แบรนด์อาหารแมวชั้นนำระดับโลก ‘วิสกัส’ (whiskas) ถึงเวลาเปลี่ยนพฤติกรรมทาสแมว ดึง ‘เอิร์ท-มิกซ์’ ร่วมสร้างสีสันในแคมเปญ Lucky Cat เจาะเทรนด์ Pet Humanization (วิเคราะห์)

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงถือเป็นสมรภูมิที่เติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งความแข็งแกร่งนี้ยังส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก

การเติบโตของธุรกิจอาหารแมวในไทยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัย ดังนี้

1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่อยู่อาศัย

แม้สุนัขจะมีประชากรกว่า 20 ล้านตัว แต่แมวที่มีอยู่ประมาณ 7-8 ล้านตัวกลับมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วและน่าจับตามอง เนื่องจากผู้คนหันมาอาศัยในคอนโดมิเนียมหรือห้องพักขนาดเล็กมากขึ้น ทำให้การเลี้ยงแมวตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในพื้นที่จำกัดได้ดีกว่า

2.กระแส Pet Humanization ที่มาแรง

จากผลสำรวจคุณพ่อคุณแม่แมวชาวไทยจำนวนกว่า 2,000 คนทั่วประเทศที่ ‘วิสกัส’ (whiskas) จัดทำขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 พบว่า 71% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทย มองว่าแมวคือสมาชิกในครอบครัวและรักเหมือนลูก ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากอดีตที่เคยมีเพียง 30% โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ที่มีสัดส่วนในการมองว่าแมวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตสูงกว่าเจนเนอเรชันอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

3.การเยียวยาจิตใจ 

แมวมีบทบาทสำคัญในการช่วยเยียวยาสุขภาพจิต โดย 54% ของผู้เลี้ยงระบุว่าแมวช่วยลดความเครียดได้ และ 52% รู้สึกว่าการได้ให้อาหารหรือเล่นกับแมวคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความรักที่ผู้เลี้ยงมีให้เสมือนลูก ตลาดยังคงมีอุปสรรคสำคัญคือ มีผู้เลี้ยงเพียง 40% เท่านั้นที่ให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับแมว ในขณะที่อีก 60% ยังคงให้แมวทานอาหารคนหรือปรุงอาหารให้ทานเอง 

เนื่องจากมีความเชื่อที่ผิดว่าอาหารที่คนทานมีประโยชน์ต่อแมว ทั้งที่ในความเป็นจริง แมวเป็นสัตว์กินเนื้อที่ต้องการสารอาหารจำเป็นมากถึง 41 ชนิดต่อวัน ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง 

นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงกว่า 60% มักหาข้อมูลโภชนาการผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ 39% กลับรู้สึกสับสนกับข้อมูลที่ขัดแย้งกัน จนทำให้ผู้เลี้ยงถึง 36% เกิดความกังวลใจเรื่องสุขภาพของลูกรัก

บนโอกาสการเติบโตอีก 60% ที่หลงเหลืออยู่ในตลาด ‘วิสกัส’ (whiskas) แบรนด์ภายใต้บริษัท มาร์ส เพ็ทแคร์ (Mars Petcare) ได้วางกลยุทธ์หลักที่สำคัญที่สุด (Priority strategy) คือ การมุ่งเน้นให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้แก่คุณพ่อคุณแม่แมวอย่างต่อเนื่อง

การสร้างความเข้าใจเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค จึงเป็นเป้าหมายหลักที่วิสกัสต้องการไปให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผ่านกลวิธีการตลาดแบบ 360 องศา อย่างล่าสุดกับแคมเปญระดับโลกครั้งแรกในไทย ‘Lucky Cat’ ได้แก่

1.ใช้ Star Power เชื่อมแบรนด์กับคนรุ่นใหม่

ดึงนักแสดงดูโอ้ขวัญใจมหาชน และทาสแมวตัวจริงอย่าง ‘มิกซ์ สหภาพ’ และ ‘เอิร์ท พิรพัฒน์’ มาร่วมสร้างสีสันในแคมเปญ Lucky Cat เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น โดยทั้งคู่มีผู้ติดตามรวมกันมากกว่า 7 ล้านคน

2.สร้าง O2O Engagement ปูพรมแลนด์มาร์กใจกลางสยาม

พลิกมุมมองความเชื่อว่า ‘แมวที่โชคดี คือแมวที่มีสุขภาพดี’ ผ่านการสร้างประติมากรรมแมวกวักสีม่วงขนาดยักษ์ความสูง 10 เมตร ณ สยามสแควร์ ซอย 3 รายล้อมด้วยตุ๊กตาแมวกวักเล็กเกือบ 1,000 ตัว ที่นำมาจัดแสดงในวันที่ 3 – 4 เมษายน 2026 พร้อมปูพรมสื่อโฆษณา Out-of-Home รอบย่านการค้าสยามถึง 41 จุด

3.เจาะพฤติกรรมดิจิทัลและการทดลองใช้จริง

ตอบโจทย์ผู้บริโภค Gen Z (11-26 ปี) และ Gen Y (27-42 ปี) ด้วยการจัดกิจกรรม TikTok Shop Livestream ต่อเนื่องยาวนานถึง 35 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการเร่งแจกสินค้าตัวอย่างจำนวน 15,000 ชิ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้ในวงกว้าง

อย่างไรก็ดี สำหรับการให้ความรู้และการตอกย้ำแคมเปญ Lucky Cat ถือเป็นการวางรากฐานเพื่อดึงผู้บริโภคที่ให้อาหารปรุงเอง 60% ให้หันมาใช้อาหารสำเร็จรูป 

ทั้งนี้ วิสกัสยังคงมุ่นมั่นสร้างความแข็งแกร่งด้วยวิทยาศาสตร์เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ที่ใช้วิธีวิจัยแบบไร้การทำทารุณกรรม (Non-invasive) 100% จากศูนย์วิจัย APEC Pet Center ในไทย ที่ยืนยันได้ว่าอาหารสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ถึง 70% เพื่อเปลี่ยนความรักของผู้เลี้ยงให้กลายเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน