…. จะไปกินผัก จะไปกินผัก
ไปกินสลัด ไปกินสลัด ไปกินสเต๊ก ไปกินสเต๊ก
หนึ่งสอง หนึ่งสองสาม เฮ้
! โอ้กะจู๋ยอดเยี่ยม ! …

เสียงเพลงปลุกใจสั้นๆ แต่ฟังดูกระฉับกระเฉงของเหล่าพนักงาน ‘ร้านโอ้กะจู๋’ สาขาดาดฟ้า ลาซาล ที่กำลังรวมตัวเพื่อ Morning  Talk เพื่อพูดคุยถึงหน้าที่ในวันนี้ ก่อนที่ร้านจะเปิดรับลูกค้าในอีก 10 นาทีข้างหน้า

เสียงที่ลอยมาเข้าหูทำให้เราคิดช่วงเวลากีฬาสีสมัยเด็กๆ ที่เพลงเหล่านี้มักถูกหยิบมาร้องปลุกใจก่อนลงสนามเสมอ แต่สำหรับทีมงานโอ้กะจู๋ไม่ได้เตรียมลงแข่งเพื่อชิงเหรียญทอง เพราะหน้าที่ของพวกเขาคือการเตรียมพร้อมต้อนรับลูกค้าที่กำลังมาต่อคิวหน้าร้านยาวเหยียดตลอดทั้งวัน

ในวันนี้ค่อนข้างพิเศษเพราะเราไม่ได้มาเป็นลูกค้า… แต่ Marketeer Online กำลังนั่งคุยกับ “อู๋” ชลากร เอกชัยพัฒนกุล และ “โจ้” จิรายุทธ ภูวพูนผล 2 จาก 3 Co-founder ร้านอาหารแนว Farm to Table ที่เป็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดร้านหนึ่งอย่าง ร้านโอ้กะจู๋ ในวันที่พวกเขาเติบโตจากธุรกิจ SME ที่คิดแค่ว่าอยากทำฟาร์มปลูกผักออร์แกนิกที่เชียงใหม่เพื่อส่งขายสู่ร้านอาหารที่ลูกค้ายอมต่อแถวเพื่อลิ้มลองรสชาติผักสดๆ และอีกหลากหลายเมนูที่พวกเขาเสิร์ฟ

หน้าที่(ที่)ถนัด

แม้บทสัมภาษณ์ในวันนี้จะขาด “ต้อง” วรเดช สุชัยบุญศิริ อีกหนึ่งใน Co-founder ที่ไม่ได้มานั่งคุยด้วย แต่เมื่อได้พูดถึงการแบ่งหน้าที่การทำงานของ 3 เกลอทำให้เราเห็นภาพธุรกิจของร้านโอ้กะจู๋ชัดเจนขึ้น

“เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เล่นด้วยกัน เรียนมัธยมด้วยกัน แต่ไม่คิดเหมือนกันว่าพอโตมาจะได้ทำธุรกิจด้วยกัน พอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็มานั่งคุยกันว่าอยากทำฟาร์มผักออร์แกนิก เริ่มต้นด้วยการใช้เงินเก็บผสมเงินทุนจากครอบครัวร่วมลงขันกัน พร้อมกับลงแรงเพื่อเปลี่ยนเนื้อที่ 1 ไร่ที่เชียงใหม่ ซึ่งมาจากคุณพ่อของอู๋ที่ไม่ขัดความฝันเพี้ยนๆ ของเด็กหนุ่มที่อยากผสมผสานเกษตรสมัยใหม่กับวิธีการเกษตรแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกัน”

“โจ้” จิรายุทธ ภูวพูนผล
“โจ้” จิรายุทธ ภูวพูนผล

“เรา 3 คนถนัดกันคนละอย่าง เรื่องฟาร์มผักคือผมดูแลเป็นหลัก (โจ้ยิ้มกว้างก่อนจะแจกแจงหน้าที่ของเพื่อนคนต่อไป) ส่วน ต้อง เป็นวิศวกรของเรา ดูแลตั้งแต่เรื่องปุ๋ย ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงเครื่องจักรต่างๆ ส่วน อู๋ คือคนดูแลการตลาด ดูแลร้าน รวมถึงเรื่องเมนูอาหารจากความชอบทำอาหารของเขา”

ถึงอย่างไรก็ตาม “ต่อให้เราทำธุรกิจแบบเพื่อนเป็นพาร์ตเนอร์กันก็จำเป็นที่จะต้องช่วยกันดูแลในภาพรวมทั้งหมดอยู่ดี เราต้องรู้การทำงานทั้งระบบ และใช้ความถนัดของแต่ละคนเป็นสิ่งช่วยส่งเสริมกันให้ธุรกิจเราแข็งแกร่งขึ้นมากกว่า”

อีกหนึ่งความน่ารักที่เห็นได้จากชื่อของพวกเขาในหน้าแนะนำตัวบนเว็บไซต์ของร้าน นอกจากจะต่อท้ายด้วยคำว่า THE FOUNDER แล้วแต่ละคนยังมีตำแหน่งที่รับผิดชอบเพิ่มมาอีกด้วย

“อู๋” ชลากร เอกชัยพัฒนกุล

คุณภาพ และความเชื่อมั่น

“ธุรกิจเราเริ่มจากจุดเล็กๆ โดยมีเพื่อนและความรักของครอบครัวเป็นแรงสนับสนุน” อู๋เสริมให้เห็นถึงแนวคิดในการทำธุรกิจที่ไม่ได้เอาแค่ตัวเลขบนกระดาษมากางคุยกัน แต่ทั้ง 3 คนคุยกันว่าพวกเขาจะเปลี่ยนสิ่งที่เขารักอย่างการทำฟาร์มผักออร์แกนิกให้กลายเป็นธุรกิจที่คู่ขนานไปกับความตั้งใจที่พวกเขามีได้อย่างไร…

ดังนั้น ก่อนอื่นต้องทำให้มีคุณภาพ เมื่อมีคุณภาพแล้วลูกค้าก็จะเชื่อมั่นมากขึ้น อย่างแนวคิดของร้านโอ้กะจู๋สาขาแรกที่ อ.สันทราย พวกเขาตั้งใจเปิดร้านอาหารไว้ข้างแปลงผักที่ปลูกเลย และไม่ใช่แค่เอาบรรยากาศแต่ยังสร้างความเชื่อมั่นว่าผักสลัดในทุกจานมาจากฟาร์มที่ปลูกเองจริงๆ

“ธุรกิจร้านอาหารของพวกเราเริ่มต้นขึ้นที่นี่ครับ”

ปัจจุบัน ร้านโอ้กะจู๋ มีทั้งหมด 7 สาขา แบ่งเป็นที่เชียงใหม่ 2 สาขา และที่กรุงเทพฯ อีก 5 สาขา และกำลังเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์อาหารสุขภาพดีที่ต้องกินอร่อย…

From Heart to Farm and Serve a Good Meal

“ในเมื่อเราปลูกผักได้เองจึงควบคุมคุณภาพและมั่นใจในวัตถุดิบที่เอามาปรุงอาหารได้แน่นอน” ในปัจจุบันพวกเขาต้องใช้พื้นที่กว่า 200 ไร่ในการปลูกผักสลัดหลากหลายประเภทเพื่อป้อนให้กับร้านสาขาทั้ง 7 ร้าน

28 ชั่วโมง

ในทุกๆ วันพนักงานโอ้กะจู๋ที่รับผิดชอบในส่วนของฟาร์มมีหน้าที่ตื่นขึ้นมาตัดผักสลัดสดในไร่ตั้งแต่ช่วงตี 3 ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังคลังกลางที่เชียงใหม่ เพื่อล้างและบรรจุลงกล่องเตรียมขนส่งไปยังร้านสาขาทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ โดยขนส่งไปพร้อมกับน้ำสลัดโฮมเมดที่ทางโอ้กะจู๋ทำเอง

ทุกอย่างจะถูกจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบมีรถขนส่งจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ทุกวัน แน่นอนว่าแลกมาด้วยต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์ตีเป็นตัวเลขคร่าวๆ เกือบ 20-25% ของต้นทุนเลยทีเดียว แต่พวกเขายึดกฎเหล็กที่วางไว้ “ผักที่ถูกเสิร์ฟจะต้องสดใหม่ จากฟาร์มถึงจานจะต้องอยู่ในช่วงระยะเวลาเพียง 28 ชั่วโมงเท่านั้น”

น้ำขึ้นไม่รีบตัก

อันที่จริงธุรกิจของร้านโอ้กะจู๋ แบ่งเป็นคือ ฟาร์มและร้านอาหาร และทั้ง 2 แกนต้องบาลานซ์กัน “ก่อนที่เราจะขยายสาขาหน้าร้าน ในส่วนของฟาร์มเองต้องมีการวางแผน ต้องขยายกำลังผลิตก่อนล่วงหน้า ไหนจะสร้างโรงเรือน เวลาในการใช้เพาะเมล็ด การเพิ่มพนักงานดูแล หากอยู่ดีๆ โอ้กะจู๋ขยายทีเดียว 10 ร้านในปีเดียว เราก็ไม่รู้จะเอาผักที่ไหนมาเสิร์ฟเหมือนกัน”

ดังนั้น ถ้าหลังบ้านไม่พร้อมหรือมีจุดไหนไม่พร้อมมีแนวโน้มที่จะทำให้คุณภาพผักของเมนูที่ร้านแย่ลง พวกเขาเลือกที่จะไม่ทำดีกว่า และขอโตอย่างช้าๆ ดีกว่าวิ่งไปข้างหน้าโดยลืมจุดเริ่มต้นที่พวกเขาเคยสร้างไว้

รวมถึงเรื่องการรักษาคุณภาพ “ไม่ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่เท่าไรของลูกค้าที่เข้ามากินอาหารที่ร้านจะต้องได้กินอาหารที่มีคุณภาพเหมือนกันทุกครั้ง” โจ้ย้ำเสียงหนักแน่น

แม้ในวันนี้จะมีคนมารอกินเยอะแยะเต็มไปหมดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเสิร์ฟอะไรให้ลูกค้ากินก็ได้ หรือลดขนาดลงเพื่อเพิ่มกำไรได้ตามใจ

“หลายคนเป็นแฟนร้านเราเพราะได้กินผักเยอะๆ มีสลัดเคียงแทบทุกเมนู เราจะเสิร์ฟแบบนี้ต่อไปแน่นอน” โจ้เสริมให้เราเห็นถึงโอกาสในช่วงน้ำขึ้นของร้านแต่ไม่จำเป็นต้องรีบตัก เพราะการเติบโตที่อาจดูช้าหน่อยแต่แข็งแรงและมีคุณภาพดูจะเหมาะกว่าสำหรับธุรกิจของพวกเขา

สำหรับแผนการในระยะสั้นของพวกเขาคือการเดินหน้าขยายปีละ 2-3 สาขา พร้อมๆ กับการขยับขยายฟาร์มปลูกผักเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไปพร้อมๆ กัน รวมถึงแผนการเปิดครัวกลางประจำกรุงเทพฯ ที่สามารถรองรับร้านโอ้กะจู๋ในอนาคตได้ถึง 15 สาขา เป็นศูนย์กลางควบคุมการผลิตวัตถุดิบในเมนูที่ร้านเสิร์ฟอย่างน้ำสลัด เครื่องดื่ม อาหารสดบางชนิด เพื่อให้สาขาที่กรุงเทพฯ มีซัพพลายเชนที่แข็งแรงและเป็นระบบยิ่งขึ้น

พาร์ตเนอร์ที่เป็นมากกว่าเพื่อน

“แน่นอนว่าเราต้องเติบโต” อู๋ย้ำกับเรา พร้อมกับเล่าเสริมถึงแผนการเติบโตของธุรกิจ “เรา 3 คนเห็นตรงกันว่าจะเลือกเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง โดยเน้นเรื่องคุณภาพเป็นหลักเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจอยู่แล้ว”

คำว่า คุณภาพ ในความหมายของโอ้กระจู๋ไม่ใช่แค่เมนูที่เสิร์ฟ แต่ไล่มาตั้งแต่พนักงาน “น้องทุกคนที่เข้ามาเป็นครอบครัวโอ้กะจู๋แล้วเราพยายามดูแลเขาแบบเพื่อนแบบครอบครัว” พร้อมปลูกฝังให้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ปลูกผักขายหรือทำอาหารขาย แต่ความตั้งใจของพวกเขาคืออยากเห็นทุกคนได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพเมื่อกินแล้วร่างกายก็แข็งแรง ที่สำคัญต้องอร่อยด้วย

“ก็เหมือนกับเราทำอาหารให้ครอบครัวกิน ตามสโลแกนของร้าน ปลูกผักเพราะรักแม่ เราก็เลยไม่อยากใส่สารเคมีไม่อยากใช้ยาฆ่าแมลงเลย เพราะรู้ว่าไม่ดี” และความหมายของคำว่า แม่ ยังทัชกับลูกค้าทุกคนได้ง่าย “เชื่อว่าทุกคนรักแม่เหมือนที่เรารัก ดังนั้น เราก็อยากให้แม่กินแต่ของดีๆ นี่คือความรู้สึกที่เราอยากให้ลูกค้าของเรากินแต่ของดีๆ ด้วยเช่นกัน”

จุดแข็งของทั้ง 3 พาร์ตเนอร์คือความเข้าใจในตัวธุรกิจที่พวกเขาทำ เห็นเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน รวมถึงโฟกัสว่าจะพาให้ธุรกิจที่ทำอยู่ไปถึงจุดหมายที่วางไว้ได้อย่างไร

“นอกจากเพื่อนๆ ทั้ง 3 คนและครอบครัว “โอ้กะจู๋” ของพวกเราแล้ว เรายังมีพาร์ตเนอร์ทางการเงินอย่าง ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นเหมือนกับมืออาชีพที่ดูแลเราในเรื่องของเงินทุนและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการขยับขยายสาขารวมถึงเรื่องการพัฒนาระบบครัวกลางในอนาคต”

ถ้าให้ถามถึงข้อดีที่ทางโอ้กะจู๋และธนาคารกรุงไทย จับมือเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ “ด้วยความที่แบงก์เป็นมืออาชีพเรื่องเงินๆ ทองๆ อยู่แล้ว ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ที่สำคัญทำให้เราสามารถโฟกัสในแผนการพัฒนาธุรกิจได้อย่างไม่ติดขัด”

“หรืออย่างเรามีไอเดียหรือมีแผนการในหัวแล้ว เช่น การขยายสาขาหรือว่าทำระบบครัวกลาง เราอาจต้องใช้เวลาเก็บเงิน 5-6 ปี แต่พอเรามีแบงก์ช่วยซัพพอร์ตตรงนี้ เราก็สามารถที่จะวางแผนลงทุนได้ทันทีและเชื่อได้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้”

อนาคต

ต้องยอมรับว่า เทรนด์สุขภาพรวมถึงอาหารสุขภาพไม่ใช่แค่กระแสที่มาแล้วตกไป แต่นี่คือไลฟ์สไตล์ที่เราทุกคนต่างอยากดูแลสุขภาพตัวเองหรือคนที่รักให้ดียิ่งขึ้น อยากมีสุขภาพที่แข็งแรงไปนานๆ

ในมุมธุรกิจก็เช่นกัน อู๋เล่าต่อให้เห็นถึงแผนการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการผู้บริโภคผ่านเมนูใหม่ รวมถึง Product  Innovation ที่คิดมากกว่าแค่คิดให้แปลก แต่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำออกมามีประโยชน์กับใครบ้าง

“อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ จับฉ่าย กะหล่ำปลี ออร์แกนิก ที่ออกมาช่วงเทศกาลกินเจ เราเลือกผักจากโครงการโหล่งปงที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นผลผลิตจากเกษตรท้องถิ่นปลอดสาร นำมาปรุงเป็นจับฉ่ายและบรรจุขวด คนที่ซื้อรับประทานก็สะดวก ส่วนเกษตรกรก็มีรายได้เพิ่มจากการเพิ่มช่องทางขายกะหล่ำปลีเพิ่มขึ้นอีก”

ส่วนเมนูของร้านเอง อู๋แอบกระซิบเราว่าหลังบ้านกำลังทดลองเมนูเพื่อสุขภาพใหม่ๆ อย่างอาหารคีโตเจนิค รวมถึงกำลังพัฒนาเมนูประเภทเดลิเวอรี่ที่ลูกค้าสามารถซื้อกลับไปกินที่บ้าน หรือสั่งได้ผ่านออนไลน์ให้มากขึ้นด้วย

ในฝั่งของฟาร์มที่โจ้เป็นผู้ดูแล “เรานำระบบสมาร์ทฟาร์ม เช่น การให้น้ำ ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ-ความชื้น ระบบพรางแสงต่างๆ เพื่อให้คุณภาพของผลผลิตที่ออกมามีมาตรฐานและดียิ่งขึ้น อนาคตเราต้องทำเพิ่มแน่แต่จะทำควบคู่ไปกับการพัฒนาสกิลความสามารถให้กับพนักงานที่ดูแลฟาร์มไปด้วย”

สำหรับคุณผู้อ่านที่ติดตามเรื่องราวของร้านโอ้กะจู๋มาจนถึงบรรทัดนี้ คีย์เวิร์ดสำคัญที่วนในทุกช่วงของบทสนทนาคงหนีไม่พ้นคำว่า “คุณภาพ” และ “เรื่องราวของมิตรภาพ และการมีพาร์ตเนอร์ที่ดี”

และ เชื่อเหลือเกินว่าความตั้งใจเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดและส่งต่อออกมาในรูปแบบเมนูอาหารและผลิตภัณฑ์ของพวกเขา และก่อนที่อู๋กับโจ้จะขอตัวไปวุ่นกับงานที่ร้านต่อ พวกเขายังทิ้งท้ายว่า “อย่าลืมมองหาพาร์ตเนอร์ดีๆ ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างในการทำธุรกิจของคุณไว้ด้วย”

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ทางการเงินที่พร้อมอยู่เคียงข้างกับทุกจังหวะของธุรกิจ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สินเชื่อกรุงไทย SME เคียงข้างธุรกิจคุณ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 4% ฟรีค่าธรรมเนียม บสย. ค้ำประกัน 4  ปี ได้ที่ : https://www.ktb.co.th/th/content/krungthai-promotion/sme-loan



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer