ผลจากสงครามการค้าและความขัดแย้งทั้งระหว่างชาติมหาอำนาจ (สหรัฐฯ-จีน) และระหว่างประเทศชั้นนำด้านเศรษฐกิจที่ไม่ลงรอยกันมานาน (เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น) เมื่อปี 2019 กระทบเป็นวงกว้าง ทว่ายังมีบางบริษัท บางแบรนด์ หรือบางธุรกิจ ที่ยังเดินหน้าทำเงินไม่หยุดแบบสวนกระแส โดย Tinder เป็นหนึ่งในนั้น ยืนยันได้จากตัวเลขรายได้ 1,152 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35,712 ล้านบาท)  

การโตทะลุพันล้านเมื่อปี 2019 ของ Tinder แอปหาคู่ชื่อดังที่คิดเป็นครึ่งหนึ่งจากตัวเลขรายได้ทั้งหมดของ Match Group ในปีผ่านมา ยังเป็นหลักฐานว่า แอปหาคู่เป็นหนึ่งในแอปที่โตเร็ว มีอนาคต และมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถึงขนาดที่ว่า Facebook ขอลงมา “ชิงเค้ก” ในตลาด “กามเทพออนไลน์” นี้แล้ว 

Dating App Cap 2 TInder

แอปอายุไม่ถึง 10 ปี แต่ล่าสุด “ปัดขวา” คว้าพันล้าน

ท่ามกลางความซบเซาของธุรกิจส่วนใหญ่ เช่น ยานยนต์ และ Smartphone แต่แอปหาคู่ยังคงโตไม่หยุด โดยเมื่อปี 2019 Tinder ทำเงินได้ถึง 1,152 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35,712 ล้านบาท) เพิ่มจาก 805 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24,955  ล้านบาท) ของปี 2018

เป็นกำลังหลักดันตัวเลขรายได้รวม Match Group บริษัทแม่ปี 2019 ให้สูงถึง 2,051 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 63,581 ล้านบาท) เพิ่มจาก 1,730 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 53,630 ล้านบาท)

ความสำเร็จของ Tinder ครั้งล่าสุด มาจากจำนวนบัญชีผู้ใช้ทั่วโลกในไตรมาสสุดท้ายปีเพิ่มเป็น 9,809 ล้าน Account ขยับจาก 9,612 ล้าน Account ของไตรมาส 3 และเพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาสสุดท้ายปี 2018

จำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวยังมาพร้อมตัวเลขรายได้จากการ “อัปเกรด” ในแอปของบรรดาคนหาคู่ เช่น การเลื่อนขวา-ซ้าย เพื่อคุยหรือหาคู่ต่อในแอปแบบไม่จำกัดในแต่ละวัน หรือเกินร้อยครั้งต่อวันของกลุ่ม Gold และ Silver Subscriber ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ Tinder ยังทุ่มโปรโมตแอปในรูปแบบต่างๆ ทั้งโฆษณาตามเทศกาลดนตรีซึ่งมีคนโสดอยู่ไม่น้อย สร้าง Swipe Night-App Series แบบ Interactive เพื่อตรึง Millennial และ Gen Z สองผู้ใช้กลุ่มใหญ่สุดให้อยู่ในแอปนานขึ้น และเพิ่ม Feature ความปลอดภัยเข้ามาอีกด้วย

Facebook Dating Tinder Facebook Dating

ส่วนปีนี้ต้องจับตาดูว่า หน้าใหม่ในตลาดแอปหาคู่แต่เป็นพี่ใหญ่ใน Social Media พร้อมแต้มต่อจากจำนวนผู้ใช้มหาศาลในแพลตฟอร์มอย่าง Facebook ที่ส่ง Facebook Dating ลงมาสู้จะทำได้ดีแค่ไหนและทำให้ Tinder เจ้าของอันดับหนึ่งในตลาดแอปหาคู่สั่นคลอนหรือไม่

 

จากความน้อยใจสู่ “กามเทพออนไลน์” ยอดฮิต

Tinder ตั้งต้นมาจากความน้อยใจปนสงสัยของ Sean Rad กับ Justin Mateen คู่เพื่อนสนิทชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านที่หาคู่ไม่ได้สักที

เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายที่หมายตาไว้มีทัศนคติและรสนิยมเรื่องต่างๆ ต้องตรงกันกับตนหรือไม่ จึงนำ Idea นี้ไปปรึกษากับเพื่อนอีก 4 คน จนต่อยอดเป็น Startup ชื่อ Tinder ในปี 2012

Tinder Founders Justin Mateen (ซ้าย) Sean Rad (ขวา) 

ปีต่อมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งจากการคว้ารางวัลจาก Techcruch – Website รายงานความเคลื่อนไหวทางธุรกิจในวงการเทคโนโลยี และปล่อยให้ดาวน์โหลดบน Android OS จากเดิมที่ใช้ได้บน iOS ของ iPhone เท่านั้น

พอถึงปี 2014 ก็นำฟังก์ชันปัดขวา-ซ้าย ที่ Jonathan Badeen หนึ่งในทีมผู้ก่อตั้งได้มาระหว่างปัดฝ้าบนกระจกในห้องมาใช้ ซึ่งต่อมาเป็นฟังก์ชันสื่อถึงการตอบรับ (ขวา) หรือปฏิเสธ (ซ้าย) ที่แอปอีกมากมายนำไปใช้กันอย่างกว้างขวาง

Whitney Wolfe Tinder Whitney Wolfe

ทว่าปี 2014 ก็เกิดความไม่ลงรอยกันในทีมผู้ก่อตั้ง Tinder จน Whitney Wolfe แยกตัวไปสร้าง Bumble แอปหาคู่สำหรับผู้หญิง

แต่ปีถัดมา IAC กลุ่มทุนด้านวงการสื่อและเทคโนโลยีให้ความสนใจในตลาดแอปหาคู่ ตั้ง Match Group ขึ้น โดยให้ Tinder เป็นแบรนด์ใหญ่ จากนั้นซื้อแอปหรือเว็บไซต์หาคู่อื่นๆ เข้าเสริม แล้วทำ IPO ช่วงในปลายปีนั้น

ปัจจุบัน Tinder เป็นแอปหาคู่ที่มีผู้ใช้งานมากสุดในโลก ช่วยให้การคู่ง่ายและสะดวกขึ้น และเป็นแอปใหญ่สุดในเครือ Match Group ที่มีแอปหรือเว็บไซต์หาคู่อีกหลายแอปคือ OkCupid, Match.com, PIentyofish และ Hinge

Tinder Money

ในส่วนของ Tinder เองก็มีอัตราเติบโตที่น่าทึ่ง จาก 47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,457 ล้านบาท) ในปี 2015 เป็น 1,152 ล้านบาท (ราว 35,712 ล้านบาท) ในปี 2019 ท่ามกลางมูลค่าตลาดแอปหาคู่ทั่วโลกที่สูงขึ้น โดยคาดกันว่าปี 2024 จะมีมูลค่าสูงถึง 8,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท)/cnet, theverge, mtch, cnn, prnewswire, wikipedia



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน