ปิดปี 2021 ตลาดรถหรูหดตัว 9.5% เป็นการหดตัวที่มากกว่าตลาดรถยนต์นั่งทั่วไปที่หดตัวเพียง 4.4%

และเป็นการหดตัวที่มากกว่าปี 2020 ที่ตลาดรถหรูหดตัวเพียง 6.4% ส่วนตลาดรถทั่วไปหดตัว 24.1%

เหตุผลที่ตลาดรถหรูหดตัวมากกว่าตลาดรถทั่วไปในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มีกำลังซื้อ แต่มาจากปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่าชิป ที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตรถหรู

ซึ่งถ้าขาดแคลนชิปเพียง 1 ชิ้น ก็ไม่สามารถประกอบเป็นรถหรูออกสู่ตลาดได้

ในปีที่ผ่านมา แม้ตลาดมีความต้องการรถหรูมากแค่ไหน แต่แบรนด์รถหรูก็ไม่สามารถผลิตรถได้มากพอเพื่อป้อนตลาด

 

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นปัญหาทั่วโลก

 

เพราะปัญหาขาดแคลนชิปเป็นปัญหาที่เกิดจากความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  จนโรงงานผลิตชิปไม่สามารถผลิตเพื่อป้อนตลาดได้ทันความต้องการ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทั่วโลก และหลากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีและรถยนต์

 

ปัญหาความต้องการชิปอย่างก้าวกระโดดนี้ เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกต้องหันมาซื้ออุปกรณ์ไอทีเพื่อทำงานและเรียนจากบ้าน รวมถึงซื้อเครื่องเล่นอิเล็กทรอนิกส์ เกมคอนโซล และอื่น ๆ เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับบ้านแทนการออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกบ้าน

ประกอบกับในปีที่ผ่านมาโรงงานผลิตชิปในหลายประเทศประสบกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ปัญหาภัยแล้งในไต้หวัน ปัญหาไฟไหม้โรงงานผลิตชิปรถยนต์ของ Renesas ที่ญี่ปุ่น และการขาดแคลนแรงงานคนจากการติดเชื้อโควิด-19 เป็นต้น

 

_____________________

ส่วนแบ่งตลาดรถหรู

Mercedes-Benz           42.7%

BMW   38.5%

Volvo   6.8%

Porsche           5.3%

Audi     3.2%

Lexus   1.9%

Etc.      1.6%

ที่มา : EIC อ้างอิงจากรถจดทะเบียนป้ายแดงปี 2020 กรมขนส่งทางบก

_________________

 

 

สำหรับการลดลงของยอดขายรถหรู เมื่อมองไปที่รายได้ของแบรนด์รถหรู 2 อันดับแรก Mercedes-Benz  และ BWM ตามอ้างอิงจาก EIC พบว่า ทั้ง 2 แบรนด์มีรายได้รายงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใต้บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด ลดลง

 

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

2018    รายได้ 54,362 ล้านบาท กำไร 3,501 ล้านบาท

2019    รายได้ 54,428 ล้านบาท กำไร 4,885 ล้านบาท

2020    รายได้ 34,250 ล้านบาท กำไร 104 ล้านบาท

 

บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด

2018    รายได้ 41,047 ล้านบาท กำไร 3,215 ล้านบาท

2019    รายได้ 40,853 ล้านบาท กำไร 2,781 ล้านบาท

2020    รายได้ 37,929 ล้านบาท กำไร 1,728 ล้านบาท

 

 

ส่วนปีนี้ EIC คาดการณ์ว่า

 

ตลาดรถหรูจะกลับมาเติบโต 14%

การเติบโตนี้มาจาก

1. ปัญหาขาดแคลนชิปที่มีแนวโน้มดีขึ้น EIC ให้ข้อมูลว่าปัญหาขาดแคลนชิปทั่วโลกได้พ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยจุดต่ำสุดของปัญหานี้อยู่ในไตรมาส 3/2021

 

2. แบรนด์รถหรูหันมาดำเนินธุรกิจแบบออฟไลน์ควบคู่ไปการทำตลาดแบบออนไลน์ได้มากขึ้น และงาน Motor Expo ปลายปีที่ผ่านมา มียอดจองรถหรูมากถึง 4,849 คัน คิดเป็น 15.3% ของยอดจองรถในงานทั้งหมด

 

3. ผู้บริโภคที่มีรายได้สูงมีพฤติกรรม “การลงทุนตามความหลงใหล” หรือ Passion Investment ซึ่งจะเป็นการลงทุนในของสะสมหรือของรักต่าง ๆ ตามความชอบหรือความหลงใหลส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเพชร เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา รองเท้า ไวน์ งานศิลปะ หรือแม้แต่รถยนต์

 

ซึ่งรถยนต์หรูหรือรถคลาสสิกก็เป็นหนึ่งในของสะสมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่มีกำลังทรัพย์สูงค่อนข้างมากและนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการลงทุน

EIC มองว่าพฤติกรรม Passion Investment เป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยให้ตลาดรถยนต์หรูยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก

โดยเฉพาะในช่วงหลังสถานการณ์ COVID-19 ที่รัฐบาลมีการจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้หันมาลงทุนของสะสมต่าง ๆ เช่นรถหรู และหลายคนมองว่า รถหรูบางรุ่นอาจสามารถสร้างกำไรให้กลุ่มผู้มีกำลังซื้อได้ โดยเฉพาะรถยนต์หรูประเภทระดับ Super car และ Hypercar ซึ่งเป็นรถที่มีสมรรถนะสูง ผลิตออกมาจำกัดและราคาที่สูงกว่ารถหรูทั่วไป ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างดีในอนาคต เช่น Lamborghini, Aston Martin และ Ferrari เป็นต้น

 

 

เมื่อรถหรูกลับมา EIC มองว่าการแข่งขันในตลาดรถหรูไทยจะแข่งขันกันเรื่อง

1. แบรนด์รถหรูลงมาจับตลาดรายได้กลางถึงบนที่ต้องการรถหรูแทนรถญี่ปุ่นมากขึ้น

เช่น Mercedes-Benz รุ่น A200,  BMW รุ่น 2 Series Gran Coupe ที่มีราคาเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท เพื่อไปเป็นตัวเลือกให้กับกลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลางถึงบนที่ต้องการเปลี่ยนจากรถญี่ปุ่นรุ่นไฮเอนด์ เช่น Honda Accord, Toyota Camry ที่มีราคาเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านบาท เป็นรถหรูแทน

2. แบรนด์รถหรูเข้ามาตั้งโรงงานประกอบในไทย ทำให้รถหรูที่จำหน่ายผ่านแบรนด์มีราคาถูกลงกว่าอดีต และทำตลาดเชิงรุกสร้างความมั่นใจกับลูกค้าและตอบโจทย์ Pain Point ของลูกค้าที่มองว่ารถหรูบำรุงรักษาแพงผ่านแคมเปญดูแลต่าง ๆ ที่มากขึ้น

เช่น BMW ที่มีการกำหนดโปรแกรมบำรุงรักษา BMW Service Inclusive (BSI) เป็น 10 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ครอบคลุมถึงการบำรุงรักษาตามระยะ (รวมค่าน้ำมัน ค่าแรงและอะไหล่แท้บีเอ็มดับเบิลยู) จากเดิมที่กำหนดระยะเวลาบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
ส่วนค่าย Mercedes-Benz มีโปรแกรมบำรุงรักษาที่เรียกว่า MB Service Plus ซึ่งขยายการรับประกันคุณภาพของรถไม่ว่าจะเป็นการบำรุงรักษา การเปลี่ยนอะไหล่รถยนต์ ซึ่งขยายการคุ้มครองได้นานสูงสุดถึง 8 ปี 

3. ปรับกลยุทธ์การตลาดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการให้บริการแบบ Personalized services เช่น ที่ผ่านมา Mercedes-Benz มีการเปิดตัววิดีโอแนะนำรถยนต์ 10 รุ่นยอดนิยม บนหน้า Facebook เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในช่วงล็อกดาวน์

พร้อมกับแคมเปญเสนอบริการดูแลลูกค้าทั้งเก่าและใหม่แบบส่วนตัว (Personalized) มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังโชว์รูมรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านการซ่อมบำรุง หรือบริการด้านการขาย เช่น การทดลองขับ (Test drive) เป็นต้น 

ส่วนแบรนด์ Maserati ที่ได้เปิดตัว Maserati’s One-on-One Solution แอปพลิเคชันสำหรับการติดต่อนัดหมายแบบส่วนตัวกับลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้บริการดูแลรถตามความต้องการส่วนบุคคลของลูกค้ารายนั้น ๆ

แบรนด์ BMW มีบริการ At-Home Test Drive นำรถยนต์ไปส่งมอบให้ลูกค้าทดลองขับที่บ้าน

ซึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดเหล่านี้ช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงการดูแลที่เป็นพิเศษและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งช่วยตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูงได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้ค่ายรถหรูยังคงสามารถรักษาฐานผู้บริโภคที่มีรายได้สูงเอาไว้ได้



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน