The Battle

Co-working Space “พลิก” ชีวิตคนทำงาน “เปลี่ยน” โมเดลธุรกิจ      

Co Working Space ตลาดนี้ยังไปไหวไหม ? วิเคราะห์ ทิศทาง แนวโน้ม การแข่งขันของ Co Working Space ธุรกิจที่เกิดจากไอเดียแชร์กันใช้ แต่ใครๆ ก็ไม่อยากให้มาแชร์ตลาด

Co-Working Space เริ่มมีขึ้นในกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2555 โดย HUBBA เป็นผู้พัฒนา Co-Working Space แห่งแรกของประเทศไทย

ชาล เจริญพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้งฮับบ้า เคยเล่าไว้ว่า จุดเริ่มต้นของ Hubba  มาจากคำว่า ศูนย์รวมของคนบ้า เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2554 ที่เกิดอุทกภัยน้ำท่วมกรุง คนไม่สามารถไปทำงานที่ออฟฟิศได้ จึงคิดที่จะสร้างพื้นที่ให้คนมา ร่วมกัน แชร์ไอเดียกัน บนพื้นที่ใช้สอย 300 ตารางเมตร รองรับได้ 120 คน

หลังจากนั้น Co-Working Space จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมีทั้งผู้ประกอบรายย่อยเจ้าของพื้นที่ว่างๆ แค่ไม่กี่ร้อยตารางเมตร ที่ลุกขึ้นมาปัดฝุ่น ใส่ ดีไซน์ใหม่ให้สวยๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในการทำงานพื้นฐานให้ เก็บค่าใช้บริการ แบบรายชั่วโมง รายวัน สำหรับให้กลุ่มฟรีแลนซ์ หรือคนทำธุรกิจเล็กๆ เป็น Space Provider ที่ตอนนี้มีคู่แข่งมากมาย เพราะร้านกาแฟ สวยๆ ที่มีอยู่มากมายกระจายไปทั่ว ฟังก์ชันการใช้งานก็สามารถตอบโจทย์การนั่งทำงานได้เช่นกัน เพียงแต่ความเป็นส่วนตัวน้อย

มีทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ที่นำเอารูปแบบของ Co-Working Space มาเป็นจิ๊กซอว์ตัวใหม่มาเติมเต็มในการทำธุรกิจของตัวเอง เพิ่มเติมคือจับมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างประเทศเพื่อหวังความเชี่ยวชาญในเรื่องโนว์ฮาวต่างๆ

รวมทั้งมีบิ๊กแบรนด์จากต่างประเทศที่มีทุนหนาและประสบการณ์สูงเข้ามาจับจองพื้นที่ในอาคารสำนักงานใจกลางเมือง บริหารจัดการในเรื่องดีไซน์พื้นที่ให้ทันสมัย มีเสน่ห์แตกต่างกันออกไป กลุ่มนี้ต้องการพื้นที่สูงประมาณ 2 พัน ตร.ม. ขึ้นไป ซึ่งพื้นที่ออฟฟิศเกรด เอ ไม่ใช่พื้นที่จะหาง่ายๆ

ดังนั้น เป้าหมายต่อไปของกลุ่มนี้คือการเข้าไปเช่าพื้นที่ในออฟฟิศตึกใหม่ๆ ที่กำลังก่อสร้าง

กลายเป็นโอกาสที่ดีของตลาดออฟฟิศให้เช่าในอนาคต เพราะแนวทางการทำงานของกลุ่มนี้ คล้ายๆ กับ Air BNB  คือ ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่เป็นตัวกลางในการเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ มาปรับปรุงรูปแบบพื้นที่เพื่อปล่อยในราคาที่สูงขึ้น

แต่สำหรับออฟฟิศสำนักงานเก่าๆ จะถูก Disrupt ได้ง่ายแน่นอน โดยเฉพาะ ออฟฟิศราคาแพง  ล้าสมัย ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก รถไฟฟ้า  ร้านอาหาร  ร้านกาแฟ   ฟิตเนส หรือ สวนสาธารณะ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหญ่ของโลกที่ทั้งมาเอง และมาจับมือพันธมิตรนักลงทุนเมืองไทย กำลังขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง Marketeer จะขอยกตัวอย่าง 4 แบรนด์คือ  Spaces (สเปซเซส) แห่งอัมสเตอร์ดัม WeWork  Startup ระดับ Unicorn จากอเมริกา จัสท์โค จากสิงคโปร์  และคอมมอนกราวด์จากมาเลเซีย

มาดูรายละเอียดของแต่ละเจ้ากัน

แสนสิริร่วมทุน จัสท์โค จากสิงคโปร์

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าไปลงทุนกับบริษัท จัสท์โค (JustCo) สตาร์ทอัพด้านอสังหาริมทรัพย์จากสิงคโปร์ ที่มีสาขาไปทั่วโลก และได้เปิดตัว Co-Working Space  จัสท์โคสาขาแรกในเมืองไทย ที่อาคารเอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ เมื่อกลางปี 2561

คง วัน ซิง ผู้ก่อตั้งและประธานอำนวยการจัสท์โค เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าแอร์บีเอ็นบีสร้างปรากฎการณ์เขย่าธุรกิจการท่องเที่ยวได้ อูเบอร์ป่วนธุรกิจคมนาคมขนส่งได้ จัสท์โคก็จะเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์เขย่าธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และออฟฟิศให้เช่า ด้วยเป้าหมายเปิด ‘Co-Working Space’ ให้ครบ 100 สาขาทั่วเอเชียภายในปี 2563

สำหรับในเมืองไทย เปิดไปแล้ว 3 สาขา คือที่เอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ ออลซีซั่นส์เพลส ถนนวิทยุ และสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งใช้พื้นที่ถึง 12,000  ตารางเมตร แต่ละที่จะมีรูปแบบที่ยืดหยุ่นเพื่อให้เหมาะกับความต้องการ โดยมีราคาที่แตกต่างกันออกไป

และแน่นอนถ้าคุณเป็นลูกบ้านแสนสิริก็สามารถเช็กสิทธิพิเศษที่จะได้รับได้ด้วย

ซีพีเอ็น ได้พันธมิตร คอมมอนกราวด์ จากมาเลเซีย

ปลายปี 2561 ซีพีเอ็น จากเซ็นทรัลกรุ๊ป ได้ลงไปลุยธุรกิจนี้บ้างเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่าแค่เรื่องของ Shopping Experience และเป็นจิ๊กซอว์ตัวใหม่ในการทำโครงการมิกซ์ยูสของซีพีเอ็นให้มีความสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น มากกว่าแค่การมีพื้นที่ในส่วน Office Building

เมื่อไม่มีโนว์ฮาวทางด้านนี้ก็ได้ร่วมมือกับ “คอมมอนกราวด์” Co-Working Space สัญชาติมาเลเซีย โดยในวันแถลงข่าวได้ประกาศไว้ว่าจะเปิดให้ได้ 20 แห่ง ภายใน 5 ปี ภายใต้งบลงทุนรวม 800 ล้านบาท กระจายไปทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ รวมพื้นที่ประมาณ 5 หมื่น ตร.ม. เทียบเท่ากับพื้นที่ในการทำศูนย์การค้าขนาดกลาง 1 แห่ง

2 ปีผ่านไป วันนี้คอมมอนกราวด์เกิดขึ้นแล้ว 2 แห่ง คือ คอมมอนกราวด์ ตึก G  ทาวเวอร์ ในพื้นที่ 4,500 ตร.ม.      

ส่วนคอมมอนกราวด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ในพื้นที่ประมาณ 1,500 ตร.ม. จะเปิดประมาณมีนาคม 2563 นี้ ส่วนพื้นที่เป้าหมายที่จะเปิดต่อไปคือ ย่านอารี เอกมัย และอ่อนนุช 

WeWork Startup ระดับ Unicorn จากอเมริการุกหนัก

หลังจาก WeWork จากอเมริกาเปิดฉากบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สิงคโปร์และอินโดนีเซียแล้ว  ก็เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2561 ปัจจุบันที่เปิดบริการแล้วมี  3 แห่ง คือ WeWork Asia Centre สาทร  มีพื้นที่ทั้งหมด 5 ชั้นเพื่อต้อนรับสมาชิกจำนวน 1,200 คน WeWork T-One ทองหล่อ มีพื้นที่ 7 ชั้นสำหรับสมาชิก 1,700 คน และ WeWork True Digital Park

จากข้อมูลของฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยังระบุว่า WeWork ยังเตรียมพื้นที่ไว้อีก 5 แห่ง คือ  สปริงทาวเวอร์ ราชเทวี อาคารสุทธิ เพชรบุรี เดอะ ปาร์ค พระราม 4  อาคารสิริภิญโญ อาคารวานิสสา ชิดลม พื้นที่รวมกว่า 20,000 ตารางเมตร

WeWork ประกาศตัวยิ่งใหญ่ตามสไตล์ Startup ระดับ Unicornc แต่จะไปเร็วแค่ไหนในบ้านเรา ต้องติดตามตอนต่อไป

Spaces (สเปซเซส) จากอัมสเตอร์ดัม

สเปซเซส แห่งอัมสเตอร์ดัม เข้ามาเปิดสาขาแรกที่กรุงเทพฯ เมื่อประมาณต้นปี 2561 ณ โครงการซัมเมอร์ฮิลล์ ศูนย์รวมการค้าเชิงไลฟ์สไตล์ใกล้สถานีไฟฟ้าพระโขนง พื้นที่กว่า 1,260 ตร.ม.

ถึงวันนี้ได้เปิดเพิ่มอีก 3 สาขา คือที่จามจุรีสแควร์ เอ็มไพร์ทาวเวอร์ PHAHON 19  ล่าสุดในเดือนตุลาคม 2563 นี้จะเปิดที่   Spaces M9-Ratchada ใช้พื้นที่ตั้งแต่ชั้น 2 ไปจนถึงชั้น 4 ของอาคาร 6 ชั้น

Work ไม่ Work ข้างล่างคือคำตอบ

9 เหตุผล Co-Working Space โต (ตามตาราง) รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนไปจากมนุษย์ฟรีแลนซ์ สู่กลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น คือผู้ประกอบการรายกลางๆ อีกหลายรายที่ต้องฉุกคิดว่า หมดสัญญาเช่าปีนี้จะต่อสัญญาดีไหม ซึ่งราคาค่าเช่าต่อเดือน เงินมัดจำ เงินล่วงหน้า ต้องสูงกว่าเดิมแน่นอน หรือถ้าจะหาออฟฟิศใหม่ ทำเลดีก็แพง ค่าตกแต่งก็อีกมากมาย

สอดคล้องกับที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ของ Co-Working Space หลายรายบอกกับ Marketeer ว่าตอนแรกโฟกัสไปยังเอสเอ็มอีรายเล็กๆ หรือผู้เช่ารายวัน แต่กลายเป็นว่าคนที่เข้ามาจะเป็นธุรกิจขนาดกลางประมาณ 60% ที่ต้องการพื้นที่ให้พนักงานตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปจนถึงเกิน 100 คน หรือมากกว่านั้น โดยมีวิธีคิดว่าเฉลี่ยค่าเช่าต่อวันต่อคนจะถูกกว่าลงทุนเองในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกแบบพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเป็นพื้นที่ทำงาน เช่น โต๊ะทำงาน ระบบ wi-fi ความเร็วสูง ห้องประชุม รวมทั้งพริ้นเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานอื่นๆ

และยังประหยัดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ ค่ายาม ค่าแม่บ้านต่างๆ อีกด้วย

แม้แต่บริษัทขนาดกลาง หรือแม้แต่บริษัทใหญ่ๆ ที่อยู่ใน Fortune 500 ซึ่งมีออฟฟิศของตัวเองก็เริ่มหันมาเช่า Co-Working Space ให้พนักงานได้ไปใช้บริการ

ด้วยเหตุผลที่ว่า Co-Working Space สวยๆ จะช่วยปลุกความครีเอทีฟให้ลุกโชน ดีกว่านั่งตัวเกร็งอยู่ที่ออฟฟิศแล้วไอเดียไม่บังเกิด

รวมไปถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขยายพื้นที่ได้แล้ว ก็สามารถใช้ Co-Working Space เป็นสำนักงานย่อย หรือสำรองที่นั่งทำงานไว้สำหรับให้พนักงานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศให้สามารถเข้าไปใช้ได้

เปลี่ยนเป้าหมายโฟกัสกลุ่ม B2B

ปัจจุบัน Co-Working SpBace รายใหญ่จึงมักโฟกัสไปที่กลุ่ม B2B และลูกค้าที่เช่ารายเดือนมากกว่าลูกค้ารายวัน ในขณะที่รายเล็กที่มีพื้นที่ประมาณ 100-200 ตร.ม. จับลูกค้ารายวัน โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ราคาประมาณ 300-400 บาทต่อวัน

ส่วนใหญ่จะมีการจัดพื้นที่ไว้ 3 ประเภทหลักๆ คือ 1. เข้ามานั่งทำงานได้ที่โต๊ะทำงานส่วนกลาง หรือที่เรียกว่า hot desk ราคาจะเริ่มต้นที่จุดนี้ 2. มีโต๊ะทำงานเฉพาะ และ 3. พื้นที่สำนักงาน ที่ถูกจัดไว้เป็นส่วนสัดพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และใช้ได้ตลอด 24 ชม.

สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ Co-Working Space แต่ละที่จะต้องมีผู้ประสานงาน (Coordinatior) ที่จะเป็นคนดูแลสถานที่ ให้บริการและช่วยทุกคนให้ Community เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

รวมทั้งต้องพยายามขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการสร้างกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อผู้เช่าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่ฮับบ้าทำมาตลอดเวลา 6-7 ปี นอกเหนือจากการทำตลาดเพื่อเอาค่าเช่ารายเดือน รายปี อย่างเดียว  

ปัจจุบันจากการแข่งขันที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าราคาของ Co-Working Space จะเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่นิ่ง และมีโปรโมชั่นเกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นโอกาสดีของลูกค้าที่จะลองเข้าไปใช้บริการ เมื่อรวมกับประสบการณ์ในการบริหาร Co-Working Space ของผู้ประกอบการระดับโลกที่เข้ามาจึงน่าจะเป็นไปได้ว่า ธุรกิจนี้น่าจะ Work แต่จะนานแค่ไหน น่าจะขึ้นกับวิธีการบริหารของผู้ประกอบการมากกว่า   

 

อัปเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ WebsiteMarketeeronline.co
Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer