กำเงินรอไว้! เพราะ OFF-WHITE เตรียมเปิด Shop อย่างเป็นทางการในไทย แล้วงานนี้ใครคือคนนำเข้ามา ?

เรียกว่านี่เป็นยุคทองของ Street Fashion แบบ Luxuary ก็คงจะไม่ผิด ซึ่งนอกจาก Supreme แล้ว อีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันเห็นทีจะเป็น OFF-WHITE

ที่ตอนนี้การซื้อ OFF-WHITE ในไทยก็มีด้วยกันอยู่ 3 ช่องทางหลัก ๆ นั่นก็คือ หิ้วมาจากต่างประเทศเอง ซื้อจากร้านหิ้ว หรือซื้อจากร้านที่เป็น Grey Market ในไทย ซึ่งทั้ง 3 ช่องทางก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของโปรดักต์ไลน์ ที่มีไม่ครบเหมือนกับ Shop ในต่างประเทศ รวมถึงปัญหาการหลอกขายของปลอม

แต่กันยายนนี้สาวก OFF-WHITE กำลังจะได้ช้อปปิ้งกันแบบเต็ม Line-Up เพราะ PP Group จะเปลี่ยนพื้นที่ 110 ตรม. ในสยามพารากอน ให้กลายเป็น Shop ของ OFF-WHITE จำหน่ายทั้งสินค้าที่เป็นรุ่นทั่วไป รุ่น Limited Edition รวมถึงรุ่นที่ทาง OFF-WHITE ได้ไป Collaborate ร่วมกับแบรนด์อื่นด้วย

ถามว่าแล้ว PP GROUP คือใคร? คำตอบเรื่องนี้…..ยาววววววว

PP GROUP โดยสองผู้บริหารอย่าง สุวดี พึ่งบุญพระ ประธานกรรมการ และ โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ รองประธานกรรมการ คือผู้ที่นำเข้าสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศเข้ามาในไทยเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว ซึ่งแบรนด์ที่ PP GROUP นำเข้ามาก็ล้วนเป็นแต่ Luxuary Brand ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Longchamp, Céline, Emilio Pucci, Givency, Loewe, MCM, Rovger Viiver, Tod’s และ Tory Burch

โดย PP GROUP มักจะดีลกับเจ้าของแบรนด์ต้นกำเนิด ด้วยเงื่อนไขของการรับสินค้ามาเป็นล็อต ๆ ซึ่งแต่ละล็อตก็จะมีจำนวนขั้นตำ่กำหนดเอาไว้ว่าต้องรับไปแล้วขายให้ได้เท่าไหร่

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมซื้อของแบรนด์เนมจากต่างประเทศมากกว่า แต่ในปีที่ผ่านมา PP GROUP กลับมีรายได้รวมทั้งหมด 1,000 ล้านบาท

และช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาของปีนี้ PP GROUP กลับมียอดขายที่เติบโตมากถึง 46% ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการขยายสาขาของแบรนด์ MCM ที่สยามพารากอน และเซ็นทรัล แอมบาสซี่  รวมถึงการที่ PP GROUP สามารถดึง Tod’s ให้เข้ามาอยู่ในเครือได้

แต่ PP GROUP คิดว่าความสำเร็จบนช่องทางออฟไลน์ ด้วยจำนวนสาขาของแบรนด์ที่มีอยู่ในมือ 21 แห่งในตัวเมืองนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป การครบรอบ 15 ปีในครั้งนี้จึงได้ทุ่มงบการลงทุนเพิ่มอีก 200 ล้านบาท เพื่อขยายการเติบโตของธุรกิจให้ปีนี้มีรายได้อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก นั่นก็คือ

1.สร้าง Brand Loyalty ให้กับลูกค้า ที่เน้นการสร้างระบบ CRM ด้วยการดึงข้อมูลลูกค้าทุกรายทุกแบรนด์ในเครือ ให้อยู่ในแหล่งเดียวกัน เพื่อจะนำมาวิเคราะห์, ทำตลาด และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ 

2.เพิ่มแบรนด์ใหม่เข้ามาในเครือ ซึ่งนั่นก็คือ OFF-WHITE และหากได้รับการตอบรับที่ดีในอนาคตก็อาจมี Street Brand อื่น ๆ เข้ามาด้วยเช่นกัน

และ 3.เพิ่มสาขาใหม่ ที่ใหญ่มาก นั่นก็คือสาขาบนออนไลน์

ซึ่งข้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะสินค้าแฟชั่นที่เป็น Luxuary Brand ในบ้านเรานั้น น้อยแบรนด์นักที่จะกล้าขายบนออนไลน์ แต่ PP GROUP เห็นโอกาสว่าออนไลน์จะทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตได้อีกมาก โดย Longchamp เป็นแบรนด์แรกที่ในเครือที่ PP GROUP เลือกขายบนออนไลน์ เนื่องมาจากปัจจัยหลัก ๆ 3 ข้อ นั่นคือ

1.นี่คือแบรนด์ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

2.ด้วยราคาที่ไม่แพงจนเกินไปผู้บริโภคจึงเปิดใจในการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้

3.ในต่างจังหวัดยังมีผู้บริโภคอีกมากที่ต้องการซื้อ Longchamp

ซึ่งหลังจากทำการ Soft Launch เปิดขาย Longchamp ผ่านทางเว็บไซต์ไปได้ไม่นาน Feedback ที่ได้คือยอดขายกว่า 60% มาจากลูกค้าที่อยู่ในต่างจังหวัด ส่วนอีก 40% คือลูกค้าที่อยู่ในกรุงเทพ

สำหรับเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากสินค้าในเครือ PP GROUP เป็น Luxuary Brand ลูกค้าส่วนใหญ่จึงอยู่ระดับ B+ ไปจนถึงกลุ่ม A ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป

แต่ OFF-WHITE แบรนด์ใหม่ล่าสุดที่ PP GROUP ได้นำเข้ามาในไทย กลุ่มเป้าหมายกลับมีอายุตั้งแต่ 15 ซึ่งถือเป็นวัยที่เด็กมากเมื่อเทียบกับราคาสินค้าเฉลี่ยที่อยู่ประมาณ 20,000 บาทหรือมากกว่านั้น เมื่อถามว่าแล้วแบบนี้คนอายุ 15 จะมีกำลังซื้อหรือเปล่า สิ่งที่ทั้งสองผู้บริหารตอบกลับเรามาก็คือ

“วัยรุ่นที่มีกำลังซื้อนั้นมีเยอะมาก และหนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นลูกของลูกค้าเดิมของเรานั่นเอง(หัวเราะ)

ขอบคุณภาพ : hypebeast


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer