
ติดตามอ่านได้ใน คอลัมน์ Modernization
MOC ในนิตยสาร Marketeer ฉบับเดือน
มิถุนายน 2559
ก่อนอื่นคงต้องมาทำความรู้จักกับ สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (Economic Research Institute for ASEAN and East Asia: ERIA) กันก่อน ซึ่งก่อตั้งมาเกือบ 1 ทศวรรษแล้ว แต่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก โดยก่อต้ังขึ้นมาตามมติผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ (ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์) ในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550
ERIA เป็นสถาบันวิจัยที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการทํางานของสํานักเลขาธิการอาเซียน ในการวิจัยหัวข้อที่เป็นผลประโยชน์ต่อการรวมกลุ่มของอาเซียนและเอเชียตะวันออก โดย ERIA มีสถานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2551 ปัจจุบันมีสํานักงานตั้งอยู่ ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ERIA มีเครือข่ายสถาบันวิจัยของประเทศสมาชิก โดยสถาบันวิจัยของไทยที่เป็นเครือข่าย คือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (Thailand Development Research Institute: TDRI)
ล่าสุด ERIA ได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารของสถาบันวิจัย เศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA Governing Board Meeting) ครั้งที่ 9 ณ สํานักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา ประเทศ อินโดนีเซีย โดยมีนายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมฯ ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ERIA ได้ทําการศึกษาค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกับการบูรณาการทางเศรษฐกิจในอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการศึกษาที่น่าสนใจของ ERIA คือ มาตรการที่ไม่ใช่ ภาษี (NTMs) ในอาเซียน ซึ่งมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมีหลายรูปแบบ ทําให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มต้นทุนทางการค้าและการเข้าถึงตลาด มีข้อจํากัดมากขึ้น
จากการรวบรวมข้อมูล NTMs เชิงสถิติของการศึกษาดังกล่าวพบว่า ประเทศไทยมี NTMs มากที่สุดจํานวน 1,630 มาตรการ ในจํานวนทั้งหมด ของอาเซียน 5,975 มาตรการ โดยมาตรการ NTMs ที่ไทยใช้มากที่สุด คือ มาตรการสุขอนามัยและโรคพืช (SPS) 48% รองลงมาคือมาตรการ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) 35% ส่วนหน่วยงานไทยที่ใช้มาตรการ NTMs มากที่สุดคือ กระทรวงสาธารณสุข 42% (สํานักงานคณะกรรมการ อาหารและยา 35%) รองลงมาเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 29% (กรมวิชาการเกษตร 25%) กระทรวงอุตสาหกรรม 14.5% (สํานักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 11.5%) และกระทรวงพาณิชย์ 9.0% (กรมการค้าต่างประเทศ 6.9%) ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่ามาตรการที่ไม่ใช่ภาษีหลายอย่างไม่ได้เกิดจากนโยบายเชิงพาณิชย์หรือการค้าโดยตรง แต่เกิดจากนโยบายด้านอื่น ๆ ที่ กำหนดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ในขณะที่ผลต่อการกีดกันทางการค้าไม่แน่ชัดและอาจส่งผลกระทบต่อการค้าในทางอ้อม
อย่างไรก็ดี มาตรการหลายอย่างไม่ได้กำหนดขึ้นมาเพื่อนำมาเป็น เครื่องมือกีดกันการค้าเสมอไป กระทรวงที่เกี่ยวข้องเหล่านี้อาจกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อที่จะรับประกันว่าผู้บริโภคจะมีความปลอดภัย สภาพแวดล้อมในประเทศจะไม่ถูกทำลาย และผู้ผลิตในประเทศสามารถปรับตัว ซึ่งเป็นประโยชน์ในแง่ความเชื่อมั่นและมั่นใจต่อมาตรฐานสินค้า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ
ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดผลการศึกษา Non-Tariff Measures in ASEAN ได้ที่ www.eria.org/publications/key_reports/FY2015/No.01.html หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ Call Center 0 2507 7555 หรือทาง http://www.dtn.go.th, http://www.facebook.com/TradeNegotiations และ http://twitter.com/dtn_thailand
