หลังจากวางเป้าหมายที่ชัดเจนคือการเป็น “Global Holding Company” บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายธุรกิจเต็มสูบ ภายใต้กลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนและการลงทุนหลากหลายรูปแบบ โดยมีแกนหลักสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทคือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR

ที่สำคัญในปลายปีนี้ สิงห์ เอสเตท มีแผนที่จะนำ SHR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขยายกลุ่มธุรกิจโรงแรมมุ่งสู่การเป็น Global Holding Company ที่ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ (Premier Hotel Investment & Resort Management Company)

การเดินทางของ SHR

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 SHR ก้าวเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม โดยเริ่มเข้าซื้อกิจการโรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และโรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท เกาะพีพีดอน จังหวัดกระบี่

จากนั้นในช่วงปี 2558-2560 ได้เข้าไปซื้อธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์ Mercure ในสหราชอาณาจักร ถึง 27 แห่ง ภายใต้แบรนด์ Holiday Inn 2 แห่ง และปรับปรุงโรงแรม สันติบุรี เกาะสมุย และโรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท รวมถึงเริ่มพัฒนาโรงแรม 3 เกาะในมัลดีฟส์

เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมายังเข้าซื้อ 6 โรงแรมภายใต้แบรนด์เอาท์ริกเกอร์ (Outrigger Hotels) ใน 4 ประเทศ ทั้งในไทย ฟิจิ มอริเชียส และสาธารณรัฐมัลดีฟส์

ล่าสุดเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา SHR เพิ่งเปิดโรงแรม 2 แห่งอย่างเป็นทางการ คือ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และ Hard Rock Hotel Maldives รวมทั้งศูนย์รวมความบันเทิงและการพักผ่อน the Marina @CROSSROADS ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์

ปัจจุบัน SHR เป็นเจ้าของและบริหารโรงแรมทั้งหมด 39 โครงการ 7 แบรนด์ 4,647 ห้อง กระจายอยู่ใน 5 ประเทศ คือ ไทย ฟิจิ มอริเชียส สาธารณรัฐมัลดีฟส์ และสหราชอาณาจักร

เติบโตแบบ Aggressive

เดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน)

เดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ Marketeer ว่า “ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเรามีรายได้เฉลี่ย 63% โดยปี 2561 มีรายได้รวม 2,575.7 ล้านบาท คิดเป็น 34% ของรายได้ทั้งหมดของสิงห์ เอสเตท ปีนี้ธุรกิจโรงแรมของ SHR ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันมีจำนวนโรงแรม 39 แห่ง และห้องพัก 4,647 ห้อง โดยครึ่งปีแรกของปี 2562 มีรายได้ที่ 1,751.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144.8% จาก 715.6 ล้านบาท ของงวดเดียวกันในปี 2561”

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนคือการเป็น Global Holding Company ที่ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมและรีสอร์ทในระดับพรีเมียร์ (Premier Hotel Investment & Resort Management Company) ภายในปี 2568 SHR จึงตั้งเป้าที่จะขยายจำนวนโรงแรมและห้องพัก อย่างน้อยอีกเท่าตัว จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 39 โรงแรม เป็น 80 โรงแรม โดยโฟกัสชัดเจนว่าจะลงทุนโรงแรมและบริหารรีสอร์ทระดับบนในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วโลก และเดินหน้าพัฒนาโรงแรมใน Tourist Destination พร้อมดำเนินธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มทั้ง 4 รูปแบบ คือ

1. Self-managed Platfrom เป็นโรงแรมที่ SHR บริหารจัดการเองทุกอย่าง เช่น สันติบุรี เกาะสมุย และ พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท ที่จังหวัดกระบี่

2. Franchise Platfrom เป็นโรงแรมที่ถูกบริหารด้วยสัญญาแฟรนไชส์ SHR มีพันธมิตรเป็นแบรนด์ระดับสากล เช่น Hard Rock และ Hilton

3. Hotel management agreement Platfrom โรงแรมที่ถูกบริหารตามสัญญาบริหารจัดการโรงแรม (Hotel Management Agreement) เช่น SHR มีสัญญา HMA กับแบรนด์ Outrigger

4.Home-grown brand Platfrom เป็นแพลตฟอร์มที่ SHR จะนำเสนอแบรนด์โรงแรมที่สร้างขึ้นมาเอง ไปบริหารโรงแรมของตัวเองและคนอื่น ตอนนี้มีแบรนด์ SAii สร้างขึ้นมาแล้วเป็นแบรนด์แรก มีโรงแรมแรกที่ใช้แบรนด์ SAii อยู่ที่มัลดีฟส์

Crossroads

ในการลงทุนโรงแรมทั้งหมด SHR มีรายได้ 30% มาจากโรงแรมที่บริหารเองในประเทศไทย 10% จากโรงแรมในสหราชอาณาจักร และ 60% จากโรงแรม Outrigger 6 แห่ง ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2562 โดย SHR เน้นการสร้าง Partnership ในการขยายธุรกิจโรงแรม และสร้างแบรนด์โรงแรมของตัวเองแล้ว คือ SAii”

“ทั้งนี้ SHR เน้นการลงทุนโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่มีการเติบโตและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปสัมผัส ดังนั้น การลงทุนจึงกระจายไปในทุกที่ทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ อย่างมัลดีฟส์แหล่งท่องเที่ยวที่มีการเติบโตและมีโอกาสในการลงทุน SHR มองเห็นโอกาสนี้จึงลงทุนใน CROSSROADS โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ครบวงจรและยังไม่เคยมีมาก่อนในมัลดีฟส์ โดยเราเป็นผู้บุกเบิกตลาด Mid-Scale และ Upper-Scale segment กลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่และมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่ด้วยตัวเอง”

โครงการ CROSSROADS เฟส 1 จะเป็นการพัฒนาโครงการบนเกาะ 3 เกาะในประเทศมัลดีฟส์ ขณะนี้ลงทุนไปแล้ว 290 ล้านเหรียญสหรัฐ เปิดตัวในส่วนแรกไปแล้ว ประกอบไปด้วยโรงแรม 2 แห่ง คือ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และ Hard Rock Hotel Maldives และศูนย์รวมการให้บริการเพื่อการพักผ่อนและสิ่งบันเทิง ภายใต้โครงการ The Marina@CROSSROADS และยังมีเกาะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโรงแรมอีก 1 เกาะ

Hard Rock Hotel Maldives
Hard Rock Hotel Maldives

แม้ปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีการแข่งขันสูงและเติบโตได้ยาก แต่สำหรับ สิงห์ เอสเตท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ SHR มีการดำเนินธุรกิจหลัก 3 ส่วน คือธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก (Commercial & Retail) ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) และธุรกิจที่พักอาศัย (Residential Development) เพื่อสร้างทั้งรายได้ที่เป็นทั้ง Recurring and Non-Recurring Income และเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

อีกทั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของ SHR เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 63.1% ซึ่งนับเป็นการเติบโตที่รวดเร็ว

เรียกได้ว่า ตลอดระยะเวลาเพียง 5 ปี  SHR สามารถสร้าง Recurring Income อย่างมั่นคงให้กับ สิงห์ เอสเตท โดยเฉพาะปี 2561 ที่คิดเป็น 34% ของรายได้ทั้งกลุ่ม SHR ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่มือใหม่ในสนาม และในปลายปีนี้เราจะได้เห็น สิงห์ เอสเตท นำ SHR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและขยายธุรกิจโรงแรมทั้งในและต่างประเทศอย่างมั่นคง

เป็นที่น่าจับตาดูว่า หลังจากที่ SHR จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสามารถทำรายได้และดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ เพราะในธุรกิจนี้มีคู่แข่งระดับนานาชาติอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยศักยภาพเท่าที่เห็นแล้ว การสร้างตำนานบทใหม่ในชื่อของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท คงไม่ใช่เรื่องยาก

ถึงตอนนั้นแล้ว Marketeer จะกลับมาเล่าให้ฟัง



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer