จากการประเมินการแข่งขันการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับที่ 35 แต่เมื่อตีรายได้เป็นมูลค่าจากการท่องเที่ยวประเทศไทยกลับมีรายได้ถึง 2.2 ล้านล้านบาท เป็นอันดับที่ 6 ของโลก ททท.เลยมองว่าประเทศไทยจำเป็นที่ต้องปรับแนวทางให้เปลี่ยนแปลงตามแนวโน้มโลกซึ่งจะเน้นการเสริมสร้างความยั่งยืนจากภายประเทศและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทยสู่เศรษฐกิจโลก ทั้งหมดจะถูกเดินหน้าด้วยแนวคิดที่ว่า “สร้างคนและสินค้าให้มีคุณค่าที่ขึ้น”
การทำการตลาดแบบภาครวมทั้งชาวไทยและต่างชาติ
เดินหน้าทิศทางการทำตลาดแบบภาพรวมด้วยการนำเสนอจุดแข็งของประเทศ คือ “วิถีไทย” ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ โดยนำเสนอผ่านการสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจจากท้องถิ่นใทย (Local Experience) ซึ่งจะถูกจัดให้มีหลายระดับขึ้นอยู่กับความชอบที่แตกต่างกันของนักท่องเที่ยว
การทำการตลาดกับนักท่องเที่ยวชาวไทย
1.ตั้งเป้าสร้างรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากเดิมเป้าภายในประเทศเป็น 8.5 แสนล้านบาทในปี 2559 ปรับเป็น 9.5 แสนล้านบาท
2.แคมเปญใหญ่แห่งปี “ท้าเที่ยวข้ามภาค” ด้วยการท้าคนไทยให้ออกไปเที่ยวข้ามภาคสัมผัสความแตกต่างของที่ไม่เคยพบเจอ
3.กระตุ้นการท่องเที่ยวในวันธรรมดาด้วยแคมเปญ “เที่ยวได้งาน” เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ เช่น การศึกษาดูงาน หรือ การประชุมนอกสถานที่
4.สานต่อโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด Plus เพื่อกระจายการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง
5.เจาะการตลาดเฉพาะกลุ่ม GEN Y กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบความท้าทายและแปลกใหม่ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สร้างเครือข่ายผ่านทางโลกออนไลน์ โดย ททท. จะชวนให้ติด #ท้าเที่ยวไทย เพื่อเป็นการสื่อสารให้ออกไปเที่ยวไทยให้มากขึ้น
6.เจาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูงเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในแต่ละครั้ง โดยมีรายได้ต่อเดือน 45,000 บาทขึ้นไปได้แก่ กลุ่มผู้หญิง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการตัดสินใจและใช้จ่ายสูง ททท. จะจัดแคมเปญ “ผู้หญิงอย่าหยุดเที่ยว” โดยจะสำเสนอสินค้าและบริการการท่องเที่ยวเสมือนเป็นรางวัลแห่งชีวิต รวมถึงมีแพ็คเกตเฉพาะเช่น Lady Bike, Lady Run เป็นต้น
7.เจาะกลุ่มผู้สูงวัย ที่มีรายได้สูงกว่า 45,000 บาทต่อเดือนเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในแต่ละครั้ง โดยจะใช้แคมเปญ “เก๋ายกก๋วนชวนเที่ยว” ซึ่งจะนำเสนอในรูปแบบการทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน เพื่อนสร้างประสบการณืการท่องเที่ยวใหม่ๆหรือ ทบทวนความสนุกสนานที่เคยได้รับมา
การทำการตลาดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
1.ปรับเป้ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นร้อยละ10 จาก 1.5-1.6 ล้านล้านบาทในปี 2559 จะถูกปรับเป็น 1.89 ล้านล้าน
2.ปี 2560 ททท.จะเน้นการสร้ายรายได้ที่ยั่งยืนโดยเน้นรายได้ที่เติบโตมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยเน้นเจาะกลุ่มตลาดต่างประเทศกลุ่มใหม่ เช่นกลุ่มมุสลิม, กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ พร้อมทั้งเจาะตลาดใหม่ให้เชิงพื้นที่ที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง เช่น กลุ่มประเทศ BRIC อาเจนติน่า และยุโรปตะวันออกเป็นต้น
3.เน้นการขยายฐานตลาดที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย โดยขยายฐานเจาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่อคนตั้งแต่ 20,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี โดยจะนำเสนอเป็น luxury และ creative tourism
4.เน้นการสร้างการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มโดยนำเสนอในเชิงความแตกต่าง เช่น นำเสนอสถานที่ถ่าย Wedding หรือสถานที่ฮันนีมูน
5.เน้นเจาะกลุ่ม Green Tour และ Sports Tour ด้วยการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และ สถานที่เล่นกีฬาที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เช่น มวย เป้นต้น
6.นำเสนอ “ขอนแก่น” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพิเศษโดยกระตุ้นและสร้างการรับรู้ให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับพัทยา โดยตั้งเป้านักท่องเที่ยวปีละ มากกว่า 5 ล้านคน
7.รักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย เช่น กลุ่มผู้หญิง กลุ่มครอบครัว และ กลุ่ม Baby Boomer
8.ส่งเสริมการท่องเที่ยวกับประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าฝั่งยุโรปและอมเริกาใต้ให้มาท่องเที่ยวในไทยโดยไทยได้เสนอตัวเองเป็น HUB ในการเดินทางต่อไปยังประเทศ CLMV
การสื่อสารทางการตลาด
ในประเทศ
สำหรับการสื่อสารทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศยังอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเอกลักษณ์ไทยเฉพาะถิ่นเพื่อนำเสนอนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติผ่านแคมเปญ “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง” ซึ่งเป็นการโน้มน้าวให้นักท่องเที่ยวได้เปิดมุมมองใหม่ต่อการท่องเที่ยววิถีท้องถิ่น เพื่อให้สัมผัสเห็นถึงคุณค่าทั้งยังร่วมสร้างประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละถิ่นของไทย
ต่างประเทศ
ในส่วนของการสื่อสารกับตลาดต่างชาตินั้น ทาง ททท.ยังคงใช้ Key Word : Amazing Thailand ภายใต้แนวคิดการสื่อสาร “Discover Amazing Stories in Amazing Thailand” หรือการเปิดประสบการณ์จากการท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทยสู่สายตาชาวโลก
ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรกฏาคม 2559
