อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องเริ่มอย่างไร? โดย รวิศ หาญอุตสาหะ

.
อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ” เชื่อว่าคงเป็นหนึ่งในความฝันในชีวิตอันดับต้น ๆ ของหลายคน เพราะการเป็นนายตัวเอง ได้ทำสิ่งที่ชอบ และอยู่กับสังคมที่เลือกเองได้ ย่อมดีกว่าการติดอยู่ในกรอบที่คนอื่นตีไว้เป็นไหน ๆ รวมถึงยังเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้และเครือข่ายสังคมไปอีกระดับด้วย จึงทำให้ระยะหลังนี้มีธุรกิจเกิดใหม่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เหรียญมีสองด้านเสมอ เช่นเดียวกับการทำธุรกิจที่มีทั้งข้อดีและข้อด้อยครับ
.
ในฐานะที่ผมทำธุรกิจมาหลายอย่าง มีทั้งรับช่วงต่อมาและสร้างใหม่ด้วยตัวเอง ซึ่งธุรกิจที่ผมทำก็มีทั้งรอดและไม่รอดเหมือนกัน จึงอาจต้องบอกว่า การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว ถึงแม้ใคร ๆ ก็สามารถสร้างธุรกิจได้ แต่ธุรกิจจะรอดหรือประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยิ่งในช่วงวิกฤต 2-3 ปีนี้ จะเห็นว่ามีธุรกิจปิดตัวลงไปเยอะมาก ส่งผลให้การเริ่มธุรกิจใหม่ในช่วงนี้เป็นเรื่องท้าย ๆ ที่เราจะนึกถึง แม้ว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจจะเป็นฝันอันดับต้น ๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องละทิ้งฝันหรือปล่อยโอกาสไปดื้อ ๆ
.
ผมได้มีโอกาสอ่านบทความจาก Entrepreneur เรื่อง “The Complete, 12-Step Guide to Starting a Business” จึงจะมาแบ่งปันเคล็ดลับการเริ่มทำธุรกิจสำหรับ (ว่าที่) เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการครับ ว่ามีขั้นตอนอย่างไร ต้องเตรียมอะไรบ้าง รวมถึงเรื่องอะไรไม่ควรทำ มาติดตามไปพร้อม ๆ กันได้ในบทความนี้ครับ
.
1. ประเมินตัวเอง
ก่อนอื่นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจำเป็นต้องประเมินตัวเองก่อน เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ ที่ควรรู้และตอบให้ได้ว่าเรามีทักษะอะไร? ชอบอะไร? แล้วทักษะกับสิ่งที่อยากทำสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่? ต้องการเงินทุนเท่าไร? รับความเสี่ยงได้แค่ไหน? รวมถึงต้องการชีวิตแบบไหน เพราะชีวิตของเจ้าของธุรกิจจะแตกต่างกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างสิ้นเชิง
.
นอกจากนี้ “ความพร้อม” ก็เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ผมมีเช็กลิสต์มาให้ทุกคนลองสำรวจตัวเองกันครับว่ามีความพร้อมแล้วหรือยัง หากมีนิสัยหรือทัศนคติต่อไปนี้อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าตอนนี้เรายังไม่มีความพร้อมที่จะทำธุรกิจเท่าที่ควร
.
[ ] ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง (Self Motivation)
[ ] ไม่สามารถรับความกดดันได้
[ ] ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้
[ ] ไม่ชอบศึกษาตลาดและลูกค้า
[ ] ไม่ได้ทำเพราะชอบ แต่ทำเพราะต้องการเงิน
.
.
2. เขียน Business Idea
หากเช็กตัวเองกันแล้วว่ามีความพร้อมจริงๆ ก็มาต่อที่ “การเขียนแนวคิดในการทำธุรกิจ” (Business Idea) ซึ่งช่วยให้เห็นภาพรวมของธุรกิจชัดเจนขึ้น และสามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมผู้คนถึงต้องการธุรกิจนี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำให้ยากซับซ้อน แต่ควรทำให้โดดเด่นและแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ทั่วไปที่พบเห็น และสิ่งสำคัญคือการมีไอเดียที่ช่วยแก้ Pain Point ของลูกค้าได้ชัดเจน
.
.
3. ศึกษาตลาด
การศึกษาตลาด (Market Research) เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงมักจะออกมาตรงกันข้ามเสมอ โดยขั้นตอนการศึกษาตลาดมีประเด็นที่ควรระวัง คือ ไม่ควรสำรวจเฉพาะคนใกล้ตัว ไม่ควรหาข้อมูลเฉพาะออนไลน์ และไม่ควรเชื่อวิจัยทุติยภูมิ (Secondary Research) เพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ไม่ได้ข้อมูลจากตัวแทนตลาดที่แท้จริง และไม่ได้บทสรุปที่แน่ชัด
.
.
4. หา Feedback
กระแสตอบรับ (Feedback) จากสินค้าหรือบริการเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างมากในการทำธุรกิจ เพราะช่วยให้เห็นจุดเด่นและจุดด้อยผ่านสายตาคนอื่น และนำไปสู่ขั้นตอนการพัฒนาและปรับปรุงได้อย่างดี ซึ่งมีข้อควรระวังคือไม่ควรถาม Feedback จากคนใกล้ตัว เพราะส่วนใหญ่มักไม่บอกความคิดเห็นตรง ๆ จึงควรถามจากกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ มากกว่า
.
ผมมีตัวอย่างที่น่าสนใจซึ่งก็คือ “น้ำผลไม้แบรนด์อินโนเซนต์” ที่เริ่มจากการตั้งบูธขายในงานแห่งหนึ่ง โดยพวกเขาจะมีตะกร้า 2 ใบไว้ให้ทิ้งขวดน้ำผลไม้และมีข้อความโน้ตไว้ว่า “พวกเรากำลังจะลาออกจากงานประจำ เพื่อมาทำน้ำผลไม้ขาย คิดว่าควรลาออกหรือไม่” ซึ่งผลสรุปว่าตะกร้าที่ตอบว่า “Yes” ล้นไปด้วยขวดน้ำส้ม จนปัจจุบันกลายเป็นแบรนด์ชื่อดังระดับโลก
.
.
5. เรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การเรียนรู้และตระหนักถึงข้อกฎหมายก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะช่วยให้ทำธุรกิจได้อย่างสบายใจว่าเราไม่ได้ไปละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง หรือเป็นไปตามกฎหมายแรงงานต่าง ๆ และในทางเดียวกัน หากเราเป็นฝ่ายที่ถูกละเมิดเองก็จะสามารถตรวจสอบและป้องกันตัวเองเบื้องต้นได้
.
.
6. เขียน Business Plan
แผนธุรกิจ (Business Plan) เป็นเสมือนกรอบแนวคิดของการทำธุรกิจ ทั้งด้านสินค้าและบริการให้เป็นไปตามแบบแผนหรือเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแผนธุรกิจต้องมีความละเอียดระดับหนึ่งเลยครับ

เพราะเป็นการอธิบายตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจเลยว่าดำเนินการอย่างไร มีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง มีวิธีสร้างรายได้และจัดการรายจ่ายอย่างไร ความเสี่ยงของธุรกิจมีอะไรบ้าง และคู่แข่งเป็นอย่างไร รวมถึงกลยุทธ์แบบไหนที่เหมาะสมกับตลาดในแต่ละสถานการณ์ เพื่อสามารถนำไปต่อยอดต่อไปได้ หรือเมื่อดำเนินธุรกิจไปสักพักแล้ว ถ้าสงสัยว่าสิ่งที่ทำอยู่มาถูกทางหรือไม่ ก็สามารถกลับมาดูแผนธุรกิจที่วางไว้ตั้งแต่ต้นได้
.
.
7. วางแผนการเงิน
ทุกวันนี้การหา “เงินทุน” สำหรับการทำธุรกิจมีหลากหลายช่องทาง ทั้งจากการใช้เงินส่วนตัว การขอเงินลงทุนจากครอบครัว เพื่อน หรือญาติ รวมถึงการขอเงินกู้จากภาครัฐ เป็นต้น และแน่นอนว่าเงินเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ ผมคิดว่าเราควรบริหารจัดการให้ดี และหากขอเงินลงทุนจากใครก็ตาม ควรมีความชัดเจนว่าเป็นเงินยืมหรือเป็นการร่วมลงทุนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาบานปลายภายหลัง
.
.
8. พัฒนาสินค้าและบริการเสมอ
โลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและมีกระแสใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการของผู้คนเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จึงทำให้ธุรกิจต้องคอยเรียนรู้และปรับตัว เพื่อการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ Pain Point และตรงใจกับความต้องการที่หลากหลายได้ โดยหัวใจสำคัญของการพัฒนาสินค้าและบริการ คือ การควบคุมคุณภาพ มีแผนสำรอง และใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคอยดูแล
.
.

9. อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องสร้างทีมงาน

หากพูดถึง “การสร้างทีม” ไม่ได้หมายความว่าต้องจ้างพนักงานประจำเสียทีเดียว เพราะในทีมทีมหนึ่งอาจมีเพียงเราคนเดียวและจ้าง Freelance มาดำเนินงานต่าง ๆ ก็เป็นได้ แต่กุญแจสำคัญของการสร้างทีมที่ดี คือ การมีเป้าหมายและวิธีวัดผลที่ชัดเจน รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ตั้งแต่ต้น เพื่อสร้างทัศนคติและแนวทางการทำงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน
.
.
10. หาสถานที่
ในกรณีทำธุรกิจที่จำเป็นต้องมีสถานที่ เช่น ร้านอาหาร ที่ต้องมีพื้นที่ครัวและหน้าร้านโดยเฉพาะ ทำให้การหาทำเลเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะต้องพิจารณาตั้งแต่การเดินทางสะดวกหรือไม่ รอบข้างมีคู่แข่งมากแค่ไหน อนาคตของโซนนี้จะเป็นอย่างไร รวมถึงมีกฎระเบียบอะไรบ้างที่ต้องศึกษา
.
.
11. สร้างฐานลูกค้า
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็นำมาสู่ขั้นตอนสำคัญต่อไปที่นับว่าเป็นตัวกำหนดอะไรหลาย ๆ อย่างเลยก็ว่าได้ก็คือ “การขาย” เพราะขั้นตอนนี้ไม่ได้ให้เพียงแค่ผลตอบแทนในด้านตัวเลขหรือจำนวนเงินเท่านั้น แต่มาพร้อมกับ “ลูกค้ากลุ่มแรก” ที่เป็นผู้ให้คำตอบได้เป็นอย่างดีว่าโครงสร้างธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินมานั้นโอเคหรือไม่นั่นเองครับ
.
.
12. วางแผนขยายธุรกิจ
แผนทั้งระยะสั้นและระยะยาวมีไว้เพื่อให้ธุรกิจเติบโต ประสบความสำเร็จ และรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งคำว่า “เติบโต” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่ามีจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะจะมีแค่สาขาเดียวก็ได้ แต่วัดกันที่ยอดขายและลูกค้าที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมากกว่า

สุดท้ายทุกอย่างก็จะวนกลับไปที่ข้ออื่นๆ อีกครั้งครับ ทั้งเรื่องการประเมินตัวเอง การสร้าง Business Idea การศึกษาตลาดหรือคู่แข่ง แหล่งเงินทุน การรู้จักกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการพร้อมรับความเสี่ยงต่าง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจที่ต้องดำเนินไปพร้อม ๆ กัน
.
.
เห็นมั้ยครับว่าการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แต่สิ่งที่ยากกว่าการทำธุรกิจก็คือ “การรักษาธุรกิจ” ให้ไปต่อได้ต่างหากครับ ผมหวังว่าเช็กลิสต์ทั้ง 12 ข้อนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้ทุกคน อย่าลืมนะครับว่า สิ่งสำคัญคือการประเมินตัวเอง ศึกษาตลาดและกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงมีแผนการที่ชัดเจน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองนะครับ
.

อ้างอิง: https://bit.ly/3vCFPyb

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน