ป่วยง่ายหายยาก – ร่างกายแต่ละคนส่งสัญญานว่า “ไม่ไหวแล้ว” ต่างกันไป บ้างไอหนัก บ้างเป็นไข้ แย่กว่านั้นอาจล้มฟุบไปโดยไม่รู้ตัว เกิดความเครียดสะสมหรือเป็นโรคหัวใจ แต่ที่แน่ๆ อาการเหล่านี้จะไม่หาย ไม่ทุเลาลง หากคุณยังมัวก้มหน้าก้มตาลุยงานต่อแบบไม่บันยะบันยัง ดังนั้นละจากงานที่ทำอยู่ แล้วใช้เวลาไปกับการดูแลตัวเองและออกกำลังกายบ้าง ก่อนสุขภาพย่ำแย่จนไม่ไม่สามารถทำงานได้อีกเลย

ไฟสร้างสรรค์ที่เคยมีมากมอดลง – ภัยร้ายเรื่องถัดมาหากคุณทำงานหนักเกินไปคืออาการหมดไฟ โดยคุณจะรู้ได้เลยว่า Idea เด็ดๆ ผุดออกมาได้ช้าลง ใช้เวลาแก้ไขปัญหานานขึ้น หรือต้องเค้นสมองหนักขึ้นกว่าจะได้นวัตกรรมออกมา

ใจไม่ไหว สมองล้า – โดยทั่วไปแล้วรู้สึกว่างานหนักเกินไป นั่นหมายความว่าคุณไม่สามารถจัดการเรื่องใดก็ตามได้ดีเท่าเดิม พูดอีกอย่างคือสมองล้าและประสิทธิภาพในการทำงานลดลงนั่นเองซึ่งผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย Yale ผ่านการสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI พบว่า สมองของผู้ที่ต้องเผชิญความเครียดหรือใช้งานหนักอยู่เป็นประจำ จะมีปริมาณเนื้อสมองน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยเจอเรื่องเครียด

พาสมดุลย์ชีวิตพัง – เมื่อคุณให้ความสำคัญกับงานมากเกินไป ความสามารถในการบริหารจัดการเรื่องอื่นในชีวิตจะลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยสิ่งที่ตามมาคือสมดุลย์ระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวเสียไป และความสุขก็จะลดน้อยลงด้วย ดังนั้นควรลดเวลาทำงานลงบ้าง ไม่นานคุณภาพชีวิตคุณจะดีขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว

งานประดังจนเดินหน้าต่อลำบาก – เรื่องไม่พึงประสงค์อย่างสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นหากคุณทำงานหนักเกินไปคืองานสุม ไม่ต่างจากดินพอกหางหมู นี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันโยงใยกันอย่างเป็นระบบและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ จึงไม่แปลกที่แม้แต่งานเล็กๆ หรือเคยทำเสร็จได้ในเวลาไม่นานก็ยังเดินหน้าได้ลำบาก อยากให้ภาวะนี้ทุเลาลงคุณต้องจัดลำดับความสำคัญ ลดปริมาณงานให้น้อยลง ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นและพักผ่อนบ้าง

ที่มา : inc.com



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer