ไม่แค่ชาวยูเครนเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อความขัดแข้งกับรัสเซียที่บานปลายเป็นสงครามยืดเยื้อ เพราะชาวรัสเซียเรือนแสนต่างก็พากันตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเช่นกัน

ชาวรัสเซียกว่า 200,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่และการศึกษาดี ใช้วิธีการต่าง ๆ  ในการออกนอกประเทศ หลังไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลของประธานาธิบดี Vladimir Putin ส่งกำลังทหารเข้าไปทำสงครามในยูเครน จนสร้างความเสียหายให้ประเทศเพื่อนบ้าน ทั่วโลกรุมประณาม และประชาชนต้องเผชิญความยากลำบากจากมาตรการคว่ำบาตร

รัสเซียเปิดฉากทำสงครามกับยูเครนโดยไม่สนการทัดทานและกระแสต่อต้านจากสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป และประเทศพันธมิตร ซึ่งเกือบหนึ่งเดือนมานี้ภาพและข่าวสารที่ชาวโลกได้เห็นได้ทราบ คือความเสียหายของยูเครน ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ

ฝ่ายกองทัพรัสเซียยังคงแข็งกร้าว บุกรุกคืบและโอบล้อมเข้าใกล้กรุง Kyiv เมืองหลวงของยูเครนอย่างไม่ลดละ แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตรมาแล้วหลายรอบ ทั้งจากรัฐบาลสหรัฐฯ กับประเทศพันธมิตร และบริษัทใหญ่ ๆ ของชาติตะวันตก

อีกประเด็นที่ประชาคมโลกเฝ้ามองด้วยความกังวลคือคลื่นชาวยูเครนเกือบ 3 ล้านคนที่หนีภัยสงครามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทว่าการละทิ้งบ้านเกิดก็กำลังเกิดขึ้นกับรัสเซียเช่นกัน

สำนักข่าว BBC รายงานอ้างจากการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียว่า ชาวรัสเซียที่อพยพออกนอกประเทศตั้งแต่สงครามกับยูเครนเปิดฉากอาจมีถึง 200,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาดี และที่หมายปลายทางจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่ไม่ต้องใช้ VISA เพื่อเข้าประเทศ

ที่หมายอันดับหนึ่งของชาวรัสเซียที่ต่อต้านสงครามและไม่เห็นด้วยกับประธานาธิบดี Vladimir Putin คือ จอร์เจีย ตามด้วยประเทศแถบเอเชียกลาง รวมไปถึงตุรกี ซึ่งจุดร่วมของชาวรัสเซียกลุ่มนี้คือ กระเป๋าเดินทาง และโบว์สีเหลือง-ฟ้า ติดสีเดียวกับธงชาติยูเครนที่เสื้อ เพื่อยืนยันว่าแม้เป็นชาวรัสเซียแต่ตนก็ไม่เอาสงครามครั้งนี้และเห็นใจชาวยูเครน

ประธานาธิบดี Vladimir Putin

ชาวรัสเซียที่ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า วิธีการดีที่สุดในการต้าน Putin คืออพยพออกมาพร้อมความรู้ความสามารถติดตัว และไม่พอใจที่ Putin นำพาประเทศสู่ความยากลำบากเหมือนในสมัยอดีตสหภาพโซเวียต แบบเดียวกับที่ปู่ย่าเล่าให้ฟัง

แม้ออกมานอกประเทศได้แล้ว แต่ชาวรัสเซียกลุ่มนี้ก็ต้องเผชิญปัญหาการหาที่อยู่อาศัย และหางาน เพราะประเทศส่วนใหญ่ยังต่อต้านชาวรัสเซีย และหวั่นว่าจะตกเป็นเป้าประทุษร้ายจากหน่วยงานหรือตำรวจลับของรัสเซียไปด้วย

จากนี้มีแนวโน้มว่าปัญหาสมองไหลในรัสเซียอาจทวีความรุนแรงขึ้น เพราะปัจจุบันชีวิตความเป็นอยู่ของชาวรัสเซียกำลังตกอยู่ในความยากลำบาก โดยมาตรการคว่ำบาตรทำให้สินค้าต่าง ๆ แพงขึ้น เช่น น้ำตาลแพงขึ้น 20% ขณะที่เครือร้านฟาสต์ฟู้ดใหญ่ ๆ ของสหรัฐฯ อย่าง McDonald’s ก็ปิดแบบไม่มีกำหนด และสินค้าเทคโนโลยีก็หาซื้อยากขึ้น

ส่วนการโอนเงินข้ามประเทศก็ถูกปิดกั้นหลังสหรัฐฯ และพันธมิตรตัดระบบสื่อสารการเงินการธนาคาร (SWIFT)  นอกจากนี้ จำนวนแบรนด์ใหญ่ในธุรกิจต่าง ๆ ที่คว่ำบาตรก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะฝืนกระแสสังคมและการกดดันต่อไปไม่ไหว/bbc, theguardian



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน