เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ไปดูหนังเรื่อง Ford v Ferrari ที่แค่เห็น Christian Bale ประกบคู่กับ Matt Damon ก็ทำให้ผมอยากดูตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างแล้วล่ะครับ และบอกกับตัวเองเลยว่าต้องหาโอกาสไปดูให้ได้ แม้ว่าจะยุ่งสักแค่ไหนก็ตาม

หลังจากที่นั่งดูจนจบแบบเต็มอิ่มกับฉากแข่งรถที่เข้มข้น ฉากคุยธุรกิจที่คนทำงานน่าจะอุทานออกมาในใจว่า “แบบนี้เราก็เคยเจอ” ทำให้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แต่ในบทความนี้ผมไม่ได้มาพูดถึงงานภาพ งานแสดง หรือมาสปอยล์เนื้อหาแต่อย่างใด สิ่งที่ผมอยากจะหยิบมาเล่าให้ฟังคือ “บทเรียนการทำงานจากหนังเรื่องนี้ครับ”

ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น

ในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นนักแข่งมือฉมังอย่าง Ken Miles ซึ่งรู้ในทุกๆ อณูของรถ เพียงแค่เข้าไปนั่งสตาร์ทและขับทดสอบสัก 2-3 รอบ ก็สามารถเล่าและอธิบายจุดด้อย-จุดเด่นของรถได้ออกมาเป็นฉากๆ และแม้ Ken Miles จะเป็นคนที่เข้าสังคมไม่เก่งเท่าไรนัก แต่ก็ยังคงมีคนสนใจที่จะดึงตัวไปเป็นนักขับอยู่เนืองๆ

และเหตุการณ์ลักษณะนี้ผมบอกได้เลยว่าเป็นจริงกับทุกสาขาอาชีพ เพราะเมื่อไรก็ตามที่คุณเป็นตัวจริงงานและเงินจะวิ่งเข้าหาคุณเอง โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เหมือนที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวอย่าง คุณปู่ จิโระ เทพเจ้าซูชิ ที่ไม่ว่าร้านจะเล็กแค่ไหน จองยากเท่าไร ก็จะมีคนดั้นด้นตามไปกินจนได้ เพราะเขาคือตัวจริงเรื่องซูชิ

แล้วเราล่ะเป็นตัวจริงในสิ่งที่ทำอยู่หรือยัง?

“ทีม” คือกุญแจของความสำเร็จ

ต้องบอกว่าแม้ Ken Miles จะเก่งกาจสักแค่ไหน แต่หนังจะทำให้เราได้เห็นล่ะครับว่า ทีมนั้นสำคัญที่สุด หนึ่งในฉากสำคัญของหนัง คือการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ในปี 1966 ที่แข่งขันกันต่อเนื่องดุเดือดและยาวนานถึง 24 ชั่วโมง บนเส้นทางสุดหฤโหด

ทั้งทีมนักขับและทีมซัปพอร์ตต้องทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่ง เพราะทุกหน้าที่นั้นมีความสำคัญ และเมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ออกมาดีที่สุด เมื่อนั้นล่ะครับ “ชัยชนะ” จะขยับเข้ามาใกล้ทีมของคุณ

ฉะนั้นหากคุณกระหายที่จะได้ชัยชนะจงให้ความสำคัญกับความเป็น “ทีม”

ชัยชนะไม่ได้มีไว้สำหรับคนเหยาะแหยะ

ในหนังเรื่อง Ford v Ferrari เราจะได้เห็นเรื่องราวของการพัฒนารถแข่งคันหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะมีเวลาเพียง 90 วัน และที่สำคัญคือต้องแข่งให้ได้แชมป์ด้วย

จริงอยู่ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการพูดถึงเรื่อง Work-Life Balance การให้งานกับชีวิตนั้นสมดุลกัน, การทำงานให้น้อยลง, ลดชั่วโมงการทำงาน ฯลฯ ใช่ครับ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี และก็ไม่ได้มีอะไรผิด

เพียงแต่ผมแค่อยากจะบอกว่าผมยังไม่เคยเห็นใครเลยที่ทำเรื่องเหลือเชื่อ หรือทำสิ่งที่ยากๆ ให้สำเร็จด้วยการใช้หลักการเหล่านั้น ทุกคนที่ผมประสบพบเจอไม่ว่าจากที่อ่านเจอ หรือจากคนใกล้ตัว คนเหล่านี้ล้วนทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วง (หนักจริงๆ) เพื่อทำสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงขึ้นมาได้

เหมือนที่ Elon Musk เคยกล่าวไว้…

“หากคนอื่นทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง และคุณทำงานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง แม้ว่าคุณจะทำสิ่งเดียวกัน แต่คุณจะทำสิ่งที่ต้องใช้เวลาหนึ่งปีได้ภายในสี่เดือน”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer