Metaverse ทำความรู้จักโลกเสมือนที่สามารถทำเงินได้จริงของ Facebook (วิเคราะห์)

ในหนังเรื่อง Social Network มีฉากที่ Eduardo Saverin ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook ได้ถามที่ปรึกษา Sean Parker ว่า “ฉันว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรทำเงินจาก Facebook แต่ Mark ไม่อยากขายโฆษณา นายว่าใครถูก?”

Sean Parker บอกว่า “พวกนายยังไม่ถูกทั้งคู่… Facebook เจ๋งอยู่นะ แต่พวกนายไม่อยากทำลายความเจ๋งนั้นด้วยโฆษณาหรอก มันเหมือนนายกำลังจัดปาร์ตี้ที่เมามันที่สุด แต่ต้องเลิกแค่ 5 ทุ่ม พวกนายไม่มีทางรู้หรอกว่า Facebook ไปได้ไกลแค่ไหน”

“เงินหนึ่งล้านดอลลาร์ ไม่เจ๋งหรอก… รู้ไหมอะไรที่เจ๋ง?
เงินหนึ่งพันล้านดอลลาร์ต่างหากล่ะ”

จากนั้น Sean Parker ก็บอกว่า ไม่มีใครไปตกปลาแล้วถ่ายรูปคู่กับปลาเทราต์ 14 ตัว มีแต่ถ่ายคู่กับปลามาร์ลินตัวใหญ่ ๆ 1 ตัว เท่านั้น

และนั่นคือหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่ทำให้ Facebook เติบโตจนเป็นมหาอำนาจอย่างทุกวันนี้ เพราะ Facebook สามารถบริหารจัดการให้ผู้ใช้งานอยู่บน Platform ได้เยอะมากพอ และขายโฆษณาไปยังกลุ่มคนเหล่านี้ได้ตรงจุด

ถ้าในตอนแรก Mark Zuckerberg ตัดสินใจทำโฆษณาเลย อาจทำให้ Facebook โหลดช้า หรือน่ารำคาญ จนผู้ใช้งานหนีไปใช้แพลตฟอร์มอื่นในที่สุด

ฉะนั้นในวันที่ Facebook เปลี่ยนเป็น Meta ทุกคนมั่นใจได้ว่าโมเดลหลักในการหาเงินคงยังเหมือนเดิม คือเปิดให้ทุกคนใช้งาน Metaverse อย่างเต็มที่ สร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าโลกความเป็นจริง และค่อย ๆ หารายได้จากมัน

เพียงแต่การหารายได้ในรอบนี้ จะไม่ใช่ Ads เพียงอย่างเดียว เพราะใน Metaverse นั้น ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด มาดูกันว่ารายได้หลักจากMetaverseเป็นอะไรได้บ้าง

1. Hardware – อุปกรณ์
ในการจะเข้าโลก VR อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด คือ แว่น VR (VR Headset) ซึ่ง Facebook ได้เข้าซื้อกิจการของ Oculus จำนวน 2,300 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 และในปี 2020 Oculus ก็กินส่วนแบ่งประมาณ 30% ในตลาด PC และในไตรมาสที่ 4 เพียงอย่างเดียว Oculus ก็ขายแว่น VR ไปได้เกือบ 1,000,000 อัน

ฉะนั้นหนึ่งในการแข่งขันที่ดุเดือด คือ แว่น VR ของเจ้าไหนจะราคาเข้าถึงง่ายที่สุด ช่องทางการจัดจำหน่ายดีที่สุด และมีคอนเทนต์ที่ดีที่สุดนั่นเอง

2. Exclusive Contents – คอนเทนต์พิเศษ
ในโลกMetaverseช่วงแรก จะมีคอนเทนต์ฟรีจำนวนมาก (เพราะคุณต้องอุตส่าห์ซื้อแว่น VR มาอยู่แล้ว) คุณสามารถไปดูโชว์ เล่นเกม ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ แต่หลังจากนั้นจะมีคอนเทนต์บางอย่างที่คุณต้องจ่ายเงินเข้าไป เช่น คอนเสิร์ตนักร้องชื่อดัง การพบปะบุคคลระดับโลก ด่านพิเศษในเกม เป็นต้น

 3. Customization – การปรับแต่ง
ในโลก 2D คุณอาจจะเปลี่ยนภาพ โปรไฟล์ พื้นหลัง ธีมในมือถือได้นิดหน่อย แต่ในโลกMetaverse การปรับแต่งจะหลากหลายมากขึ้นเท่าที่จินตนาการเราจะนึกออก ทรงผม สีผม สีผิว รูปร่าง เสียงที่ใช้ เสื้อผ้า เครื่องประดับ สัตว์เลี้ยง บ้าน ทรัพย์สิน … ถ้าอยากพิเศษกว่าคนอื่น ก็ต้องจ่ายเพิ่ม

4. Fee – ค่าธรรมเนียม
ในฐานะแพลตฟอร์ม Facebook… เอ้ย Meta พวกเขาไม่สามารถทำทุกอย่างคนเดียวได้ พวกเขาจึงเชื้อเชิญ Developer และ Creators ในทุกวงการได้เข้ามาร่วมสร้าง Meta และทำธุรกิจหารายได้บนนั้นให้เต็มที่ ก่อนที่จะเริ่มเก็บรายได้ 5% 10%

5. Ads – โฆษณา
ใน Social Media โฆษณาส่วนใหญ่มาใน 2 รูปแบบ คือ ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว แต่ในMetaverse เราจะได้เห็นโฆษณาในรูปแบบใหม่มากขึ้น เช่น Ads อาจจะโผล่บนป้าย LED หรือ Banner ในเกมที่ให้เล่นฟรีต่าง ๆ รวมไปถึงโฆษณาแบบ 3D ที่อาจจะโผล่เป็นขึ้นมาแล้วโต้ตอบกับคุณโดยเฉพาะ แล้วขายของให้คุณแบบตรง ๆ ก็ได้

แน่นอนถ้าไม่อยากเห็น Ads คุณอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสิทธิพิเศษ หรือเสพคอนเทนต์ที่เสียเงิน

อ่านทั้งหมดมา คุณอาจจะเริ่มไม่อยากเข้า Metaverse แล้ว เพราะมีแต่เสียเงิน ๆ ๆ ๆ
แต่ไม่ต้องห่วง ในฐานะ Tech Company พวกเขามีวิธีล่อซื้อผู้ใช้อย่างเราได้เสมอแหละ

และถ้าเปรียบความสำเร็จของ Facebook คือปลามาร์ลิน 1 ตัว
Meta ก็คงเป็นวาฬสีน้ำเงิน ที่ Mark Zuckerberg กำลังเลี้ยงให้โต แล้วค่อยตกทีเดียว

ที่มา:

https://www.forbes.com/sites/kateoflahertyuk/2021/07/04/facebook-just-gave-1-million-oculus-users-a-reason-to-leave/?sh=434e9c3e76f5https://www.cnbc.com/2021/07/29/facebook-metaverse-plans-to-make-money.htmlhttps://dailycoin.com/metaverse/

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน