เศรษฐกิจไทยปี 63 เป็นอย่างไร ? เจาะลึกหลากมิติ หลายมุมที่ผู้ประกอบการต้องรู้

เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไตรมาสสองของปี 2563 GDP ไทยติดลบ 12.1% เป็นการติดลบที่ต่ำสุดในรอบปี

ส่วนไตรมาสสามที่จะถึงนี้ EIC คาดการณ์ว่าจะกลับมาค่อย ๆ ฟื้นตัวอีกครั้งอย่างช้า ๆ ในรูปแบบ U-shape จากการใช้จ่ายในประเทศ และจะมีการติดลบทั้งปีที่ 7.3%  

และในปี 2564 GDP จะกลับมาเข้าสู่ระดับเดียวกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนโควิด-19

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ในภาคส่วนหลักที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย ในงานแถลงข่าวมุมมองเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 ปี 2020 ผ่าน Facebook Live พบว่า

ภาคการท่องเที่ยวต้องพึ่งพาไทยเที่ยวไทย

เศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากถึง 12% ของ GDP และจากวิกฤตโควิด-19 และมาตรการปิดน่านฟ้าเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศ จนไตรมาสสองของปี 2563 ประเทศไทยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 100% และค่อยกลับมาฟื้นตัวอย่างช้า ๆ นับตั้งแต่ไตรมาสสามของปี 2563 จากการค่อย ๆ ผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ

วิกฤตและมาตรการที่กล่าวมา ในปีนี้ประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือเพียง 9.8 ล้านคน จาก 40 ล้านคนในปี 2562

 

และความหวังเดียวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคือ การท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยด้วยกัน

EIC วิเคราะห์ว่าในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวและค้างคืนในประเทศไทยทั้งปี 75.7 ล้านทริป ลดลงจากปี 2562 ที่มีจำนวนท่องเที่ยวค้างคืนในประเทศทั้งสิ้น 130.3 ล้านทริป

การท่องเที่ยวในประเทศไทยในช่วงเวลาแรก หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จะเกิดขึ้นจากนักท่องเที่ยวในกลุ่ม Millennials เป็นกลุ่มหลัก ที่เดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบค้างคืนในแหล่งท่องเที่ยวที่มีระยะใกล้ ๆ ที่ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง

และนิยมเลือกพักในโรงแรมระดับกลาง ที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก เพราะความต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจากเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน

ซึ่งเทรนด์นี้ ดร. ยรรยงเปรียบเทียบให้เราเห็นว่าเป็นสถานการณ์การท่องเที่ยวที่คล้ายกับประเทศจีนซึ่งมีมาตรการด้านต่าง ๆ มาก่อนหน้านั้น

โดยปัจจุบันคนจีนในกลุ่ม Millennials อายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นกลุ่มแรกที่ออกเดินทางในท่องเที่ยวในประเทศ และมีการพฤติกรรมการท่องเที่ยวจากเดิมที่นิยมเที่ยวเกาะ เที่ยวชายหาดที่ต้องเดินทางโดยเครื่องบิน หรือมีระยะทางในการขับรถที่ไกล เป็นการท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว จากเวลาในการเดินทางที่ไม่นาน และจองที่พักระดับกลางเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

 

2. ภาคครัวเรือน แม้จะมีมาตรการกับภาครัฐ แต่ยังมีปัจจัยลบอื่น ๆ

มาตรการล็อกดาวน์ประเทศจะเริ่มผ่อนคลายลง และภาครัฐมีมาตรการเยียวยาออกมาอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง

แต่ยังมีปัจจัยลบอื่น ๆ ที่ทำให้ภาคครัวเรือนมีความเปราะบาง เช่นความเชื่อมั่น ความมั่งคั่ง การจ้างงานและรายได้ และกันชนทางการเงิน

ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้คนไทยมีแนวทางในการออมมากขึ้นจากความระมัดระวังในการใช้จ่าย

นอกจากนี้ ดร. ยรรยงชี้ให้เห็นว่าคนไทยมีความเปราะบางด้านการเงินสูง จากการสำรวจของ EIC ในปี 2562 พบว่าคนไทยมีสินทรัพย์ทางการเงินครอบคลุมรายจ่ายได้ไม่เกิน 3 เดือน มากถึง 59.8%

แบ่งเป็น

ไม่เกิน 1 เดือน 34.8%

1-2 เดือน 14.2%

2-3 เดือน 10.9%

3. ตลาดแรงงาน อัตราจ้างงานเงินเดือนไม่ถึง 20,000 บาทต่อเดือน มีเพิ่มขึ้น

ดร. ยรรยงกล่าวว่า ตลาดแรงงานไทยมีความอ่อนแอตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 จากจำนวนผู้มีงานทำลดลง

ในปี 2561 มีอัตราการจ้างงาน 37.80 ล้านคน จาก 37.60 ล้านคน ในปี 2560 สะท้อนถึงปัจจัยโครงสร้างตลาดแรงงาน ทั้งการเกษียณอายุ ทำงานที่บ้าน และอื่นๆ ซึ่งสื่อถึงรายได้ที่ลดลงในภาคครัวเรือน จากการทำงานประจำ

ส่วนไตรมาสแรกปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการหายไปของจำนวนนักท่องเที่ยว และมาตรการล็อกดาวน์ประเทศของภาครัฐ มีอัตราการจ้างงาน 37.18 ล้านคน ลดลง 0.8% จาก 37.50 ล้านคนในไตรมาสแรกปี 2562

ไตรมาสสองปี 2563 มีอัตราการจ้างงาน 37.69 ล้านคน ลดลง 0.4% จาก 37.78 ล้านคนในไตรมาสแรกปี 2562

ไตรมาสสามปี 2563 มีอัตราการจ้างงาน 37.34 ล้านคน ลดลง 1.1% จาก 37.77 ล้านคนในไตรมาสแรกปี 2562 จากการวิเคราะห์ของ EIC

EIC อ้างอิงข้อมูลประกาศหางานจาก Jobdb.com พบว่ามีการประกาศรับสมัครงานลดลงอย่างมาก ตั้งแต่มีมาตรการปิดเมือง แม้ในวันนี้จะมีการฟื้นตัวในหลายธุรกิจก็ตาม

แต่เป็นที่น่าสนใจคือนับตั้งแต่ต้นพฤษภาคม มีการประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งงานที่มีเงินเดือนไม่ถึง 20,000 บาทเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกิจการเลิกจ้างงานลูกจ้างในกลุ่มนี้จากการล็อกดาวน์ประเทศในช่วงที่ผ่านมา

4. ส่งออกยังกระทบทั้งปริมาณและราคา

การส่งออกถือเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย IEC คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกปี 2563 จะหดตัวลดลง 10.4% จากเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะถดถอย 4% และฟื้นตัวช้า ที่มีผลกระทบกับการส่งออกไทยทั้งปริมาณและราคา

จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่หดตัวแรง เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันมูลค่าส่งออกไทยที่อิงกับราคาน้ำมัน เช่น สินค้าเชื้อเพลิง ปิโตรเลียมและเคมี เกิดการลดลงของราคาสินค้าที่มีผลกระทบต่อรายได้ในการส่งออก

ส่วนสินค้าส่งออกอื่น ๆ เช่น สินค้าการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป ได้รับผลกระทบจากการมีคู่แข่งเพิ่มเช่นกัน

นอกจากนี้ การส่งออกไทยยังประสบกับปัญหาด้านการผลิตและขนส่งจากการล็อกดาวน์ของประเทศต่าง ๆ อีกด้วย

แม้ เศรษฐกิจไทยปี 63 ในหลายภาคส่วนยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 แต่เราเชื่อมั่นว่า ครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทย เริ่มกลับมาอย่างช้า ๆ แต่แน่นอน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer