หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ระดมทุนเป็นที่เรียบร้อย บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เดินหน้าทำตามเป้าหมายที่วางไว้ คือมุ่งสู่การเป็น บริษัทชั้นนำในตลาดผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งด้านยอดขายและการเป็น Top of Mind ของลูกค้า

มองในด้านผลประกอบการ รายได้จาก 2,177 ล้านบาท ในเดือน 9/2563 เพิ่มเป็น 3,415 ล้านบาท ในเดือน 9/2564 หรือโต 56.9% เลยทีเดียว ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 154.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน

เป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาแค่ข้ามปีท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่มาจากการปรับตัวตลอดเวลาของ แอสเซทไวส์ ที่มีทั้งกลยุทธ์ด้านการตลาดหันไปเน้นการวางคาแรกเตอร์ Sub Brand หรือแบรนด์ย่อยต่าง ๆ ให้ชัดเจนตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น การเลือกพัฒนาโครงการบนทำเลที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ตลอดจนการดีไซน์และสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) ให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแต่ละโครงการ

หากแต่เป้าหมายของ แอสเซทไวส์ ไม่ใช่เพียงแต่การเติบโตด้านยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเป็น Brand ที่เป็น Top of Mind ของลูกค้า

การจะไปถึงจุดนั้นในเวลาอันรวดเร็วได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลยุทธ์รุกตลาดในปีนี้ที่แอสเซทไวส์เลือกใช้นั้นน่าสนใจจนต้องเก็บมาเล่าให้ฟัง

Joint Venture เสริมแกร่งด้วยการร่วมทุนกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ

กลยุทธ์แรกที่แอสเซทไวส์นำมาใช้คือ การสร้างความร่วมมือแบบธุรกิจร่วมทุน หรือ Joint Venture (JV) หนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยติดสปริงให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด

โดยแอสเซทไวส์ร่วมทุนกับ บริษัท ทาคาระ เลเบ็น จำกัด (TAKARA LEBEN) ในการพัฒนาโครงการ Atmoz Bangna คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ขนาดใหญ่บนทำเลศักยภาพย่านบางนา ที่กำลังเติบโต ใกล้รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว และ MRT สายสีเหลือง ติดถนนใหญ่เส้นบางนา-ตราด โดยบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 51% และทาคาระ เลเบ็น ถือหุ้นในสัดส่วน 49%

ทั้งนี้ บริษัท ทาคาระ เลเบ็น จำกัด เป็นบริษัทในเครือ ทาคาระ กรุ๊ป กลุ่มบริษัทด้านพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม Leasing and management รวมถึง Electric Power Generation Business ของญี่ปุ่น ก่อตั้งในปี 1972 เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวมายาวนานกว่า 17 ปี พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้วมากกว่า 500 โครงการ

ซึ่งการร่วมทุนครั้งนี้จะทำให้แอสเซทไวส์ได้ทั้งเงินทุนเพื่อนำมาพัฒนาโครงการ ได้เรียนรู้เทคโนโลยี พร้อมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแนวความคิดและการทำงาน

ด้วยสรรพกำลังและความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท รวมถึง Vision ของ ทาคาระ เลเบ็น อย่าง “Think happiness and make the happiness.” ที่ไปในทิศทางเดียวกับ Vision “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We build Happiness” ของแอสเซทไวส์ นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในวงการอสังหาฯ ที่น่าจับตามอง

Take Over เข้าซื้อกิจการเพิ่ม Port ให้โตได้อย่างรวดเร็ว

กลยุทธ์ถัดมาที่จะติดสปีดให้กับแอสเซทไวส์ คือ Take Over หรือการเข้าซื้อกิจการ โดยล่าสุดเข้าซื้อบริษัท แม็กซี่ พรีเมียร์ วัน ผู้บริหารและพัฒนาโครงการ Maxxi Prime Ratchada-Sutthisan มูลค่าประมาณ 570 ล้านบาท ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 218 ยูนิต ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสุทธิสาร และส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเหลืองสถานีลาดพร้าว รายล้อมด้วยสถานอำนวยความสะดวกทั้งห้างสรรพสินค้า สำนักงาน สถานศึกษา และโรงพยาบาล

Maxxi Prime Ratchada-Sutthisan ถูกออกแบบอย่างสวยงาม มีพื้นที่ส่วนกลางที่หลากหลาย จัดเต็มด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งการจัดรูปแบบห้องที่ลงตัวและการตกแต่งห้องด้วยวัสดุคุณภาพสูง ตรงกับแนวทางการพัฒนาโครงการของแอสเซทไวส์

ด้วยศักยภาพของตัวโครงการและทำเลที่ตั้ง ทำให้การ Take Over ในครั้งนี้เป็นการช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาโครงการและการก่อสร้างของแอสเซทไวส์ รวมถึงเติม Port ให้แข็งแกร่งมากขึ้นในระยะเวลาอันสั้น นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ได้อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงกว่าการพัฒนาโครงการเองจากที่ดินเปล่า

Collaboration Strategy เพิ่มพลังให้แบรนด์

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่แอสเซทไวส์ใช้คือ การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ หรือ Collaboration ดึงจุดแข็งของทั้ง 2 แบรนด์มาใช้เพื่อมอบหรือสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า

ล่าสุด แอสเซทไวส์ ร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ใช้เหรียญ Popcoin สมาร์ทมาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์มการตลาดยุคใหม่ที่จะมาดิสรัปต์วงการ “Entertainmerce” ภายใต้แนวคิด “Popcoin: Join to Earn” คอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงคนแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกัน

แน่นอนว่าการร่วมมือครั้งนี้เป็นการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มุ่งรุกพัฒนาสู่องค์กรแห่ง Next Generation และทรานส์ฟอร์มเข้าสู่โลกของดิจิทัลแอสเซท โดยแอสเซสไวส์จริงจังถึงขั้นจัดตั้งบริษัทในเครือ “บริษัท  ดิจิโทไนซ์ จำกัด” เพื่อรองรับการศึกษาและลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) รวมถึงแสวงหาโอกาสในการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่ทันสมัย เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจให้รับกับเทรนด์อย่างมีประสิทธิภาพ

เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่นอกจากจะทำให้ลูกบ้านของแอสเซทไวส์ ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด และยังต่อยอดให้เกิด Ecosystem ที่ดีสำหรับทุกคน ซึ่งในอนาคตอันใกล้ แอสเซสไวส์ยังวางแผนพัฒนาการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาต่อยอดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดการ Collaboration กับพันธมิตรในด้านต่าง ๆ จะเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าที่มากขึ้น การแสดงความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น ความเชี่ยวชาญที่มากขึ้น และการเติบโตที่มากขึ้นเช่นกัน

แม้เป้าหมายที่แอสเซสไวส์ตั้งไว้จะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยากจะแก้สมการ แต่เมื่อดูกระบวนยุทธ์ใหม่ที่จะใช้ในการดำเนินธุรกิจในปีนี้ประกอบกับผลการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมาแล้ว การเติบโตอย่างมั่นคงของแอสเซสไวส์คงไม่ใช่เรื่องยาก

การเดินทางของแอสเซสไวส์จะเป็นเช่นไร สำเร็จได้ตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ไว้ Marketeer จะกลับมาเล่าให้ฟัง



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน