ในปีที่ผ่านมา เวิร์คพอยท์ TV ยังคงสามารถครองเรตติ้งสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากช่อง 7 และ 3 ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างของผู้ผลิตที่พลิกบทบาทมาเป็นเจ้าของช่องเอง และสามารถบริหารทั้งคอนเทนต์และแพลตฟอร์มได้สำเร็จ

ชลากรณ์  ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทีวีดิจิทัล บริษัท เวิร์คพอยท์ เอนเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)  ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดแข็งเดิม ๆ ที่ถูกผนึกรวมกับวิธีคิดใหม่ ๆ จนกลายเป็น Key Success ที่สำคัญ

วันนี้ King ของ เวิร์คพอยท์ คือรายการเพลง

เวิร์คพ้อยท์ คือ คิ ง ออฟ คอนเทนต์ ทางด้านเกมโชว์ ควิซโชว์, เรียลลิตี้เกมโชว์ และประกวดร้องเพลง หลายรายการเคยได้รับความชื่นชอบต่อเนื่องนานนับ 10 ปี จนมีฐานแฟนคลับและฐานผู้ชมที่เหนียวแน่น เพียงเอ่ยชื่อรายการผู้คนก็จะนึกถึงแบรนด์เวิร์คพอยท์ได้ทันที

ในขณะเดียวกันรายการประเภทนี้จะเข้าถึงกลุ่มรากหญ้าได้ง่าย ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังคงเป็นกลุ่มหลักที่บริโภคสื่อทีวี

วันนี้รายการเพลงคือคอนเทนต์แม่เหล็กที่ทุกช่องต้องมี ปีที่ผ่านมาเวิร์คพ้อยท์ ทีวี เองก็มีรายการเพลงทั้งหมด 7 รายการ  แต่ละรายการทำเรตติ้งได้ดีส่งผลให้เรตติ้งเฉลี่ยรวมทั้งช่องสูงเป็นอันดับ 3 ของทีวีทั้งหมด (ตัวเลขจากนีลเส็นเมื่อเดือนตค. 2559 ระบุว่า ช่อง7 เรตติ้ง 3.211 ช่อง3  2.280 เวิร์คพ้อยท์ 1.179)

ในเดือนกันยายน 2559 รายการไมค์ทองคำเด็ก มีเรตติ้งเฉลี่ยกระฉูดประมาณ 7-8 สูงที่สุดในบรรดารายการเพลงทั้งหมด  สูงพอ ๆ กับเรตติ้งละครดังของช่อง 3 ช่อง 7 ด้วยซ้ำไป

รองลงมาคือรายการ “ I Can See Your Voice นักร้องซ่อนแอบ” เป็นรายการที่เหล่าซุป’ตาร์จะได้ตามหาคู่ มาร่วมร้องเพลงฟีเจอริ่งไปด้วยกัน มีเรตติ้งประมาณ 6

ส่วนไมค์ทองคำ เรตติ้งประมาณ 5 ไมค์หมดหนี้ เรตติ้งประมาณ 4 ปลาย ๆ และยังมีรายการชิงช้าสวรรค์คอนเทสต์ และชิงช้าสวรรค์โอทอปที่เรตติ้งประมาณ 2 อีกด้วย

ล่าสุด เมื่อเดือน ตุลาคม 2559 ยังได้ เปิดตัวรายการใหม่  The Mask Singer หน้ากากนักร้อง   ซึ่งผู้เข้าแข่งขันต้องปกปิดตัวตนของพวกเขาภายใต้การสวมใส่หน้ากาก และต้องออกมาแข่งขันร้องเพลงภายใต้ตัวตนที่ปกปิดและซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากประจำตัวของแต่ละคน

 

รายการไหนติดก็แตกซับแบรนด์ไปเรื่อย ๆ 

ชลากรณ์กล่าวว่า เหตุผลที่รายการเพลงประสบความสำเร็จ เพราะเป็นรายการที่ฟังง่าย ดูแล้วสนุก คอยลุ้นคอยเชียร์ตามไปด้วย และที่สำคัญแบรนด์เวิร์คพ้อยท์มีชื่อเสียงทางด้านรายการเพลงมานาน เช่น ชิงช้าสวรรค์ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547   และแตกซับแบรนด์ของรายการไปอย่างต่อเนื่อง จากรายการชิงช้าสวรรค์ประกวดร้องเพลงของโรงเรียนต่าง ๆ เปลี่ยนมาเป็นไมค์ทองคำรายการประกวดเพลงลูกทุ่ง ขยายเพิ่มเป็นไมค์หมดหนี้ เกมโชว์ผสมกับการประกวดร้องเพลง ไมค์ทองคำหมอลำฝังเพชร และไมค์ทองคำเด็ก

ส่วนรายการชิงช้าสวรรค์  เปลี่ยนมาเป็นชิงช้าสวรรค์ทอนเทสต์และชิงช้าสวรรค์โอทอป แต่ละรายการก็จะมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแตกต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันเป็นการตรึงคนดูไม่ให้เบื่อหรือหนีไปดูช่องอื่น เพราะจะมีความรู้สึกว่าช่องนี้มีรายการใหม่อีกแล้วนะ

“ไมค์ทองคำเด็กครองเรตติ้งสูงสุด เพราะเป็นรายการเด็ก แต่ผู้ใหญ่ชอบดูมากที่สุด อย่างไรก็ตามในปีนี้รายการที่มีเพลงของเราจะลดเหลือเพียง 5 รายการ เพราะหลายรายการอาจจะคล้ายกันเกินไป  โดยจะหยุดชิงช้าสวรรค์คอนเทสต์ ที่ทำมานานเป็น 10 ปีไว้ก่อน ทั้งที่เรตติ้งก็ไม่ได้น่าเกลียดอยู่ที่ประมาณ 2  รวมทั้งชิงช้าสวรรค์โอทอปด้วย”

 

ซื้อรายการเกาหลีมาเสริมทัพ

ภาพของ “ปัญญา นิรันดร์กุล” และ “ประภาส ชลศรานนท์” 2 ผู้บริหารของบริษัทมีความเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกความเป็นช่องครีเอทีฟที่เด่นชัด หลายรายการที่โด่งดัง  และทำให้แบรนด์เวิร์คพ้อยท์ เป็นที่ยอมรับ มาจากการครีเอทีฟรายการที่แตกต่างจากช่องอื่น ๆ

ยกตัวอย่าง เช่น ชิงร้อยชิงล้าน (ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นพร้อมเวิร์คพอยท์และมีอายุ 26 ปีแล้วนั้น ยังคงอยู่ และยังทำเรตติ้งได้ในระดับดีเฉลี่ยประมาณ 3) รายการระเบิดเถิดเทิง, แฟนพันธ์แท้,  ชิงช้าสวรรค์, คุณพระช่วย ฯลฯ

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 รายการ ระเบิดเถิดเทิงแดนเซอร์ทะลวงไส้ รับรางวัลรายการตลกยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย(รางวัล WINNER ประเภท BEST COMEDY PROGRAMME) และรายการปริศนาฟ้าแลบ เกมโชว์ (ควิชโชว์) รายการปริศนาฟ้าแลบ รับรางวัลเกมโชว์ยอดนิยมแห่งเอเชีย รางวัล HIGHLY COMMENDED ประเภท BEST GAME OR QUIZ PROGRAMME  และที่สำคัญ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ซื้อ FORMAT PROGRAMS รายการปริศนาฟ้าแลบ ไปแล้วด้วย

ถึงแม้เป็นองค์กรครีเอทีฟแต่ด้วยช่วงเวลาที่มีมากขึ้น และเพื่อความหลากหลาย ทางช่องจำเป็นซื้อรายการจากประเทศเกาหลีมาเสริมทัพเพื่อความแข็งแกร่งด้วย

“เหตุผลที่ซื้อรายการจากเกาหลี เพราะเป็นรายการในเอเชีย ราคาไม่สูงมากนักเรียกว่าพอซื้อขายได้ไม่เสี่ยงเกินไป เวลาเอามาปรับปรุงดัดแปลงจะเข้ากับคนบ้านเราได้ง่ายกว่ารายการที่ซื้อมาจากอังกฤษ อเมริกา”

เขาย้ำว่า รายการที่ซื้อมาของเวิร์คพ้อยท์มีไม่กี่รายการ เพียงแต่เวลาดังจะดังมาก เรตติ้งสูง เลยดูเหมือนว่าซื้อรายการเข้ามามาก โดยปัจจุบันรายการที่ซื้อมามีเพียง 2-3 รายการเท่านั้น และคาดว่าจะคงสัดส่วนประมาณนี้ไว้

3 รายการที่ซื้อมาจากเกาหลี คือ Let me in ศัลยกรรมเปลี่ยนชีวิต และรายการเพลง 2 รายการคือ I Can See Your Voice นักร้องซ่อนแอบ และ The Mask Singer

“รายการที่ครีเอทเอง ส่วนใหญ่เป็นรายการที่ออนแอร์ทั้ง 5 วัน ซึ่งมีความยากมากเพราะในแง่การบริหารเราต้องประคองเรตติ้งให้ได้ทุกวัน การทำงานก็จะต่างกัน รายการที่เป็นเดลี่ต้องสร้างฐานคนดูให้จำให้ได้ว่า ช่วงเวลานี้เป็นรายการอะไร แล้วต้องบิ้วท์อารมณ์ให้เขาต้องมาดูทุกวัน แต่ถ้าเป็นรายการที่อาทิตย์ละวันการบริหารก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง”

รายได้ปี 2559 ตั้งไว้ ประมาณ 2,500 ล้านบาท 9 เดือนแรกสามารถทำได้ประมาณ 1800-1900 ล้านตามเป้าหมาย แต่จากเหตุการณ์ในบ้านเมืองในช่วง 3 เดือนหลังของปี อาจจะทำให้รายได้ต่ำกว่าเป้าบ้าง และคาดว่าจากรายการที่ใส่เข้ามาใหม่คาดว่าจะทำให้เรตติ้งของช่องโตประมาณ 1.3-1.4

เมื่อเป็นช่องวาไรตี้ กลุ่มคนดูจะเป็นแมส ทั้งในกรุงเทพ หัวเมือง และในต่างจังหวัด โดยกลุ่มคนดูก็จะเลือกดูตามรายการ เช่น I Can See Your Voice  ส่วนใหญ่จะเป็นคนเมือง มีทั้งผู้ชายผู้หญิง Let me in ก็ได้ทั้งในเมืองและหัวเมือง และเป็นผู้หญิงไปเลย ส่วนไมค์ทองคำจะเป็นแมสมากกว่ารายการอื่น ๆ”

พร้อม ๆ กันนั้นยังมีนโยบายที่ขยายคอนเทนต์ไปสู่ดิจิทัล มีเดีย (Digital Media) ให้เป็นอันดับ 1 ทุกแพลตฟอร์ม อาทิ YouTube, Facebook, Line Application เป็นต้น ตามความนิยมของผู้ชมที่รับชมผ่านโทรศัพท์มือถือมากขึ้น

“สำหรับละครยังคงไว้เหมือนเดิมคือประมาณสัปดาห์ละเรื่อง คาดว่าจะยังคงแบบนี้ไว้ก่อน เพราะละครทีวีต้นทุนสูงและใช้เวลานานมาก ไม่อยากเสี่ยงครับ”

ชลากรณ์กล่าวสรุปเพื่อให้เห็นแนวนโยบายของเวิร์คพ้อยท์ทีวี ชัดเจนขึ้น

 

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

ภาพ : เมธี ชูเชิด

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ ที่
Website : Marketeeronline.co /  Facebook : www.facebook.com/ marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน