การแข่งขันของโรงพยาบาลเอกชน กรณีศึกษา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ความท้าทายอีกครั้งของโรงพยาบาลหรู
ในบรรดาโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมดในเมืองไทย “บำรุงราษฎร์” มีสัดส่วนคนป่วยชาวต่างชาติเข้ามารักษามากที่สุด
ปี 2562 บำรุงราษฎร์มีรายได้ทั้งหมด 18,718 ล้านบาท กำไร 3,747 ล้านบาท

จากการรักษาคนไข้ประมาณวันละ 3,000 คน  หรือปีละ 1.1 ล้านราย เป็นสัดส่วนรายได้จากคนป่วยต่างชาติ 66% เป็นกลุ่มที่บินมารักษาสูงถึง 55% ในขณะที่กลุ่มคนไทยมี 34%

โดยประเทศที่ทำรายได้สูงสุดให้กับบริษัทสามอันดับแรกจะเป็นสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต

ในเดือนมกราคม 2563 ตัวเลขของผู้ป่วยต่างชาติยังคงไม่ลด และยังมีผู้ป่วยจากตะวันออกกลางสูงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยอยู่ที่ 138 เตียง ใน 1 วัน

การแข่งขันของโรงพยาบาลเอกชน กับคู่แข่งที่มองไม่เห็น

แต่หลังจากมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ลูกค้าหลักจากต่างประเทศทั้งกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านใน CLMV และกลุ่มตะวันออกกลาง บินเข้ามารักษาไม่ได้ ในขณะที่ลูกค้าชาวไทยก็เข้ารับการรักษาน้อยลง

ส่งผลให้รายได้รวมของ Q1/63 อยู่ที่ 4,179 ล้านบาท ลดลง 11.7% จาก 4,733 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิลดลง 29.2% เป็น 765 ล้านบาท จาก 1,081 ล้านบาท

รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติลดลง 16% ใน Q1/63 หลักๆ มาจากการลดลง 18% YoY ในเดือน ก.พ. และ 45% YoY ในเดือน มี.ค. เป็นการลดลงของผู้ป่วยจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลัก (ประมาณ 25% ของรายรับรวม)

รายงานข่าวจากฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ โดยเสนอโปรโมชั่นส่วนลด (ส่วนลด 50% สำหรับห้อง IPD และส่วนลด 20% สำหรับ ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าเอกซเรย์ และห้องปฏิบัติการ) ในช่วง พ.ค. ถึง ก.ค. และจะมีการโปรโมตบริการ Teleconsultation และให้บริการรักษาที่บ้านรวมถึงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่บ้านและการส่งมอบยาถึงบ้าน

ล่าสุด ยังเปิดตัวบริการใหม่ “60 Second Service” เพื่อให้บริการขั้นพื้นฐาน เช่น ฉีดวัคซีน และรับยาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เข้าถึงง่าย และสะดวกสบาย ปลอดภัยสูงสุด ตอบโจทย์ในสถานการณ์โควิด-19

แน่นอนรายได้ที่เข้ามาอาจจะเพียงส่วนหนึ่งที่ทดแทนรายได้หลักยังไม่ได้ ก็คงต้องรอเวลาว่าเมื่อไหร่มาตรการล็อกดาวน์เริ่มผ่อนคลาย คนไทยรายได้สูงและคนต่างชาติในเมืองไทยคงกลับมาใช้บริการเพิ่มขึ้น รวมทั้งการกลับมาของลูกค้า VIP ต่างประเทศ

แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจส่งผลให้ผู้ป่วยจากตะวันออกกลางจะใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น ก็ต้องอาศัยชื่อเสียงและงัดเอาแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ มาช่วยอย่างเต็มที่

FYI 
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดให้บริการครั้งแรก 200 เตียง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2523 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2532 ถือหุ้นใหญ่โดยธนาคารกรุงเทพ บริษัทกรุงเทพประกันภัย และตระกูลโสภณพนิช

ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 อันดับแรกคือ บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการจำกัด (มหาชน) หรือโรงพยาบาลกรุงเทพ 22.97% รองลงมาคือบริษัทกรุงเทพประกันภัย 13.43% และ ธนาคารกรุงเทพ 8.27%

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้มีคนไข้ชาวต่างชาติมาใช้บริการมากขึ้น จากที่แรกเริ่มมีกลุ่มเศรษฐีกระเป๋าหนักในประเทศเป็นหลักเพราะวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2540 ที่ด้านหนึ่งทำให้โรงพยาบาลนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะภาระเงินกู้ที่นำมาสร้างตึกใหม่ในช่วงนั้นประมาณ 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ในขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลกลับพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยอาศัยช่วงค่าเงินบาทลอยตัว ให้ความสำคัญในการทำตลาดกับลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น 

ในปี 2542-2544 ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต แต่รายได้ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กลับเพิ่มขึ้นถึง 44 เปอร์เซ็นต์ รายได้ 1 ใน 3 นี้มาจากค่ารักษาคนไข้จากต่างประเทศ

จากจำนวนคนไข้ต่างชาติเมื่อปี 2541 ที่มีสัดส่วนเพียง 12% กลายเป็น 66% ในปีที่ผ่านมา   

ในระยะแรกคนไข้ส่วนใหญ่จะมาจากประเทศภูฏาน บังกลาเทศ พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มัลดีฟส์ ยุโรป เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และแอฟริกา ก่อนที่จะมาเป็นคนไข้ใน CLMV และชาวตะวันออกกลาง เป็นหลักในปัจจุบัน 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer