เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 1 ใน 3 ผู้ร่วมก่อตั้ง คาราบาว กรุ๊ป (ยืนยง โอภากุล, ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ) เคยบอกกับ Marketeer ว่า

“ต้องบอกตรงๆ ว่าตอนผมกับพี่แอ๊ดเริ่มทำธุรกิจ เราก็ไม่รู้หรอกว่าในอนาคตจะไปไกลได้แค่ไหน แต่เราอยากทำ”

จากจุดเริ่มต้นที่ไม่มีเป้าหมาย

19 ปี ผ่านไป วันนี้เขาคือผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยม (Best CEO Award) ที่ได้รับรางวัลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2563

 

ปีที่ท้าทายความสามารถของผู้บริหารทุกๆ องค์กรอย่างมาก ว่าทำอย่างไรให้ “รอด” 

แต่สำหรับเสถียร เขากลับทุบสถิติรายได้และทำกำไรได้สูงสุดนับตั้งแต่ตั้งบริษัทมา 19 ปี

ความเป็นเลิศในการบริหารองค์กรของเขาตอกย้ำจากการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 10,112 ล้านบาท กำไร 1,489 ล้านบาท ในปี 2559 เพิ่มเป็น 15,051 ล้านบาท กำไร 2,506 ล้านบาท ในปี 2562

ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ล่าสุดไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 972 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทำให้ 9 เดือนแรกของปีนี้ คาราบาวแดงทำกำไรได้สูงถึง 2,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แม้ภาพรวมของยอดขายในประเทศลดลง แต่ยอดขายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาเป็น 60% ที่เหลือ 40% เป็นยอดขายในประเทศ 

ย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น ของเครื่องดื่มตัวนี้กัน 

ในปี 2554 “คาราบาวแดง“ คือโมเดลการเกิดขึ้นของสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังที่ร้อยรัดไปกับ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินของตำนานเพลงเพื่อชีวิต ที่ HOT ที่สุดในยุคนั้น   

โดยหวังจะให้แบรนด์ก้าวกระโดดจากฐานแฟนคลับของศิลปิน ในยุคแรกๆ “น้าแอ๊ด” เลยต้องเดินสายเล่นคอนเสิร์ตขายบาวแดงไปทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน อย่างต่อเนื่อง

จนสามารถเบียดเครื่องดื่มกระทิงแดงขึ้นไปเป็นเบอร์ 2 ของตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง แต่ยังห่างจากเบอร์ 1 อย่าง M-150

ปี 2557 คาราบาวแดง เดินเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และสามารถสร้างยอดขายทะลุ 10,000 ล้านบาทได้ตั้งแต่ปี 2559   

ปฏิบัติการไล่ล่าเบอร์ 1 อย่างจริงจัง เลยเกิดขึ้น

ตลาดในเมืองไทยและ CLMV “น้าแอ๊ด“ และ “สาวบาวแดง“ ยังเอาอยู่ผ่านกลยุทธ์ Music Marketing

แต่เสถียรยังคิดการใหญ่ บุกตลาดยุโรปและใช้อังกฤษเป็นฐานสร้างแบรนด์ โดยใช้ฟุตบอลเป็น Marketing Platform เริ่มจากการทุ่มเงินปีละประมาณ 10 กว่าล้านปอนด์ เข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมเชลซี และเป็นสปอนเซอร์ให้กับ EFL หรือ English Football League Cup และเปลี่ยนชื่อเป็น “คาราบาวคัพ”   

ทำให้แบรนด์คาราบาวแดง จากประเทศเล็กๆ ดูยิ่งใหญ่น่าเชื่อถือ จนสามารถเบียดเข้าไปอยู่ในตู้แช่ของโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ได้ทั่วยุโรป

ล่าสุด ได้ทำสัญญาเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันอีเอฟแอลลีคคัพ 5 ฤดูกาลแข่งขัน (ปี 2563/2564-2564/2565) สิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 โดยมีค่าธรรมเนียมสนับสนุนคงที่จำนวน 6 ล้านปอนด์ต่อปี

แต่เป้าหมายที่ใหญ่กว่ายอดขายในอังกฤษ และยุโรป คือตลาดในประเทศจีนที่เขามีเป้าหมายจะให้เป็นขุมทรัพย์แห่งอนาคตของคาราบาวกรุ๊ป

โดยให้ “ร่มธรรม” ลูกชายไปดูแลเรื่องการทำตลาด สร้างคอนเน็กชันมานานหลายปี และกำลังรอคอยความสำเร็จอย่างอดทน

พร้อมๆ กับการให้ความสำคัญในการจัดทัพหลังบ้านใหม่ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยดึงคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกเข้ามาร่วมงานมากขึ้น การให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาวิเคราะห์และบริหารจัดการในเรื่องข้อมูล

มีการเปิด Carabao Academy เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องของกำลังคนในอนาคต

รวมทั้งมีการขยายตัวของสินค้าเพิ่มขึ้นเช่น น้ำดื่ม กาแฟ หรือเครื่องดื่มวิตามินซี “วู้ดดี้ ซี+ ล็อค” 

วันนี้ เสียงเพลงจากน้าแอ๊ด ไม่เป็นความเสี่ยงอีกต่อไป แต่ยอดขาย “คาราบาวแดง” เสถียรยังต้องวางแผนให้ “ปัง” อย่างต่อเนื่อง เพื่อชิงความเป็นเบอร์ 1 ในเมืองไทย เป็นผู้นำในเอเชีย และเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในยุโรป ภายใต้กลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ ที่ซับซ้อนขึ้น

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer