จากพีอาร์หน้าใสในวงการการตลาด ผึ้ง-อัญญาพร ธรรมติกานนท์ ได้ก้าวสู่ผู้ก่อตั้ง บริษัท อเกต คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัท “พีอาร์ เอเจนซี่” คอมมิวนิเคชั่น เอเจนซี่” (Communication Agency) ที่โดดเด่นด้วยการมีหัวคิดทันสมัย ให้บริการด้านการประชาสัมพันธ์แบบครบวงจร และที่สำคัญคือเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 9 ปี

กว่า 20 ปี บนเส้นทางธุรกิจประชาสัมพันธ์ เธอสั่งสมประสบการณ์มาตั้งแต่ยุคแอนะล็อกที่ทรานส์ฟอร์มสู่ยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น ผ่านมาหลายวิกฤตรวมถึงสถานการณ์โควิด-19 อีกหนึ่ง Crisis ที่ส่งผลทั้งเศรษฐกิจ วิถีชีวิตของคนทั้งโลก

ทำให้ Marketeer เดินทางมาพูดคุยกับเธอถึงมุมมองเรื่องราวธุรกิจประชาสัมพันธ์ในวันที่ยุคสมัยเปลี่ยน เครื่องมือเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ผู้คนสามารถสื่อสารติดต่อกันได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว แบรนด์หรือผู้ประกอบการยังต้องการ PR Agency อยู่ไหม ธุรกิจนี้จะไปต่อได้อย่างไร

“พีอาร์มันไม่ใช่แค่การเขียนข่าวแล้วส่งข่าวออกไป แต่คือการสื่อสารและการประสานงานที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก ทั้งแบรนด์ องค์กร สื่อมวลชน ประชาชนหรือผู้บริโภค มันคือการทำงานเชิงกลยุทธ์ที่ต้องวางแผนงาน ดูบริบท จังหวะ ช่วงเวลา ภาพรวมทั้งหมด และที่สำคัญต้องพร้อมแก้ปัญหาทุกสถานการณ์ เพื่อให้การสื่อสารนั้นมีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างราบรื่น”

ผึ้ง-อัญญาพร ธรรมติกานนท์ กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง บริษัท อเกต คอมมิวนิเคชั่น จำกัด

กลยุทธ์ คือกุญแจสำคัญ

ในวันที่โลกของดิจิทัลได้เปลี่ยนผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิม ผู้คนเสพสื่อสิ่งพิมพ์น้อยลง แต่กลับไปใช้ชีวิตด้วยการเสพคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ คอนเทนต์จากเพื่อนที่แชร์ เชื่อในบทวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ จากคนธรรมดามากกว่าตัวแบรนด์ที่ออกมาบอกเอง

เหล่านี้ทำให้กระบวนการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ หรือหน้าที่และขั้นตอนการทำงานของพีอาร์ไม่ใช่แค่เปลี่ยนไปแต่มีความยุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ในมุมของอัญญาพรเธอกลับมองว่า ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แม้ขั้นตอนการทำงานหลายอย่างจะไม่เหมือนเดิม แต่ด้วย Data เทคโนโลยีใหม่ ๆ พีอาร์สามารถนำมาปรับใช้เป็นตัวช่วยในการวางแผนงานให้ดียิ่งขึ้น

“ในยุคดิจิทัลข้อดีคือทุกอย่างมันเร็วขึ้นตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคและการทำงานในปัจจุบัน สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ บริบทของการทำงาน แต่ถึงอย่างไร Core หลักของงานพีอาร์ยังคงเหมือนเดิม เราสามารถนำนวัตกรรมเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้มาช่วยซัปพอร์ตงานที่ทำให้ดีขึ้น เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพได้”

3 Core หลักในการทำงานพีอาร์ที่อัญญาพรพูดถึงคือ

1. เข้าใจลูกค้าและตัวสินค้า ไม่ได้หมายความเพียงแค่เข้าใจความต้องการของลูกค้า แต่หมายรวมถึงลักษณะของธุรกิจอุตสาหกรรม กลยุทธ์ที่ใช้ ไปจนถึงวิสัยทัศน์ขององค์กร

2. เข้าใจในบริบทและสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสถานการณ์โควิด-19 ช่วงเวลาไหนที่แบรนด์ควรออกมาให้ข่าว แถลงกลยุทธ์ หรือช่วงเวลาไหนที่แบรนด์ควรเงียบ ตรงนี้คือสิ่งที่พีอาร์ต้องมองสถานการณ์อย่างรอบด้าน คาดการณ์ถึงผลลัพธ์นำไปอีกหนึ่งสเต็ป

3. เข้าใจความต้องการของผู้รับสาร ตั้งแต่สื่อมวลชนไปจนถึง End User ต้องเอาความต้องการของสองกลุ่มนี้มา Balance กับสารที่แบรนด์ต้องการสื่อออกไป ตัวสารต้องสร้าง Value ให้กับทุกคน

นี่คือแก่นสำคัญของการทำงานพีอาร์ที่อัญญาพรยึดมั่น และไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหนแม้บริบทจะเปลี่ยนไป 3 ใจความหลักนี้ยังพร้อมหมุนและปรับตัวไปตามสถานการณ์ของโลกเสมอ

พีอาร์อยู่กับการปรับตัวตลอดเวลา อย่างสถานการณ์โควิด-19 จึงเป็นอีกหนึ่งชาเลนจ์ของเรา ที่ต้องคิดกลยุทธ์วางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้ามีโอกาสได้สื่อสารออกไป หรือบางโอกาสก็ไม่จำเป็นต้องสื่อสารอะไร ‘No News is Good News’ การมองเห็นจังหวะช่วงเวลาที่เหมาะสม มองอนาคต Next Normal จะเป็นอย่างไร ทุกอย่างมันคือ ‘กลยุทธ์’ ที่ต้องใช้ศิลปะ ทักษะ และประสบการณ์การแก้ปัญหาที่มีมาใช้”

เท่านั้นยังไม่พอ อัญญาพรยังบอกว่าไม่ใช่แค่เสียงที่แบรนด์หรือองค์กรเปล่งออกไปภายนอก แต่เสียงที่สื่อสารภายในบางครั้งพีอาร์เองก็สามารถนำความเป็นมืออาชีพเข้าไปช่วยแบรนด์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้ดูแลแค่ภาพลักษณ์หรือการสื่อสารภายนอกของแบรนด์ ด้วยความที่พีอาร์มี Sense ของการสื่อสาร มีศิลปะการพูด การใช้ภาษา การสื่อสารภายในองค์กรที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ตรงนี้เราก็สามารถเข้าไปช่วยแบรนด์ได้”

งานที่ต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์

ดูเหมือนเมื่อลงสนามทำงานจริง แม้จะวางแผนรัดกุมมากแค่ไหนกระบวนการสื่อสารตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำก็ไม่ได้ไหลลื่นเหมือนอย่างที่คาดไว้ ในฐานะสื่อมวลชนที่ต้องเจอกับพีอาร์อยู่บ่อยครั้ง Marketeer สังเกตว่า หนึ่งสิ่งที่อยู่คู่กับพีอาร์มาตลอดคือ ‘การแก้ไขปัญหา’ เป็นที่มาของคำถามที่ว่า แล้วคนที่จะมาทำงานพีอาร์ได้นั้นต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

“ด้วยความที่ต้องทำงานติดต่อสื่อสารกับคนหลายฝ่าย มันมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาที่ต้องปรับแก้กันไป ตรงนี้คือเสน่ห์และความสนุกของงานพีอาร์ มันไม่มีทฤษฎีไหนมารองรับว่าปัญหามันจะมาในรูปแบบนี้ รูปแบบนั้น ไม่ใช่ 1+1 แล้วต้องเท่ากับ 2 เสมอไป มันคือการใช้ประสบการณ์ การคิดวิเคราะห์ในเหตุการณ์นั้น ๆ และคุณสมบัติหรือสิ่งที่พีอาร์ต้องมี คือ

“ต้องมี Analytical Skills สิ่งที่พี่บอกน้อง ๆ เสมอคือ งานพีอาร์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีการคิดวิเคราะห์ มีความรอบรู้ เพื่อที่จะถ่ายทอดออกมาให้เป็นงานศิลปะอย่างคอนเทนต์ต่าง ๆ

“ถัดมาคือ ไม่ท้อต่ออุปสรรค เพราะงานพีอาร์ คือ งานเชิงกลยุทธ์ ทั้งยังต้องสื่อสารกับคนหลายกลุ่ม อาจจะมีความเป็นไปได้ที่งานไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้ ดังนั้น หากเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นให้มองว่ามันคือ ความท้าทายที่เราต้องก้าวข้ามและห้ามท้อ

“สุดท้ายคือ มีทักษะในการแก้ปัญหาและกล้าตัดสินใจ อย่างที่บอกว่าการทำงานมันมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นบ้าง ดังนั้นนอกจากไม่ท้อแล้วยังต้องมีทักษะการไขปัญหาและกล้าที่จะตัดสินใจในตอนนั้นเลย

อเกต พีอาร์ เอเจนซี่ ที่เป็นเหมือนพาร์ตเนอร์ของแบรนด์

“เราเป็นเหมือน Consult ให้กับแบรนด์และองค์กร ในมุมของ อเกต คอมมิวนิเคชั่น เรามีสโลแกน Not the agency, we are your true partner ซึ่งเราทำงานแบบเป็นพาร์ตเนอร์กับลูกค้าทุกรายจริง ๆ”

นั่นทำให้เราเห็นว่าอเกตทำงานคู่กับแบรนด์หรือองค์กรเดิมอยู่เสมอ และที่ต้องยอมรับและยกนิ้วให้คือ การยืนหนึ่งในเรื่องอสังหาริมทรัพย์และในสายธุรกิจการตลาด แต่อัญญาพรไม่หยุดเพียงเท่านี้ พาอเกตก้าวสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ คือ การศึกษา, Startup, เทคโนโลยี และ Wellness แต่ทุกย่างก้าวที่เดินเธอย้ำว่า “อเกตจะ Scale-Up ก็ต่อเมื่อทีม Skill-Up”

“หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อเกตเดินมาถึงจุดนี้ได้คือ เราเป็นพาร์ตเนอร์กับลูกค้าทุกราย ด้วยการทำงานเชิงกลยุทธ์ การดูแลเอาใจใส่อย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิด Value กับลูกค้ากับผู้บริโภค อีกหนึ่งปัจจัยคือการมี Connection ที่ดีกับสื่อมวลชน เราทั้งรักษาและสร้างสัมพันธ์ใหม่ไปพร้อม ๆ กัน

“สุดท้ายคือ อเกตมีทีมงานที่ดี โดยทีมงานของอเกตทุกคนคือมืออาชีพจากหลายวงการ ทั้งพีอาร์มืออาชีพเอง หรือสื่อมวลชนที่เข้าใจลักษะการทำงานของสื่อฯ ทำให้อเกตเข้าใจและมีกลยุทธ์การสื่อสารที่หลากหลาย

“และที่สำคัญทีมงานเราทุกคนมีการเรียนรู้และเพิ่มทักษะด้านต่าง ๆ ที่ทำให้งานพีอาร์มีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่ตลอด เรามีทั้ง Training และ Workshop ภายใน อย่างที่บอกคือแต่ละคนเป็นมืออาชีพในวงการสื่อฯ วงการพีอาร์เองอยู่แล้ว แต่ก็มีทักษะความชอบส่วนตัวอย่างคนนี้มีประสบการณ์ด้านการถ่ายรูป คนนี้สนใจเรื่อง Startup แต่ละคนก็จะนำความรู้เหล่านี้มาถ่ายทอดให้คนอื่น ๆ รวมถึงต่อยอดธุรกิจของอเกตออกไป

ทิศทางของอเกตในอนาคต แน่นอนว่าเราอยากเติบโตมากขึ้น แต่ต้องเติบโตภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ถ้าจะ Scale-Up ก็ต่อเมื่อทีม Skill-Up ทีมงานเราต้องพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน มีทักษะความรู้ที่จะช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น”

“ในยุคดิจิทัล ยิ่งผู้คนรับรู้ข่าวสารอย่างรวดเร็ว ค้นหาข้อมูลได้ และเลือกที่จะรับสารได้มากเท่าไร แบรนด์หรือองค์กรต่าง ๆ ยิ่งต้องตระหนักถึงภาพลักษณ์องค์กร ตระหนักถึงสิ่งที่สื่อสารออกไปมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่แค่ภาพ ไม่ใช่แค่ข่าว แต่ทุก ๆ Movement ของแบรนด์ต้องคม ดังนั้นสิ่งที่พีอาร์ เอเจนซี่ ควรต้องทำมันมากกว่าการส่งข่าว แต่มันคือการสร้าง Value การสร้างแบรนด์ สร้างกลยุทธ์การสื่อสารให้กับแบรนด์หรือองค์กรนั้น ๆ นี่คือสิ่งที่คนพีอาร์ควรต้องทำ” อัญญาพรกล่าวทิ้งท้าย

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน