เมื่อมาทีหลัง ก็ต้องเปิดตัวแรงเพื่อชิงพื้นที่และเรียกความสนใจ โดย Rakuten ค่าย E-commerce ใหญ่ของญี่ปุ่น จะเปิดให้บริการระบบ 5G 12 ตุลาคมนี้ ด้วยค่าบริการเพียง 2,980 เยน (ราว 890 บาท) ต่อเดือน เพื่อเพิ่มยอดผู้ใช้ พร้อมกับการเร่งขยายเครือข่ายให้ครอบคลุม ท่ามกลางการคาดหมายว่า Rakuten ใช้เกมราคา และจีบให้ชาวญี่ปุ่นย้ายค่าย เพราะราคาถูกกว่าของสาม Operator ใหญ่อยู่พอสมควร
แม้ก่อตั้งมากว่า 20 ปีและพัฒนาจนเป็นเบอร์ใหญ่ในวงการ E-commerce ใหญ่ของญี่ปุ่น แต่ Rakuten ยังถือเป็นน้องใหม่ในวงการโทรคมนาคม โดยเพิ่งประเดิมตลาด ด้วยระบบ 4G ไปเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา ข้อมูลเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมาระบุว่า ขยายเครือข่ายสัญญาณเพิ่มเป็น 5,700 แห่ง

และมียอดผู้ใช้ไม่มาก ตรงข้ามกับ 3 Operator ใหญ่รุ่นพี่อย่าง KDDI Docomo และ Softbank ที่ต่างอ้างว่ามีจำนวนผู้ใช้อยู่ค่ายละหลายสิบล้านคน
Rakuten มีแผนเปิดบริการ 5G แต่ก็ต้องเลื่อนมาพักใหญ่จากผลกระทบของ ’วิกฤตโควิด’ แต่หลังสถานการณ์ระบาดทุเลา Rakuten ก็พร้อมเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง Hiroshi Mikitani ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Rakuten เชื่อว่า ราคาที่ถูกกว่า Operator คู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด (อีก 3 ค่าย ค่าบริการรายเดือน 5G อยู่ที่ 7,000 เยนหรือราว 2,100 บาท)
Hiroshi Mikitani
และการวางตลาด Rakuten Big – Smartphone จอใหญ่ 6.9 นิ้ว ราคา 69,800 เยน (ราว 21,000 บาท) จะดึงดูดใจพาให้ผู้ใช้ย้ายค่าย จนจำนวนเพิ่มเป็นราว 3 ล้านคนได้ตามเป้า
จากนี้ Rakuten คงถูกจับตามองว่าจะสามารถเพิ่มยอดผู้ใช้ได้เร็วแค่ไหนและจีบให้ชาวญี่ปุ่นพากันย้ายค่ายได้อย่างที่หวัง เพื่อมาต่อยอดธุรกิจตามที่หวังได้หรือไม่ ซึ่งมีตัวแปรอยู่ที่ความเร็วในการขยายเครือข่ายสัญญาณให้ครอบคลุมทั่วประเทศราวมีนาคมปีหน้า

และปัจจุบันเครือข่ายสัญญาณยังครอบคลุมเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง โตเกียว คานากาวะ ไซตามะ โอซากาและฮอกไกโด เฮียวโกะ เท่านั้น
การประดาบกันอีกครั้งของสองซามูไรเทคโนโลยี

การรุกตลาด 5G ของ Rakuten ยังตอกย้ำความเป็นคู่ปรับของ 2 มหาเศรษฐีญี่ปุ่น คือ Hiroshi Mikitani ผู้ก่อตั้งและ CEO กับ Masayoshi Son ที่ควบทั้ง 2 ตำแหน่งเดียวกันของ Softbank ไม่ต่างจากการประดาบกันอีกครั้ง 2 ซามูไรคู่ปรับ เพราะช่วงไม่กี่ปีมานี้ คู่ปรับคู่นี้ต่างขยายธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน
Masayoshi Son
ปี 2015 ขณะที่ Masayoshi Son เดินหน้าลงทุนในต่างประเทศ เช่น ทุ่มเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 316,000 ล้านบาท) ลงทุนในแวดวงเทคโนโลยีอินเดีย ในกรอบเวลา 10 ปี

ฝ่าย Hiroshi Mikitani ก็ไม่น้อยหน้า ทุ่มเงิน 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28,500 ล้านบาท) ซื้อ Viber หนึ่งใน Chat App ดังของยุโรปขณะนั้นที่มีผู้ใช้ราว 200 ล้านคนต่อเดือน จนต่อมาได้รับความสนใจจากรัฐบาลแอสโทเนียและฟินแลนด์ สองประเทศยักษ์เล็กทางเทคโนโลยีในยุโรป

ในปี 2015 Hiroshi Mikitani ยังทุ่มเงิน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,500 ล้านบาท) ซื้อหุ้น Lyft–App เรียกใช้บริการรถแท็กซี่สัญชาติอเมริกัน จนได้นั่งเก้าอี้บอร์ดบริหาร
พอปี 2017 Masayoshi Son ก็ตั้งกองทุน Vision Fund ขึ้นและเดินหน้าลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั่นคือ Uber คู่แข่งโดยตรงของ Lyft นั่นเอง

จากนั้นบริษัทภายใต้การดูแลของมหาเศรษฐีคู่ปรับคู่นี้ก็ยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องจนมีหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีที่คนทั่วโลกรู้จักโดยเฉพาะในสหรัฐฯ โดย Rakuten เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Pinterest (ปัจจุบันถอนตัวมาแล้ว) ส่วน Softbank ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน WeWork
ปีนี้ Masayoshi Son วัย 63 ปี มีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 20,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 648,000 ล้านบาท) และเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของญี่ปุ่นรองจาก Tadashi Yanai ผู้ก่อตั้ง Uniqlo

ส่วน Hiroshi Mikitani วัย 55 ปี มีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 171,000 ล้านบาท) และเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 6 ของญี่ปุ่น โดยความเป็นคู่ปรับของทั้งคู่คงไม่หมดไป หากต้องเผชิญหน้าในสนามธุรกิจเดียวกันอย่างต่อเนื่อง/kyodo, cnbc, cnn, nikkei, wikipedia, forbes, branddirectory


–
