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็น รปภ. แบงก์ชาติก่อนวัยเกษียณ 2 ปี เพื่อหวังนำเงินบำเหน็จมาหักลบ กลบให้หนี้กลายเป็นศูนย์

และหลังจากนำไปใช้หนี้ เงินก้อนที่เคยมีก็แทบจะไม่เหลือ ถึงจะลองลงทุนเพาะสัตว์ขายเพื่อเป็นรายได้เสริม แต่นั่นก็ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงปากท้องของ 3 ชีวิตในครอบครัวให้อยู่กันได้อย่างสบาย แม้ลูกชายและลูกสะใภ้จะพยายามช่วยหารายได้อย่างสุดกำลังแล้วก็ตาม

กระทั่งวันหนึ่งลูกชายที่อยู่ในกลุ่มคนเล่นโมเดลรถ เห็นว่าเวลาคนถ่ายรูปโมเดลรถมักจะชอบถ่ายกับฉากหลัง เพราะมันทำให้รถดูมีเสน่ห์กว่าการตั้งเอาไว้เฉยๆ ลูกชายจึงเดินมาบอกให้ผู้เป็นพ่อลองใช้วิชาศิลปะที่เคยมีในอดีตมาทำฉากหลังขายบ้าง

แต่สิ่งที่ลุงติ๊กตอบกลับลูกชายไปในตอนนั้นคือ

“มันจะมีคนซื้อหรือ ในไทยมันจะมีคนเล่นแบบนี้สักกี่คน แล้วอีกอย่างเราก็ไม่ได้ทำงานศิลปะมาตั้งเกือบ 40 ปี แล้วเราจะทำได้ไหม จะไปต่อได้จริงๆ หรือ

เอาง่ายๆ อย่างตอนกลับไปทำลุงยังไม่รู้เลยว่ามันมีวัสดุที่เรียกว่าพลาสวู้ดเกิดขึ้นบนโลกแล้ว

ตอนนั้นความคิดลุงวนอยู่แต่แบบนี้ แต่ลูกชายบอกให้ลอง ก็ลองดู สรุปงานแรกที่กลับไปทำในรอบหลายปีนั่นก็ขายได้ 280 บาท

จำได้ว่ารู้สึกดีใจมากเลย ที่มีคนเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ”

วันที่ได้กลับไปเดินร้านอุปกรณ์เครื่องเขียนอีกครั้ง

คนทำงานศิลปะจะเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าการที่ได้เข้าไปเดินในร้านเครื่องเขียน ไปเดินดูอุปกรณ์ต่างๆ นั้นเป็นความรู้สึกที่ดีขนาดไหน

เช่นเดียวกับลุงติ๊ก ในวันที่ได้กลับเข้าไปเดินในร้านเครื่องเขียนเพื่อซื้ออุปกรณ์มาทำงานศิลปะอีกครั้ง ความรู้สึกของเขาเหมือนได้ย้อนกลับไปตอนสมัยเรียน มันเพลิดเพลิน มันรู้สึกตื่นเต้นไปหมด ได้พบกับวัสดุใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักและอยากทดลองใช้

และนี่ก็คงเป็นเหมือนอีกสัญญาณเล็กๆ ที่มาเตือนให้ลุงติ๊กได้รู้ว่าความเป็นศิลปินที่มีอยู่ในตัวเขา… มันไม่เคยหายไปไหน

งานที่เรียกให้ความมั่นใจกลับมา

เมื่องานแรกขายได้ ก็นำมาสู่งานที่ 2, 3, 4 เรื่อยมา ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นงานที่หารายได้จากการประมูล คือทำงานในแบบที่อยากทำ แล้วนำไปตั้งราคาประมูลในกลุ่ม ใครให้ราคาสูงสุดในเวลาที่กำหนดก็จะได้รับชิ้นงานนั้นไป

จนกระทั่งมาถึงงานที่เรียกความมั่นใจที่ทำให้ลุงติ๊กจะยึดการทำฉากเป็นอาชีพหลักหลังเกษียณ คืองาน Made to order ที่มีคนมาจ้างให้ทำ Diorama วงเวียนบางแสน

แม้ลุงติ๊กจะเริ่มสร้างมันจากภาพแบนๆ ไม่เคยเห็นสถานที่จริง แต่พอได้ลองนำไปส่งด้วยตัวเองแล้วเทียบกับของจริง มันเหมือน เหมือนจนตัวเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจ

นอกจากสร้างความมั่นใจ งานนี้ยังสร้างชื่อให้ลุงติ๊กกลายเป็นที่รู้จัก ซึ่งนั่นก็นำมาสู่ออร์เดอร์และรายได้มากขึ้น

มากจนทำให้ลุงติ๊กทำงานแบบกลางคืนเป็นกลางวัน ทำแบบไม่ได้หยุดหย่อน ขลุกอยู่ในห้องทำงานคนเดียวจนรู้สึกว่างานเริ่มกลืนกินสังคมรอบข้างหายไป

งานก็อยากทำ เพื่อนก็อยากมี

สำหรับลุงติ๊ก แม้เคยไม่มี แต่เงินก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะเติมเต็มความรู้สึกของคนที่เคยขาดได้

เพราะสิ่งที่ลุงติ๊กต้องการมากกว่าเงินคือความสุข และอีกสิ่งที่จะมาเติมเต็มให้ความสุขของเขาสมบูรณ์ขึ้นได้ นั่นก็คือการมีเพื่อนให้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

เมื่อเป็นแบบนี้ ลูกชายจึงตัดสินใจให้ลุงติ๊กเปิดสอนการทำฉากและ Diorama ที่บ้าน เพราะมันเป็นช่องทางที่สร้างรายได้และมิตรภาพในเวลาเดียวกัน

ลุงติ๊กเล่าให้เราฟังว่าคนที่เข้ามาเรียนมีหลากอาชีพหลายวัย ตั้งแต่คนที่ทำอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนแบบรายวัน–หมอ–ผู้บริหารในองค์กร–แม่บ้าน–กระทั่งนักศึกษา

สิ่งแรกที่ลุงติ๊กจะถามลูกศิษย์ทุกคนก่อนเข้ามาเรียนไม่ใช่อยากทำโมเดลแบบไหน แต่เป็นคำถามที่ว่า ‘เรียนแล้วเอาไปทำอะไร’ เพราะบางคนก็มาเรียนเพราะความชอบ เรียนเพราะอยากมีอะไรทำในยามว่าง หรือเรียนเพราะอยากเอาไปต่อยอดหารายได้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง นอกจากจะสอนวิชาทำโมเดล ลุงติ๊กก็จะสอนวิชาทำมาหากินเพิ่มเข้าไปให้

“หลายคนชอบมาถามลุงว่าเอาไปสอนเขาแบบนี้ไม่กลัวว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมาแย่งลูกค้าลุงหรือ ลุงตอบแบบไม่คิดเลยว่าไม่กลัว

เพราะงานพวกนี้มันเป็นงานฝีมือ เป็นงานที่แต่ละคนก็จะมีลายเซ็นของตัวเองฝากไว้ในงาน เขาอาจจะทำเลียนแบบงานลุงได้ แต่เขาเลียนแบบลายเซ็นลุงไม่ได้หรอก

แล้วการเปิดสอน ก็ไม่ใช่ลุงให้อย่างเดียวนะ เพราะลุงก็ได้รับเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ค่าเรียน แต่เป็นเทคนิคแปลกๆ ใหม่ๆ ที่เราก็ได้เรียนรู้จากลูกศิษย์ ลุงได้เพื่อน ไม่เหงาเหมือนเมื่อก่อนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว

ที่สำคัญคือลุงได้ความสุขใจ ความสุขอะแป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็หาย แต่ความสุขใจนี่สิ อยู่ได้นาน”

วัสดุทำโมเดลภายใต้แบรนด์ ลุงติ๊ก

นอกจากโมเดล ฉาก และ Diorama ที่วางเรียงรายอยู่รอบห้อง เราสังเกตเห็นวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำโมเดลต่างๆ มากมาย มีทั้งที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์ไทย

แต่สายตาของเราดันไปสะดุดกับวัสดุที่มีสติ๊กเกอร์แบรนด์ ‘ลุงติ๊ก’ ห่อหุ้มไว้

โดยจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลุงติ๊กหันมาทำวัสดุอุปกรณ์ขาย ก็มาจากการเอาตัวเองเข้าไปขลุกอยู่กับการทำโมเดล แล้วพบว่าวัสดุบางอย่างนั้นสามารถเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาทดแทนได้ ไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินให้กับของต่างประเทศที่ราคาแพง ต้นทุนอุปกรณ์ถูกลง แถมยังได้กำไรทางความรู้ที่ได้รู้จักกับวัสดุต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย

และอย่างที่บอกไปในตอนต้นว่าคนที่เข้ามาเรียนกับลุงติ๊กนั้นมีหลากอาชีพหลายฐานะ การจะให้ลูกศิษย์บางคนมาแบกรับต้นทุนวัสดุที่สูงเกินไป คงไม่อาจทำให้ความตั้งใจที่อยากสร้างอาชีพให้กับคนที่กำลังลำบากของลุงติ๊กเป็นจริงได้

ลุงติ๊ก สเกล

แรงบันดาลใจริมถนน

หากพูดถึงสถานที่เสพศิลปะและแรงบันดาลใจ สิ่งที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นการออกไปท่องเที่ยวที่ไกลๆ ไปในดินแดนที่ไม่คุ้นชิน หรือไม่ก็มิวเซียมต่างๆ

แต่สถานที่ที่ศิลปินอย่างลุงติ๊กเอาไว้หาแรงบันดาลใจเป็นหลัก กลับเป็นสถานที่ที่คุ้นชินอยู่ในชีวิตประจำวัน ถนนหนทางที่ไปอยู่บ่อยๆ ไม่ต้องอาศัยความแปลกใหม่อะไร เพราะแค่ใช้การสังเกตและบริบทรอบข้างที่เปลี่ยนไปก็เพียงพอต่อการสร้างสรรค์งานศิลป์ของลุงติ๊กแล้ว

“แรงบันดาลใจหรือ? ลุงก็หาเวลาลูกพาไปกินข้าว หาจากชีวิตประจำวันทั่วไปนี่แหละไม่ได้แปลกใหม่อะไร เพียงแต่ลุงเน้นการสังเกต ดูรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ว่าโครงสร้างมันเป็นยังไง อย่างถุงขยะของลุงเนี่ยยังมีน้ำขยะไหลออกมาเลย

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ลุงปล่อยผ่านไปไม่ได้เลย มันต้องละเอียดมาก เพราะเวลาคนมาดูของพวกนี้ เขาก็จะมองเห็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ นี้ของเราด้วยเหมือนกัน”

ดราฟต์แบบขึ้นมาในสมอง

คุณอาจรู้สึกแปลกใจเหมือนเรา ที่ได้รู้ว่าโมเดล ฉากหลัง และ Diorama ต่างๆ ของลุงติ๊กถูกทำโดยไม่มีการดราฟต์ในกระดาษใดๆ ทั้งสิ้น

เป็นการดราฟต์ขึ้นมาในสมอง คิดออกแล้วก็ลงมือตัดวัสดุ ทำโครงสร้าง แล้วปาดปูนเลย

เราคิดว่ามันอาจเป็นพรสวรรค์ แต่ลุงติ๊กบอกว่ามันอาจเป็นความพิเศษของศิลปะมากกว่า เขาขยายความพิเศษของศิลปะด้วยคำพูดที่ว่า

“มันอาจเป็นแบบนี้ไหม คือตำราเรียนมันเป็นเรื่องที่อยู่ในสมอง สอบเสร็จแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ลืม แต่ศิลปะมันเป็นเรื่องความจรรโลงใจ เป็นสิ่งที่ใช้ความรู้สึกจำ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรแค่ลองไปสะกิดนิดเดียวเดี๋ยวมันก็กลับมาจำได้เหมือนเดิม”

อีกความฝันที่หากเป็นจริงได้คงสุขใจ

จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 ปีกว่ากับ 1,500 ชิ้นงาน

แม้จะได้ทำตามความฝันของตัวเองตอนอายุ 58 แล้ว แต่ลุงติ๊กในวัย 61 ก็ยังคงมีความฝันต่อ

นั่นคือความฝันที่อยากจะเปิดพิพิธภัณฑ์เป็นของตัวเอง เพราะชิ้นงานต่างๆ ที่ทำขึ้นมาก็เหมือนกับงานศิลปะรูปแบบอื่นๆ คือหากไม่เก็บรักษาในอุณหภูมิที่ดี สภาพแวดล้อมก็จะคอยกัดกร่อนให้ชิ้นงานเสื่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้การมีพิพิธภัณฑ์ยังทำให้อีกหลายๆ คนได้เข้ามาศึกษาทั้งในแง่ของเทคนิคการสร้างสรรค์ผลงาน

และในแง่ของการสร้างแรงบันดาลใจ ของคนที่ลุกขึ้นมาทำตามความฝันในวัย 61 ปีอย่างลุงติ๊กอีกด้วย

content creator : Joy K.

photographer : Metee C.

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer