จากราคาช่วงเวลาไพร์มไทม์ที่เคยสูงถึง 300,000 บาทต่อนาที ซึ่งเป็นราคาตั้งต้นที่ถูกประกาศโดยช่อง แม้ราคาขายจริงจะลดลง 30% แต่ก็ยังมีราคาอยู่ที่ 200,000 บาท/นาที อยู่ดี
ทว่าหลังจากการเกิดทีวีดิจิทัล ที่มีช่องเพิ่มขึ้นมาเป็น 24 ช่อง เมื่อประกอบกับภาวะเศษรฐกิจที่ผันผวน หลายแบรนด์ตัดสินใจรัดเข็มขัดในการใช้โฆษณา ราคาที่เคยสูงถึงหลักแสน ก็มีอันต้องปรับลดให้เหลือเพียง 50,000 บาทต่อนาทีเท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการช่องทีวีเท่านั้น บรรดาคอนเทนต์โปรวายเดอร์ที่ผลิตรายการป้อนก็ได้รับผลกระทบไปด้วยโดยเฉพาะ “ทีวีบูรพา” ที่ในเวลานั้นรายได้หายวูบไปกว่า 80%

สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ประธานบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด เล่าให้ Marketeer ฟังว่า ก่อนหน้าปี 2014 สมัยที่เม็ดเงินโฆษณายังอู้ฟูใครอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้เพราะช่วงเวลาถูกจองเต็มหมดแล้ว
รายได้ของทีวีบูรพาซึ่งมีรายการหลักอยู่ 2 รายการ ได้แก่ คนค้นฅน ที่ออกกาศมาทั้งสิ้น 14 ปี และ กบนอกกะลา อายุ 13 ปี เฉลี่ยปีละ 130 – 150 ล้านบาท โดยในบางปีรายได้ของบางรายการก็กระโดดขึ้นไปถึง 80 ล้านบาท
แต่หลังจากที่มรสุมทีวีดิจิทัลเข้ามา อย่าว่าแต่คอนเทนต์โปรวายเดอที่อยู่ยากเลยเพราะแม้แต่ช่องที่เป็นเจ้าของช่วงเวลาทั้งหมดก็อยู่ยากเช่นเดียวกัน
“รายได้ที่หายไปมากถึง 80% ทำให้เราคิดว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนตัวเองแล้ว ไม่งั้นจะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป เพราะลำพังรายได้จากมีเดียไม่เพียงพอแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะด้วยรูปแบบรายการ ทำให้เรามักจะถูกนึกถึงคนท้ายๆเสมอ ในสายตาของลูกค้า”
ด้วยเหตุผลดังกล่าวการปรับเปลี่ยนของทีวีบูรพาจึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โดยปรับในแง่บิสซิเนส โมเดล จากการเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์หรือการเป็นสื่ออย่างเดียว มาเป็น 5 ธุรกิจ
ได้แก่คอนเทนต์หรือโปรดักชั่น, มีเดีย ซื้อขายเวลารายการที่มีอยู่ทั้งหมด 2 รายการ ได้แก่ คนค้นฅนและกบนอกกะลา, Integrated Marketing Communication (IMC) วางแผนสื่อ 360 องศา, ดิจิทัล โดยปีนี้เริ่มใช้สื่อดิจิทัลของทีวีบูรพาเอง ให้กับลูกค้าต่างๆ และ Business Development เน้นที่ตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยวางแผนที่จะทำคอนเทนต์ 3 ประเภท ได้แก่ Wild life, People และ Food and Culture

ปัจจุบันมีทีมงานทั้งหมด 180 คน ถือเป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ขนาดกลาง ผลิตคอนเทนต์ราว 200 ชั่วโมงต่อปี ทั้งประจำและรับจ้างผลิต, ทำอีเวนต์เล็กๆ 50 อีเวนต์, ทำแคมเปญออนไลน์ให้กับสินค้าต่างๆ ปีที่ผ่านมาทำอยู่ประมาณ 15 แคมเปญ โดยมีรายได้ทั้งหมดราว 150 ล้านบาท
“ถึงจะปรับไปทำในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น แต่ว่าทั้งหมดจะยังอยู่บน DNA ของทีวีบูรพาที่จะเน้นสร้างสรรค์สัมคม
โดยเนื้อหาที่ค่อนข้างล่อแหลม จะไม่มีอย่างแน่นอน”
ปี 2018 วางรายได้ 200 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 4 เดือนแรก คำนวณรายได้มีทั้งหมด 150 ล้าน แบ่งเป็น 100 ล้านบาทที่เซ็นสัญญาไปแล้ว ที่เหลืออีก 50 ล้านกำลังอยู่ในระว่างการเจรจา โดยมีโอกาส 70% ที่จะปิดดีล
สำหรับในกลุ่มคอนเทนต์ได้วางลยุทธ์หลักคือการทำคอนเทนต์โซลูชั่นให้กับลูกค้าคือเป็นคอนเทนนต์ที่สร้างสรรค์น่าสนใจน่าติดตามโดยที่ผ่านไปยังแพลตฟอร์มต่างๆแบบครบลูปทั้งออนไลน์ออนกราว์ออนแอร์รวมไปซึ่งการซื้อสื่อเองด้วยโดยจะเน้นงานที่เป็นรูปแบบของแบรนด์เด็ดคอนเทนต์
“เหตุที่หลายๆองค์กรให้คอนเทนต์โปรวายเดอร์ทำสื่อให้ อาจมาจากมุมมองที่คุยกันเรื่องคอนเทนต์เป็นหลัก เพราะเชื่อว่าการที่จะทำให้เผยแพร่ในโลกออนไลน์ได้จริง นอกจากใช้เงินซื้อแล้ว ต้องมีเนื้อหาที่ดีและโดนใจด้วย ซึ่งเรามองว่าเราทำสิ่งนี้ได้ดี”

ส่วนในช่องทางออนไลน์นั้นจากแต่ก่อนที่มีเพจไว้สำหรับสื่อสารกับผู้ชมอย่างเดียวจากนี้ไปก็วางให้เป็นพื้นที่สำหรับสร้างรายได้ในให้มากขึ้น
ด้านธุรกิจต่างประเทศมีทั้งขายคอนเทนต์และร่วมกันผลิตโดยเริ่มไปตลาดต่างประเทศได้ครบ 1 ปี แล้ว ซึ่งการเดินทางมองเห็นตลาดต่างๆได้ชัดเจนขึ้น ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จะเริ่มผลิตงานเพื่อป้อนตลาดต่างประเทศเป็นหลัก อาจจะผลิตงาน 1 ครั้งเพื่อออกอากาศทั้งไทยและต่างประเทศต่างจากวันนี้ที่มองตลาดคอนเทนต์ในไทยเป็นหลัก
โปรเจคที่ทำร่วมกำลังพูดคุยกับอยู่เช่นอังกฤษซึ่งร่วมกับโปรดักชั่นเฮ้าส์ขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงวางแผนทำเป็นทีวีซีรี่ส์ทั้งหมด 10 ตอน ตั้งใจออกขายทั่วโลก คาดรับรู้รายได้ปีหน้าจำนวน 15 ล้านบาท
อีกแห่งหนึ่งอยู่ที่ญี่ปุ่นมีทั้งหมด 13 ตอน ออกอากาศทั้ง 2 ประเทศ ในลักษณะของการเป็นเจ้าของร่วม ไม่ได้รับจ้างผลิต คาดรับรู้รายได้ปีนี้ประมาณ 20 ล้านบาท
ส่วนของธุรกิจมีเดียสุทธิพงษ์ บอกว่า คงไม่เป็นเจ้าของรายการเพิ่มแล้ว เมื่อดูจากภาพรวมก็จะเห็นว่าขนาดช่อง 3 ยังแย่เลย แล้วเราเป็นบริษัทเล็ก ๆ จะเหลือหรอ
แต่ทั้งนี้ก็ได้พูดคุยกับ 1 ช่อง ที่จะผลิตรายการเกี่ยวกับสัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อม ประมาณ 4-5 โปรเจค ซึ่งจะทราบผลภายในไตรมาสที่ 3

ขณะเดียวกันก็ได้เปิดบริษัทใหม่ขึ้นมาใช้ชื่อว่า “ทีวีบูรพา พลัส” โดยวางให้เป็นเอเจนซี่
“ความต่างของทั้ง 2 คือ บริษัทหลักเน้นคิดงานบนพื้นฐานสร้างสรรค์เนื้อหาเป็นหลัก ที่เอาไว้ออนแอร์ในช่างทางต่างๆ ในขณะที่ทีวีบูรพาพลัสจะคิดบนพื้นฐานของเอเจนซี่ และจับลูกค้ากลุ่มคอมเมอร์เชียล แต่ก็จะไม่ทำเรื่องล่อแหลม ซึ่งคงจะเห็นงานที่แปลกตาออกมาบ้าง โดยปลายปีที่ผ่านมาได้งานดูแล BMW สัญญา 2 ปี ดูแลภาพรวมการวางแผนสื่อของ BMW ทั้งหมด”
ทีวีบูรพาพลัสจะมีการแบ่งธุรกิจออกเป็น 5 ส่วนเหมือนกับบริษัทแม่ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้อยู่ที่ 50 – 80 ล้านบาท โดยเมื่อรวมกันก็คาดว่าปีนี้ทีวีบูรพาจะมีรายได้ทั้งหมด 250 – 280 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามความท้าทายของสุทธิพงษ์ในปีนี้คือการที่ 3 ธุรกิจใหม่ที่ถูกมองว่าเติบโตทั้ง เอเจนซี่ ต่างประเทศ ดิจิทัล จะสามารถเติบโตได้มากขนาดไหน เนื่องจากทีวีบูรพาถือว่าใหม่ในงานพวกนี้มาก ซึ่งการเข้าไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ก็ไม่ได้มองว่าแข่งกับใคร เพราะแต่ละบริษัทก็จะมีพื้นที่และความเชี่ยวชาญของตัวเอง ซึ่งอาจทับกันบ้างแต่คงไม่ทั้งหมด
โดยต่อจากนี้สิ่งที่ทีวีบูรพาต้องการคือมีรายได้เติบโตอย่างน้อยปีละ 20%

อ่าน Marketing Content อ่าน Marketeer
