Dots Coffee ทำความรู้จักร้านกาแฟที่เป็นมากกว่าร้านขายกาแฟ

หากพูดถึง “คาเฟ่ หรือ ร้านกาแฟ” หลายคนก็คงจะไม่ได้รู้สึกว้าวอะไรมากนัก เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน เราก็พบเจอร้านกาแฟอยู่ทั่วทุกมุมถนน ไม่ว่าจะในเมืองใหญ่หรือเมืองเล็ก การดื่มกาแฟก็นับเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้คนทั่วโลกมาอย่างเนิ่นนาน

แต่ … คุณเคยได้ยินร้านกาแฟที่จ้างผู้พิการทางสายตามาเป็นพนักงานบ้างไหม? จากสถิติพบว่าในประเทศไทยมีผู้พิการมากกว่า 2 ล้านคน แต่มีเพียง 2 แสนคนเท่านั้นที่มีงานทำ และส่วนมากจะประกอบอาชีพในแวดวงที่จำกัดเท่านั้น หากลองคิดถึงความเป็นจริงของโลกใบนี้ ทุกคนก็ควรจะสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้อย่างเท่าเทียมไม่ใช่หรือ?

เช่นเดียวกันกับร้าน “Dots Coffee” ร้านกาแฟ จากแนวคิดที่อยากเห็นทุกคนในสังคมสามารถออกแบบชีวิตของตัวเองได้ โดยไม่ใช่แค่กาแฟอร่อยอย่างเดียว แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันสังคมโดยการจ้างงานผู้พิการทางสายตาอีกด้วย

วันนี้เรามีนัดกับ “กาวิน ควงปาริชาติ” หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้าน “Dots Coffee” กาวินนัดเราที่ KX Building แถว BTS วงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน Dots Coffee โดยอาคารแห่งนี้นับว่าเป็นที่ตั้งของธุรกิจ Startup ใหม่ ๆ ค่อนข้างเยอะ กาวินเป็นคนไทยที่เกิดและโตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่เขากลับมาใช้ชีวิตที่ไทยได้รวม ๆ เกือบ 10 ปีแล้ว

กาวินกล่าวว่า ที่เขาเลือกตั้งร้านที่ KX Building แห่งนี้เพราะเป็นสถานที่ที่ดูเหมาะสมที่จะตั้งร้านกาแฟสักแห่ง ที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็ได้มีเวลาทดลองและพัฒนาร้านของเราให้ดียิ่งขึ้น

 

จุดเริ่มต้นของร้านมาจากไหน

“เอาจริง ๆ เหตุผลที่เรามาทำธุรกิจนี้เพราะเราคิดว่ามันน่าสนใจ รู้สึกว่ามันมีประโยชน์และเป็นอะไรที่เรามีแรงบันดาลใจในการทำ มีเป้าหมายที่เรามองว่าอยากจะไปให้ถึง เราไม่ได้มองว่าทุกคนต้องมาทำธุรกิจเพื่อสังคมอะไรนะ มันอยู่ที่ความชอบว่าเราสนใจอะไร

เราแค่รู้สึกว่า ตัวเราเองมีโอกาสมากกว่าคนอื่น มีโอกาสได้เรียนและใช้ชีวิตในที่ที่ดีกว่าคนอื่น ได้ใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องกังวลอะไรมากมาย เราถือว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นในประเทศนี้ ซึ่งทุกคนก็ควรจะโชคดีแบบเราด้วย เราเลยกลับมาคิดว่าแล้วเราจะสามารถนำโอกาสเหล่านี้ไปสร้างประโยชน์แก่คนอื่นและสังคมได้ยังไงบ้าง”

 

ไอเดียและคอนเซ็ปต์ของร้านเป็นมาอย่างไร

“จริง ๆ ร้านเรามี Co-Founder อีกคนหนึ่ง ชื่อว่าคุณจูเลียน ก่อนหน้านี้จูเลียนเคยเปิดร้านอาหารที่เรียกว่า “Dining In Dark” คอนเซ็ปต์ของร้านคือลูกค้าจะได้นั่งรับประทานอาหารในห้องมืด โดยมีพนักงานเป็นผู้พิการทางสายตา ซึ่งเขาจะมีหน้าที่พาลูกค้าเข้ามานั่งที่โต๊ะ เสิร์ฟอาหาร และนำลูกค้าออกจากห้องอาหาร

จูเลียนเปิดร้านนี้เพื่อที่จะแสดงให้สังคมเห็นถึงความสามารถของผู้พิการในสายงานบริการ เพราะเขามองว่าโอกาสของผู้พิการในสังคมมีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นตัวเลือกในสายงาน จำนวน ตำแหน่ง ความหลากหลาย รวมถึงขีดการเข้าถึงความสามารถในด้านต่าง ๆ

ซึ่งผลตอบรับมันก็ดีนะ แต่เรามองว่ามันมีข้อจำกัดหลายอย่าง ด้วยคอนเซ็ปต์ของร้านที่อาจจะทำให้การขยายสาขาเป็นเรื่องยาก รวมถึงลูกค้าที่มา เขาจะแค่มาลองให้รู้ มาลองเพื่อได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่เขาอาจจะไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องความสามารถของผู้พิการทางสายตาจริง ๆ เขาอาจจะแค่ตระหนักรู้ได้แป๊บเดียว แต่ในระยะยาวผู้คนจะลืม ลืมนึกถึงจุดประสงค์หลักที่เราตั้งกันเอาไว้ อาจจะเพราะเมื่อลูกค้ารับประทานอาหารในห้องมืด เขาอาจจะไม่ได้เห็นกระบวนการทำงานของผู้พิการจริง ๆ

นั่นเป็นโจทย์ให้เรากลับมาคิดต่อว่าจะทำยังไงในระยะยาว ผลจึงออกมาเป็น “ร้านกาแฟ” เพราะร้านกาแฟไม่ได้ปิดไฟ เป็นร้านที่ผู้คนสามารถมาได้ทุกวัน ลูกค้าที่เข้ามาก็จะได้เห็นด้วยว่าผู้พิการทางสายตาทำงานกันยังไง เขาจะได้สร้างความเข้าใจและตระหนักได้ว่าผู้พิการทางสายตาสามารถทำงานได้จริง ๆ”

 

ในวันที่คิดจะทำธุรกิจนี้ในไทย มีความท้าทายมากขนาดไหน และคนรอบข้างมีความเห็นอย่างไรบ้าง

 “มันยากตรงที่เราไม่มีต้นแบบ เราต้องคิดและสร้างทุกอย่างขึ้นมาเอง บวกกับการเป็นร้านกาแฟมันก็ยากอยู่แล้ว เพราะคู่แข่งเยอะ รวมถึงกับน้อง ๆ พนักงานที่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยที่จะเรียนรู้ ส่วนตัวเราเองก็ต้องเรียนรู้จากน้อง ๆ เช่นกัน รวมถึงต้องเรียนรู้กับธุรกิจร้านกาแฟด้วย เพราะเราเองก็ไม่เคยเปิดร้านกาแฟมาก่อน นี่เป็นร้านแรกเลยนะ (หัวเราะ)

ในวันที่เราบอกว่าอยากจะทำร้านนี้ รีแอคชั่นระหว่างเพื่อนคนไทยกับคนอเมริกันต่างกันพอสมควร คนไทยส่วนมากจะถามว่า ทำเพื่ออะไร แต่กับเพื่อนอเมริกันจะถามว่า ทำยังไง มันต่างกันตรงที่บางคนอาจจะยังไม่เห็นสิ่งสำคัญในเรื่องทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตและควบคุมชีวิตของตนเอง หลายคนยังมองว่าคนพิการเป็นประเภทที่สังคมต้องเลี้ยง แต่เขาไม่มองว่าคนพิการต้องการอะไร

น้อง ๆ ที่เข้ามาทำงานที่นี่ เพราะเขาอยากเลี้ยงตัวเอง อยากเลี้ยงครอบครัว เพราะทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากเป็น เราอยากให้คนในสังคมตระหนักถึงเรื่องนี้”

ความต้องการ ความคาดหวัง ทั้งในด้านธุรกิจและสังคม

หนึ่งคือเราเป็นธุรกิจ เราไม่ได้เป็นมูลนิธิ เรารู้สึกว่ามันเป็นธุรกิจที่จะสามารถสร้างผลกำไรได้ไม่มากก็น้อย และเราอยากให้คนทั่วไปเห็นว่าสิ่งที่น้อง ๆ กำลังทำนั้นสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับองค์กรได้จริง ไม่ใช่แค่จะต้องเป็นโครงการที่ช่วยเหลือผู้พิการเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ว่าธุรกิจไหน ๆ ก็สามารถจ้างเขาได้ ต้องเชื่อว่าเขาสามารถทำได้ และสามารถทำได้ในหน้าที่ที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กรด้วย

การจ้างงานของเราไม่ใช่แค่เขามีงานทำในตอนนี้ แต่รวมถึงในอนาคตและการเติบโตในสายอาชีพด้วย เพราะก็ถือเป็นการเปิดโอกาสเผื่อนายจ้างคนอื่น ๆ มาเห็น ก็จะได้มองว่าน้อง ๆ สามารถทำงานได้จริง อาจจะส่งผลให้มีการจ้างงานผู้พิการเพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับ “Dots” เราก็เริ่มมาจากศูนย์ แต่เรามีความเชื่อมั่นว่าพวกเขาทำได้ ผมแค่รู้สึกว่าถ้าเราเริ่มจากตรงนั้น และเราดึงคนพิการทั่วไป ไม่ใช่แค่ผู้พิการทางสายตาอย่างเดียว มาทำงานให้เยอะที่สุด ในหน้าที่ที่สร้างประโยชน์แก่องค์กร มันจะทำให้สังคมเราพัฒนาได้ รวมถึงเศรษฐกิจด้วย เพราะเราต้องใช้ประชากรให้เต็มที่เพื่อจะได้ขับเคลื่อนประเทศ”

ร้านเปิดมากี่ปีแล้ว

เปิดมาประมาณ 2 ปีแล้วครับ เปิดมาได้ครึ่งปีก็เจอโควิดเลย มันก็ส่งผลต่อการขยายธุรกิจด้วย เราก็ไม่กล้าลงทุน ไม่รู้จะคุย จะดีลยังไง เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอน ไม่รู้จะมีลูกค้าไหม จะเปิด-ปิด ได้เมื่อไหร่บ้าง เลยต้องอยู่ตรงนี้ไปก่อนเรื่อย ๆ จนเรามั่นใจว่าจะสามารถขยายสาขาได้

ผู้พิการทางสายตาทำหน้าที่อะไรบ้าง

ทำทุกอย่างเลยตั้งแต่เปิดร้าน บาริสต้า เสิร์ฟ แคชเชียร์ แต่จริง ๆ เรามีผู้จัดการสาขาที่คอยช่วยเหลือบ้าง แต่ก็เทรนให้น้อง ๆ จัดการกันเอง อาจจะใช้เวลาหน่อย แต่เขาก็ทำได้ ทำได้ในวิธีของเขาเอง ซึ่งมันจะไม่เหมือนเราเอาผ้าไปปิดตาแล้วทำนะ กระบวนการมันต่างกัน

ช่วงนี้ธุรกิจ Dots Coffee เป็นยังไงบ้าง

จริง ๆ เราอยากขยายสาขาให้เร็วที่สุด เพราะตอนนี้ที่ร้านมีพนักงานทั้งหมด 12 คน ซึ่งสำหรับสาขาเดียวยังถือว่าเยอะไป เราจ้าง 12 คนเพราะตั้งใจจะขยายให้มีสาขาที่ 2 ช่วงนี้เราก็พยายามออกบูธบ่อย ๆ เพราะเราเข้าใจว่าสาขาตรงนี้ก็ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง ลูกค้าอาจจะมาลำบาก

ลูกค้าที่นี่ส่วนใหญ่จะมาจากการจัด Event ในตึก เราเลยพยายามออกบูธบ่อย ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าในเมืองให้มากขึ้น อย่างที่เคยไปก็มีที่ Terminal21, K-Village, Emquartier ผลตอบรับก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง คนอาจจะยังไม่กลับมาเดินห้าง 100% แต่ก็ถือว่ากลับมาเยอะขึ้นมากกว่าแต่ก่อนแล้ว

ตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่อยากจะขยายธุรกิจ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครที่สนใจอยากจะปล่อยเช่าพื้นที่ หรืออยากเข้ามามีส่วนร่วมกับเรา ก็ยินดีนะครับ ติดต่อมาได้ หรือใครอยากจะจ้างไปออกบูธก็สามารถติดต่อเราได้เลยนะครับ

ไม่ใช่แค่ช่วยผลักดันสังคม แต่สินค้าของเราก็ต้องดีด้วย

สุดท้ายเราอยากให้ทุกคนมองว่าเราเป็นธุรกิจหนึ่ง เหมือนร้านกาแฟทั่วไป แค่เรามี mission ที่เกี่ยวกับด้านสังคมด้วย แต่ไม่ใช่ว่าเราจะเอาตรงนี้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ใส่ใจในคุณภาพ

จุดเด่นของเราอาจจะเป็นการที่เราช่วยสร้างประโยชน์ให้กับสังคมนี้ ในแง่ของการจ้างงานน้อง ๆ ไ่มใช่แค่ในวันนี้ แต่รวมถึงในอนาคตด้วย ต้องคิดว่าเขาจะมีรายได้ที่มั่นคงไหม มีโอกาสก้าวหน้าในสายอาชีพไหม รวมถึงได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการไหม เราจะขอ feedback จากน้อง ๆ ตลอด เพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์

ตอนเราคิดสูตร เราอาจจะคิดนานหน่อย แต่เราคิดในมุมมองของลูกค้าด้วย มันคือการให้เกียรติลูกค้า ถ้าเราได้เงินจากเขา เราต้องให้ในสิ่งที่คุ้มกับเงินที่เขาจ่ายมา เพราะฉะนั้นเครื่องดื่มของเราก็ต้องเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณภาพด้วย แม้ว่าเราจะตั้งมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงในกระบวนการทำ แต่เพราะเราเชื่อว่าน้อง ๆ ทำได้ และน้องก็ทำงานหนัก พยายามที่จะทำให้ได้ตามมาตรฐานนั้น

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน