ใครว่าคอนซูเมอร์เปลี่ยน แต่ความจริงแล้วคอนซูเมอร์ไม่เปลี่ยนเพราะยังคงเป็นมนุษย์ แต่ที่เปลี่ยนไปคือพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิงในยุคที่โซเชียลและสมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และทำให้ลำดับขั้นความต้องการของ Maslow ที่มี 6 ขั้นได้เปลี่ยนไป จากไวไฟและอินเทอร์เน็ตกลายเป็น Basic Need ที่ขับเคลื่อนลำดับขั้น Maslow ให้เปลี่ยนแปลงเร็วจากการที่คนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไรหละ
ตัดสินใจเองไม่เป็น
ผู้บริโภคในวันนี้มีความเป็นโซเชียลมากขึ้น ที่จะสามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่านโลกออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นเรื่องที่แปลกคือพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง ทำอะไรจะปรึกษาโซเชียลเน็ตเวิร์คก่อนตัดสินใจแม้กระทั้งเรื่องส่วนตัว
โซเชียลมีเดียไม่ใช่ช่องทางแต่เป็นพฤติกรรม
โซเชียลมีเดียเป็นพฤติกรรมไม่ใช่ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร จากการสำรวจพบว่า 66% ประชากรโซเชียลพูดถึงคือเรื่องของชาวบ้าน ทั้งที่ยังไม่รู้เรื่องจริง และพฤติกรรมผู้บริโภคชอบเมาธ์ต่อๆ กันพูดเรื่องชาวบ้านต่อๆ เชื่อคนที่ไม่รู้จักมากกว่ากันก่อให้เกิด โมเดลคอมมูนิเคชั่นใหม่ เกิดไอดอลต่างๆ และการฝากร้านต่างๆ
รวมถึงการสนใจคนใกล้ตัว และมีวัฒนธรรมฝูงชนเห็นใจคนที่ด้อยกว่า และพร้อมที่จะแชร์เรื่องราวต่างๆ ในโลกโซเชียล และสิ่งนี้เองเมื่อพลาดแบรนด์จะโดนกระหน่ำได้เช่นกัน
ยอมรับ White Lie
Post -Truth ได้กลายเป็นคำศัพท์แห่งปี 2016 ที่พจนานุกรม Oxford Dictionary บันทึกไว้ จากการใช้คำนี้เพิ่มขึ้นถึง 2,000% ในปีนี้ โดย Post-Truth ในที่นี้หมายถึงเรื่องเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ความจริงไม่สำคัญหรือมีความหมายเท่าอารมณ์รับรู้และความเชื่อส่วนบุคคล และทั้งหมดนี้สื่อให้เห็นว่าผู้บริโภค ยอมรับการโกหกสีขาว หรือ White Lie กันมากขึ้น คนจะเลือกช้อน กรอง และฟังข้อมูลที่อยากฟังเพื่อซัพพอร์ตความคิดตัวเองที่มีอยู่แล้ว
ยังคงความจำสั้นน้อยกว่าปลาทอง
ผู้บริโภคไม่มีความอดทน เพราะเลือกจะฟังในสิ่งที่อยากฟัง ในวันนี้ผู้บริโภคยังคงจดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียง 8 วินาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นกว่าปลาทองที่จดจ่อได้มากถึง 9 วินาที จากโลกในวันนี้มี Information ต่างๆ รอบตัวรายล้อมเป็นจำนวนมาก และถ้า Information นั้นไม่สามารถดึงดูดความสนใจผู้บริโภคภายใน 3 วินาทีแรกพวกเขาก็จะเปลี่ยนไปรับ Information อื่นๆ แทน
Psychology Marketing ยังคงใช้ได้ผล
เป็นเรื่องแปลกคือ ถ้าร้านล้างรถสองร้าน แจกคูปองประทับตราสะสมครั้งแลกล้างฟรีเหมือนๆ กัน ร้านแรกเป็นคูปอง 8 ช่อง ส่วนอีกร้านคูปอง 10 ช่อง แต่ 2 ช่องแรกร้านประทับตราให้แล้ว และเหลือเพียง 8 ช่องที่ต้องสะสมต่อ กลายเป็นว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกโปรโมชั่นจากร้านล้างรถร้านที่ 2 มากกว่า เพราะมองว่าทางร้านออฟเฟอร์มาให้แล้วถึง 2 ครั้ง และยังมีแนวโน้มกลับไปใช้บริการให้ครบ 8 ครั้งมากกว่าร้านแรกเพราะมองว่าเหลืออีก 8 ครั้งเอง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ต้องการ Afford อะไรมาก เพียงแค่มีแอดวานซ์โบนัสเริ่มให้เขาก่อนเท่านั้น
ที่มา : Marketing Day 2016
