เชื่อว่าใครๆ ก็อยากปรับปรุงให้ “ชีวิตมีความสุขขึ้น” เพราะเมื่อมีความสุขแล้วชีวิตก็เหมือนกับได้เติมพลัง

แต่พอจะเริ่มลงมือปรับเปลี่ยนให้ชีวิตมีความสุขขึ้นอย่างที่ว่า มักจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่นั่นก็คือไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน…

วันนี้เลยอยากพาทุกคนมาเรียนรู้วิธี “ปรับชีวิตให้สุขขึ้น” แบบง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ และแน่นอนว่า “คุณ” ก็เริ่มทำมันได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย!

ตั้งระบบความคิด… เติมพลังชีวิตด้วยการ “คิดบวก”

ในบางครั้งเราอาจจะตกอยู่ในช่วงเบื่อหน่าย อยากเมินเฉยให้กับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ และรู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายสำหรับเราเหลือเกิน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก ความเครียดในเรื่องต่างๆ หรือความคิดเชิงลบที่กัดกินหัวใจเรา… หากคุณกำลังตกอยู่ในสถาณการณ์ที่ว่านี้ สิ่งแรกเลยคือการ “ตั้งระบบความคิดใหม่” ไม่ดีแน่ถ้าปล่อยให้ตัวเราอยู่ท่ามกลางความคิด ลบ ลบ แบบนี้ตลอดเวลา

สำหรับวิธีแสนง่าย ในการ “ตั้งระบบความคิดใหม่ให้ชีวิตได้คิดบวก” คือ

1. ลองหาสมุดสักเล่มและจดความรู้สึกดีๆ ที่เจอมาในแต่ละวัน อาจเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการได้มีโอกาสทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นการ เล่นเกม เล่นกีฬา กับเพื่อนร่วมงานหรือแค่การได้กินอาหารมื้ออร่อย และเมื่อคุณจดสิ่งเหล่านี้ลงบนสมุดก็เท่ากับว่าคุณได้สัมผัสกับสิ่งดีๆ ในชีวิตแบบง่ายๆ แถมยังได้เริ่มคิดบวกมากขึ้นในระหว่างที่กำลังคิดสิ่งเหล่านี้นั่นเอง!
2. ต่อยอดความสุข เมื่อ List สิ่งเหล่านี้ออกมาแล้ว ลองพิจารณาดูว่าสิ่งไหนพอที่จะพัฒนาต่อยอดความสุขได้ก็ “จงทำมันต่อไป หรือพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ”
3. เอาตัวเองออกมาสภาพแวดล้อม ลบ ลบ เมื่อคุณออกห่างสิ่งที่เป็นลบได้ ก็จะมีพื้นที่สำหรับให้คุณได้คิดบวก มากขึ้นดังนั้นถ้าอยากความสุขจงรีบเอาตัวเองออกห่างจากสิ่งเหล่านี้เป็นอันดับแรก
4. บริหารเอ็นโดรฟินให้ทำงาน ฮอร์โมน เอ็นโดรฟิน นั้นเปรียบเสมือน ยาแก้ปวดที่ร่างกายสร้างขึ้นมาได้ เพียงแค่หาเวลาออกกำลังกาย ฝึกฝนให้ตัวเองมีอารมณ์ขัน ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับเพื่อนที่ทำงาน เล่นมุกตลกๆ ให้ชีวิตได้ร่าเริง ก็ถือว่าเป็นการบริหารเอ็นโดรฟินในร่างกายให้ได้ทำงานแล้ว

ลองขยับนาฬิกาปลุกให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 30 นาที

Tim Cook คือหนึ่งในผู้บริหารระดับโลก เป็นผู้คุมบังเหียนของบริษัท Apple และเขายังเป็นผู้หลงใหลในการตื่นเช้า ตี 3:45 คือเวลาที่คุกเริ่มส่งอีเมล์หาลูกน้องบริษัท แต่เราอาจไม่ต้องตื่นเช้าแบบนั้นก็ได้ แค่ลองตั้งเวลานาฬิกาปลุกบนหัวนอนให้ไวขึ้น 30 นาที “คุณก็จะมีเวลาทำอะไรมากขึ้นในตอนเช้า” อาจจะเป็นการนั่งทบทวนว่าสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ว่ามีอะไรบ้าง มีเวลาทำอาหารเช้าทานเอง อ่านหนังสือ ดื่มกาเเฟ หรือทำอะไรก็ได้ และเมื่อคุณต้องตื่นเช้าขึ้น เท่ากับว่าคุณจะต้องบริหารเวลาการนอนให้ดีขึ้น ซึ่งอาจเป็นการบังคับกลายๆ ให้คุณได้นอนไวขึ้นด้วยนั่นเอง

 

ก่อนจะปรับอะไร… ลองปรับที่ตัวคุณเองก่อน

ตื่นเช้ามาไม่เก็บที่นอน กินข้าวเช้าที่บ้านก็ปล่อยจานชามทิ้งไว้และกลับมาล้างตอนเย็น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นวิถีชีวิตของคนปกติทั่วไปที่ดูๆ แล้วไม่เห็นจะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิต “แต่ที่จริงแล้วแค่คุณเริ่มเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ก็เท่ากับว่าได้เริ่มเปลี่ยนชีวิตตัวเองแล้ว” เมื่อเราเปลี่ยนตัวเองให้ตื่นไวขึ้นได้แล้ว ก็มีเวลาทำอะไรมากขึ้น ลองเก็บที่นอนตอนเช้าให้เรียบร้อย กินอะไรก็ล้างให้เรียบร้อยทันทีหลังกินเสร็จ นิสัยเล็กๆ เหล่านี้จะช่วยให้คุณเป็นคนที่กระฉับกระเฉงขึ้น และการได้จัดการอะไรให้เสร็จ ก็เหมือนกับคุณประสบความสำเร็จในขั้นเล็กๆ และความสำเร็จเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้คุณทำเรื่องที่ใหญ่ขึ้นได้สำเร็จ

ชีวิตก็เหมือนวิ่งมาราธอน “ระยะทางมันไกล ต้องวางแผนกันดีๆ”

ออกตัวเร็ว ใส่แรงวิ่งเต็มสปีด แต่ไม่ถึงครึ่งทางก็อาจทำให้คุณเหนื่อยจนวิ่งไม่ไหว…
ออกตัวช้า ไร้ความกระชับกระเฉง ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะวิ่งถึงเป้าหมาย…

ดังนั้นการวางแผนชีวิตอาจคล้ายการวางแผนในการวิ่งมาราธอน ไม่เร่งและไม่ช้าจนเกินไป และ เริ่มปรับความคิดให้เลิกกดดันให้ตัวเองประสบความสำเร็จเร็วเกินไปได้แล้ว แม้ว่าแรงกดดันอาจดีสำหรับบางคนที่สามารถปรับมาเป็นแรงกระตุ้นได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการทำอะไรอย่างสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ โฟกัสไปที่จุดหมาย และวางแผนให้ดี วางแผนให้เหมือนกับนักวิ่งมาราธอน

ลองออกไปพบประสบการณ์ใหม่ ไม่ใช่แค่นั่งเดาว่ามันดีหรือมันแย่

จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ไม่เคยลองทำนั้นจะดีหรือแย่ จะสำเร็จหรือล้มเหลว ดังนั้นการเอาตัวเองออกไปพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ คือเรื่องที่ควรทำ และอย่าให้การคาดเดาที่ผสมกับความกลัว ความไม่มั่นใจมาทำร้ายคุณตลอดกาล

อาจเริ่มต้นจากการแค่หาร้านอาหารใหม่ๆ ทาน ลองชิมอาหารจากประเทศต่างๆ ที่ไม่เคยลอง หรือลองไปซื้อของชิ้นเดิมแต่เปลี่ยนสถานที่ชื้อ ซึ่งแน่นอนว่าเพียงเท่านี้คุณก็จะได้พบกับอะไรใหม่แล้ว

เช่นเดียวกับชีวิตหากคุณได้เริ่มที่จะหาประสบการณ์ใหม่มาใส่ตัว นอกจากประสบการณ์ที่ได้รับแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังเปรียบเสมือนโอกาสครั้งใหม่ที่จะได้เจอ เป็นพลังที่จะเพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง แถมยังได้เป็นการเปิดมุมมองให้คุณได้มองอะไรที่กว้างขึ้นกว่าเดิม

เลิกเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น!

เชื่อสิว่าการเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นนั้นมีแต่จะทำให้คุณรู้สึกแย่ เพราะถ้าเทียบกับคนที่เหนือกว่า สิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาก็คือความอิจฉา น้อยใจในโชคชะตา หรือจะให้ยกตนข่มคนที่ด้อยกว่า สิ่งที่คุณจะได้กลับมาก็คงเป็นเพียงแค่ความภูมิใจหรือความสะใจที่ไร้ประโยชน์ แถมอาจทำให้คุณหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริที่ตั้งไว้

จะเห็นได้ว่าการเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นนั้นไม่เกิดประโยชน์เลย ลองปรับมุมมองจากการเปลี่ยนเปรียบเทียบเป็นการเรียนรู้ วิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง ของผู้อื่นและนำมาปรับกับชีวิตน่าจะทำให้เราความสุขได้มากกว่า

ขยับนู้นนี่นั้นในบ้าน ซ่อมของที่เสียหาย ก็ทำให้คุณมีความสุขขึ้นได้

หลอดไฟดวงไหนดับก็เปลี่ยน ก๊อกน้ำอันไหนเสียก็ซ่อม ถ่านนาฬิกาหมดก็อย่าลืมซื้อมาใส่ หรือว่าคิดอะไรออกว่าสิ่งของชิ้นไหนเสียพอซ่อมได้ให้รีบซ่อมทันที สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่มีเอฟเฟกต์อะไรกับชีวิตมากมาย แต่ถ้าเรารู้จัก “จัดการให้เรียบร้อย” ไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้กวนใจเวลาที่จำเป็นต้องใช้งานก็ถือว่าเป็นการทำให้เรานั้นมีความสุขขึ้นได้

นอกจากนั้นกิจกรรมเล็กน้อย เหล่านี้ยังช่วยฝึกเราให้รู้จักแก้ไขปัญหา ฝึกวิชาช่าง ได้ลองค้นหาข้อมูล และเมื่อคุณทำมันเสร็จสำเร็จ คุณจะต้องภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำได้อย่างแน่นอน

 

 

ภาพ : unsplash.com