มีคำกล่าวที่ว่าในสมัยก่อนมหาเศรษฐีชอบซื้อ “สื่อ” ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์หัวดัง แมกาซีน และรวมถึง ทีมกีฬา แต่กับยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูแบบนี้ Elon Musk เลือกที่จะซื้อ Social Network อย่าง Twitter ที่เขามักเข้าไปมีส่วนร่วมกับแฟน ๆ โดยการทวิตถึงเหรียญคริปโทเคอเรนซีและเรื่องราวเสียดสีสังคมอยู่บ่อย ๆ และการเข้าซื้อ Twitter ในครั้งนี้ Elon Musk เองก็รู้ดีว่าอาจทำให้ใครหลายคนไม่ชอบเขา

“ต่อให้ผมทำอะไรก็จะมีคนตามมาตำหนิผมอยู่ทุกที”  Elon Musk กล่าวในขณะที่ให้สัมภาษณ์อยู่บนเวทีในงาน TED Conference  “ถ้าผมซื้อ Twitter มาได้จริง ๆ และบางอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นั่นคือความผิดผม 100 เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่ามันคงมีอะไรบางอย่างผิดพลาด”

เบื้องหลังข่าวฮือฮาที่แพร่สะพัดไปทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ว่าเหตุไฉนทำไมมหาเศรษฐีชาวอเมริกันซึ่งบริหารบริษัทมากมายและมีความทะเยอทะยานอันแรงกล้าที่จะส่งคนไปอยู่บนดวงจันทร์ให้ได้ผู้นี้ถึงอยากจะซื้อหุ้น Twitter 100% ยิ่งนัก ซึ่งปัจจุบัน Twitter เองก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ดีนัก ต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากภาครัฐเกี่ยวกับการเป็นแพลตฟอร์มที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นแหล่งรวมถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) รวมไปถึงข้อมูลเท็จ และที่สำคัญ Twitter เองก็เจอทางตันเรื่องจำนวนผู้ใช้ที่ไม่เติบโตมาสักพักแล้ว

จุดยืนของ Elon Musk

Musk ย้ำมาตลอดว่า เป้าหมายของเขาที่อยากจะได้ Twitter นั้นคือการสนับสนุนให้ผู้คนมีอิสระในการแสดงออก (Free Speech) บนแพลตฟอร์ม และเขาอยากที่จะทำงานหนักเพื่อที่จะ “ปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของ Twitter”

แต่หลายคนไม่เชื่ออย่างนั้น พวกเขาเชื่อว่า Elon Musk มุ่งมั่นทำสิ่งเหล่านี้ไปก็เพื่อเรียกร้องความสนใจให้ตัวเขาเอง และไม่ว่าดีลนี้จะสำเร็จหรือไม่ บรรดาผู้บริหาร Twitter ผู้ถือหุ้น และพนักงาน ต่างพากันตั้งคำถามถึง ดีลช็อกสนั่นโลกโซเชียลสำหรับการที่ Elon Musk ยื่นซื้อหุ้นทุกหุ้นของ Twitter ที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของด้วยมูลค่ารวมกว่า 41,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.4 ล้านล้านบาท

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 10 วันเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ Musk กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัททันที Jenna Golden ผู้ที่เป็นอดีตหัวหน้าทีมขายของ Twitter ในช่วงปี 2012–2017 พูดถึงว่า Twitter เองก็เคยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้ว  เธอเชื่อว่าพนักงานหลายคนยอมที่จะก้มหัวให้กับผู้บริหารและเลือกที่จะเชื่อฟังผู้นำเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ แต่กับท่าทีของ Elon Musk ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อาจทำให้บอร์ดบริหารถึงกับต้องปวดหัวและยากที่จะรับมือ

ทำไม Elon Musk อยากซื้อ Twitter

“นี่ไม่ใช่ช่องทางหารายได้ของผม ด้วยสัญชาตญาณอันแรงกล้าของผม พูดได้เลยว่า การมีสื่อสาธารณะที่มีความน่าเชื่อถือสูง และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากต่ออารยธรรมของมวลมนุษยชาติ” นี่คือคำตอบของ Elon Musk ต่อคำถามที่ว่าทำไมเขาถึงอยากซื้อ Twitter มาครอบครอง ซึ่งจะจริงหรือไม่ก็อยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะเชื่อใครมากกว่า

วางแผนเพื่ออนาคตของ Twitter

ท่ามกลางแผนการมากมายที่สื่อต่าง ๆ พยายามคาดการณ์หากดีลนี้เกิดขึ้นได้จริง แต่สิ่งที่เป็นคำสัมภาษณ์จากปากของชายผู้เป็น CEO ของบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์ 1 ของโลกอย่าง Tesla บอกว่า เขาต้องการให้ Twitter นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่โปร่งใสมากกว่านี้ รวมถึงผู้ใช้สามารถปรับแต่งเองได้ว่าอยากจะให้มีฟีดข้อมูลขึ้นมาบนทวิตของตัวเองมากหรือน้อยแค่ไหน และที่ Elon อยากให้มีคือในเรื่องของนโยบายตรวจสอบคอนเทนต์ที่เข้มงวดน้อยลงเพื่ออิสระในการแสดงออกทางความคิดมากขึ้น

“ผมคิดว่า เราทุกคนต้องลบหลายสิ่ง (ทวิต) ทิ้งเพียงเพราะกลัวว่าแอคเคานต์จะถูกแบนถาวร แต่ถ้ามันแก้ไขได้จะดีกว่าไหมล่ะ?”

อย่างไรก็ถาม เรื่องแผนที่ Musk จะเข้ามาเปลี่ยน Twitter ก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะยังคงแบบแผนเดิมหรือว่าจะเปลี่ยนใหม่เลย  และถึงแม้ว่าในปัจจุบันอัลกอริทึมของ Twitter จะไม่ได้เป็นแบบ Open Source (เปิดเผย Code ที่ใช้รันแพลตฟอร์มให้สาธารณชนได้รับรู้) แต่ว่าบรรดาผู้บริหารของ Twitter เองก็บอกว่าจริง ๆ แล้วก็จะทำอยู่แล้วในอนาคต และบริษัทเองก็มีจุดยืนชัดเจนในเรื่องประเภทคอนเทนต์ว่าอันไหนควรฟีดขึ้นมาให้คนเห็นมาก หรืออันไหนควรลดการมองเห็น

และในเรื่องการจัดประเภทของคอนเทนต์ Twitter ใช้วิธีการติดป้ายแท็ก (Lebel) ระบุประเภทของคอนเทนต์มากกว่าที่ลบคอนเทนต์นั้นออกไปเลย

ต้องบอกว่าคอนเทนต์ส่วนใหญ่ในแพลตฟอร์ม Twitter นั้นจัดอยู่ในข่ายก่อให้เกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลผิด ๆ (คอนเทนต์ประเภทนี้ผู้เผยแพร่จะถูกระงับบัญชีผู้ใช้ชั่วคราว) ซึ่งในบางกรณี Musk มองว่าการแสดงความคิดเห็นก็เป็นอิสระที่ควรจะทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าความเห็นของ Musk ขัดแย้งกับกฎระเบียบเดิมที่ Twitter เคยปฏิบัติมา

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ Musk ยืนยันว่า เขายังคงเจตนาที่จะอยากให้มีการแสดงความคิดเห็นได้ตราบเท่าที่ไม่ผิดกฎหมายและใจจริงก็ไม่อยากจะต้องลบยูสเซอร์คนไหนออกจากแพลตฟอร์มเลย และสิ่งแรกที่เขาอยากจะทำถ้าเทกโอเวอร์ Twitter ได้ก็คือ เขาจะกำจัดพวกข้อความสแปม สแกมบอต รวมถึงกองทัพบอตที่อยู่บนทวิตเตอร์  ซึ่งเรื่องนี้มาจาก มีทวิตเตอร์อยู่แอคเคานต์หนึ่งที่วัน ๆ เอาแต่ทวิตติดตามเครื่องบินส่วนตัวของเขา ซึ่งต่อมาสืบทราบว่าเป็นเด็กมหาวิทยาลัยปี 1 (แต่เจ้าตัวปฏิเสธ)

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เรียกความสนใจได้เยอะทีเดียว

บรรดาแฟน ๆ ของ Elon Musk ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่ Musk เสนอซื้อ Twitter นั้นเป็นการทำให้ตนเองนั้นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม เพราะสื่อจะเล่นข่าวนี้ รวมถึงเป็นการคงไว้ซึ่งความเห็นต่าง ๆ ที่อยู่บนแพลตฟอร์มที่เขาโปรดปราน

เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มคนที่ติดตาม Elon Musk ว่า Musk นั้นเล่นทวิตเตอร์มานานแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงและเอาไว้สื่อสารกับคนที่ติดตามเขากว่า 80 ล้านบัญชี แต่คนที่ชอบไปก่อกวนเขาในทวิตมองว่าการที่เขาจะซื้อ Twitter ก็เป็นเพียงเพื่อเอาไว้สร้างภาพเท่านั้น

David Trainer ซีอีโอของ New Construct ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยในสหรัฐฯ บอกกับ CNN ว่า “ข้อเสนอซื้อ Twitter ของ Elon Musk เป็นความพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจ เขาอยากซื้อ Twitter ก็เพราะ Twitter เป็นที่ที่คนรู้จักเขามากที่สุดและเขาดังมาก ๆ ในนั้น”

ผู้ใช้ทวิตเตอร์บางคนตั้งข้อสังเกตว่าการที่ Elon Musk ตั้งข้อเสนอซื้อ Twitter ในราคา 54.20 ต่อหุ้น ซึ่งมีเลข “420” อยู่ในนั้นเป็นที่รู้กันดีกว่า Musk ชอบเล่นมุกเกี่ยวกับตัวเลข 420 ซึ่งที่มาของเรื่องตลกนี้ก็คือ Elon Musk เคยทวิตว่า “Whoa … the stock is so high lol,” หรือแปลว่า “โอ้..ราคาหุ้นช่างสูงอะไรเช่นนี้”

หลังจากที่หุ้น Tesla ทำราคาไต่ระดับมาอยู่ที่ 420 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในอีกความหมายหนึ่งคำว่า High นั้นหมายถึงความรู้สึกฟินหลังจากได้รับสารกัญชาเข้าไปในร่างกาย และจริง ๆ แล้วตัวเลข 420 เป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่มวลผู้นิยมการสูบกัญชาเนื่องจาก 420 มาจาก April 20 หรือ 4/20 ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมกัญชา (Celebrating Cannabis Culture) ต่อมาตัวเลข 420 ถูกนำมาใช้เป็นมีมที่หมายถึง กัญชา

แล้ว Elon Musk จะทำอะไรต่อจากนี้

ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปว่าบอร์ดบริหารของ Twitter มีท่าทีที่แข็งกร้าวว่าจะปฏิเสธข้อเสนอของ Elon Musk และ Musk มองว่าถ้าคณะกรรมการบริษัท Twitter ปฏิเสธข้อเสนอของเขา เขาคงต้องทบทวนจุดยืนของตนเองในฐานะผู้ถือหุ้น Twitter กว่า 9.2% จำนวนกว่า 73.5 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า3,498,600,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราคา ณ วันที่ 19 เมษายน 2022 อยู่ที่ 47.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น) และถือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 รองจาก The Vanguard Group ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่ถือหุ้น Twitter อยู่ 10.3% (82.4 ล้านหุ้น) ตามข้อมูลจาก Investopedia

เหตุผลดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ราคาหุ้น Twitter นิ่งไม่ไปไหน หรือไม่ก็ ร่วง ได้เลย ไม่นานหลังจากที่สถานการณ์ทำท่าจะไม่เป็นอย่างที่เขาคิด

Elon Musk ได้ทวิตข้อความในเชิงบอกใบ้ว่า เขาสามารถทำให้ชีวิตของบอร์ดบริหาร Twitter ประสบพบเจอกับความยากลำบากได้เลย ถ้าบอร์ดคิดจะงัดข้อกับเขา Musk บอกว่า “ถ้าบอร์ดบริหารของ Twitter ชุดปัจจุบันทำอะไรที่ตรงข้ามกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ ก็เท่ากับว่าพวกเขาได้ทำลายความไว้วางใจของผู้ถือหุ้น” “และสิ่งที่พวกเขาต้องชดใช้ก็คงจะใหญ่ราวกับเรือไททานิกเลย”

ครั้งหนึ่ง Elon Musk เคยตั้งคำถามบน Twitter เอาไว้ว่า หรือจริง ๆ แล้วการมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี?

Ali Mogharabi นักวิเคราะห์ประจำ Morningstar ให้ทัศนะว่า เขา (Elon Musk)  สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ถ้าสมมุติข้อเสนอซื้อ Twitter เกิดไม่สำเร็จขึ้นมา  “ความพยายามในการระดมทุนเพื่อจะสร้างแพลตฟอร์มในรูปแบบเดียวกับ Twitter เพื่อมาต่อกรกับ Twitter ก็มีความเป็นไปได้”

แต่ Mogharabi ก็ตั้งข้อสังเกตว่า “แต่จะว่าไปมันก็เป็นงานหินเอาเรื่องอยู่เหมือนกันที่แพลตฟอร์มใหม่อุดมคติของ Musk จะสามารถดึงดูดให้คนมาใช้ได้เป็นล้าน ๆ คนแบบที่ Twitter ทำได้”

เปรียบเทียบกับ Donald Trump ที่ถูกแบนแอคเคานต์ Twitter ถาวร ได้ออกมาบอกว่าเขาจะสร้าง The New Social Media Platform ชื่อว่า Truth Social ซึ่งตอนนี้ดูตะกุกตะกักมากในช่วงเริ่มต้น

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเองจริง ๆ ก็ไม่ได้ต้องการแพลตฟอร์มใหม่ ๆ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่เคลมว่าตนเองนั้น Free Speech หรือให้อิสระในการพูดหรือแสดงความคิดเห็นขนาดนั้น

Jenna Golden ซึ่งเป็นอดีตพนักงานที่ Twitter บอกว่า “ถ้าดีลนี้สำเร็จ Musk จะเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ Twitter ให้เป็นเหมือนกับที่ทำงานของเขา (Tesla)” Golden อธิบายถึงนิสัยที่เดาทางยากของ Elon Musk “เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ไปในแบบที่เขาคิด Musk สามารถสร้างความกังวลให้กับคนที่ทำงานกับเขาได้ แล้วมันจะออกมาแบบไหนหรือ? สิ่งนี้จะส่งผลต่อประสบการณ์ในการใช้งาน Twitter ไหมน่ะหรือ มองจากนอกโลกยังรู้เลย”

เป็นที่รู้กันดีว่าคัลเจอร์ของ Twitter นั้นค่อนข้างที่จะเปิดกว้างและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน แต่ถ้า Elon Musk มาบริหารล่ะก็ สิ่งนี้ก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ตราบเท่าที่ดีลนี้ยังไม่บรรลุ


ข้อมูลอ้างอิง: edition.cnn.com / investopedia.com / forbes.com



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน