TOA ผู้นำตลาดสีทาบ้านทำไมจึงมาลุยตลาด Plant Based (กรณีศึกษา)

มาช้าไม่เป็นไร แต่คุณภาพคือสิ่งสำคัญ

ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานกลุ่มบริษัท TOA บอกกับเราหลังจบงานแถลงข่าวเปิดตัว LottoFood แบรนด์อาหาร Plant Based เข้ามาลงเล่นตลาดในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปในประเทศไทย

โดยแบรนด์ LottoFood จะทำตลาดภายใต้บริษัท ล้อตโต้ฟู้ด (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือของ บมจ. เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย)

และ บมจ. เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) เป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้กลุ่ม TOA อีกต่อหนึ่ง

เหตุผลที่กลุ่มบริษัท TOA เข้าสู่ธุรกิจ Plant Based มาจากการมองเห็นโอกาสการเติบโตของมูลค่าตลาดที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี

สิทธิรัฐ วัชราภรณ์ ประธานกรรมการบริหารล้อตโต้ ฟู้ด (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลกับเราว่า

ตลาด Plant Based  ในประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 19% ต่อปี

โดยในปี 2562 มีมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 27,440 ล้านบาท

และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 51,450 ล้านบาท ในปี 2567

อัตราการเติบโตนี้เป็นไปตามตลาดโลกและเอเชีย

ในเอเชียตลาด Plant Based ปี 2562 มีมูลค่า 2,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 75,470 ล้านบาท

จะเติบโตเป็น 4,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 154,360 ล้านบาทในปี 2567

นอกจากนี้ สิทธิรัฐยังเชื่อมั่นว่าภายใน 5 ปีต่อจากนี้ ตลาด  Plant Based ในประเทศไทยจะมีสัดส่วน 30% ของตลาดอาหารทั้งหมดในประเทศไทย

การเติบโตของตลาด Plant Based ในประเทศไทยส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อที่จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ในวันเกิด เช่น เกิดวันอาทิตย์ จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ในทุกวันอาทิตย์ เป็นต้น

ผู้บริโภคที่งดรับประทานเนื้อสัตว์อาทิตย์ละครั้ง รวมถึงผู้บริโภคที่รับประทานเนื้อสัตว์บ้าง รับประทานอาหารจากพืชบ้าง สิทธิรัฐให้ข้อมูลว่ามีจำนวนมากถึง 10 ล้านคนในประเทศไทย

ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สามารถสร้างการเติบโตอีกมาก

ไม่รวมเทศกาลกินเจที่มีผู้บริโภคชาวไทยนิยมรับประทานเพื่อละเว้นชีวิตสัตว์จำนวนมากในทุก ๆ ปี ที่จะกลายเป็นหน้าขายของอาหาร Plant Based อีกเทศกาลหนึ่ง

เพราะตลาด Plant Based ยังเป็นตลาดที่เพิ่งเริ่มต้น เพียงไม่กี่ปี

ประกอบกับในปัจจุบันสถานการณ์อาหารเป็นเนื้อสัตว์มีจำนวนการผลิตเริ่มไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ในบางประเทศ เช่นอเมริกาและยุโรป เริ่มนำ Plant Based มาเป็นส่วนผสมกับเนื้อสัตว์ในอัตราส่วน 50:50 เพื่อให้มีอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการมากขึ้น

เมื่อตลาดมีโอกาสตามที่เรากล่าวมา แต่ตลาดนี้ยังมีความท้าทายคือ เป็นตลาดที่มีคู่แข่งทั้งแบรนด์เล็กและใหญ่ที่ลงเล่นในตลาดนี้จำนวนมาก

ประกอบกับอาหารประเภท Plant Based มีราคาที่สูงกว่าอาหารที่ทำจากเนื้อทั่ว ๆ ไปประมาณ 8-15%

ตลาดนี้จึงไม่แมสนัก

แต่ผู้บริหาร Lotto Food เชื่อว่า ถ้า Plant Based ได้รับความนิยมมากขึ้น มีการผลิตที่มากขึ้น ราคาของ Plant Based จะลดลงตาม Economy of Scale

ส่วนการแข่งขันในตลาด Plant Based สิทธิรัฐ มองว่าแม้จะมีหลายแบรนด์เข้ามาแข่งขันในตลาดไม่ใช่ปัญหา เพราะตลาดที่ยังใหม่ และเปิดกว้าง

ซึ่งแต่ละแบรนด์นำเสนอจุดแข็งอ่อน ตัวเอง เข้ามาแข่งขันในตลาด

และสุดท้ายผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินว่าจะซื้อต่อซ้ำกับแบรนด์ไหน

เพราะในวันนี้ตลาด Plant Based มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เดินหน้าไปด้วยกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

สำหรับ Lotto Food ในช่วงที่ผ่านมาได้เข้าสู่ตลาด Plant Based เจาะกลุ่ม B2B (Business to Business) เป็นหลัก

ก่อนที่จะขยายไปยัง B2C (Business to Consumer) ในรูปแบบ Ready to Eat และ Ready to Cook

การเข้าสู่ธุรกิจ B2C ของ Lotto Food เริ่มจากการออกสินค้า Ready to Eat จำนวน 3 SKU ได้แก่ ทงคัตสึ, แฮมเบิร์ก และซอจเซส จาก 12 SKU ที่คาดการณ์ว่าจะเปิดตัวในปีนี้

พร้อมวางจำหน่ายอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกรกรกฎาคม ผ่านช่องทางดองกี้ ฟู้ดแลนด์ กูร์เมต์มาร์เก็ต ท็อปส์ ริมปิง

รวมถึงช่องทางอื่น ๆ ที่เป็นช่องทางในเครือของเชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) เช่น แบรนด์ฮอกไกโด

โดยจุดแข็งของ Lotto Food จะเป็น Plant Based ที่ผลิตจากคู่ค้าในประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้ถั่วเต็มเมล็ดในการผลิต เพื่อให้ได้คุณค่าอาหารและรสสัมผัสที่ดี

และใช้คอนเซ็ปต์ “อร่อย สุขภาพดี ผลิตจากวัตถุดิบพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น” เป็นจุดขายหลักในการสื่อสาร

การเปิดตัวของอาหาร Plant Based ในกลุ่ม B2C ผู้บริหาร Lotto Food เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ Lotto Food มีรายได้ 50 ล้านบาทในปีนี้ ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 500 ล้านบาทใน 3 ปีต่อจากนี้

อย่างไรก็ดี การเข้าสู่ธุรกิจ Plant Based ในครั้งนี้เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ช่วยต่อเติมธุรกิจอาหารของ TOA ให้มีพลังมากขึ้น

โดยที่ผ่านมา TOA มองเห็นความสำคัญของธุรกิจในกลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีโอกาสการเติบโต ที่จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งเสาหลักทางธุรกิจให้กับกลุ่ม TOA เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจเคมีเคิล ธุรกิจที่เป็นเหมือนเส้นเลือดหลักของ TOA

โดยธุรกิจอาหารของTOAอยู่ภายใต้ บมจ. เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็น บมจ. ที่อยู่ในกลุ่มTOAที่เกิดจาก TOA เข้าไปซื้อกิจการเคมีภัณฑ์ในครัวเรือนจากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทยในปี 2539 เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ เช่น เชนไดร้ท์, เชนการ์ด, สเตดฟาส, วาโปน่า, ไบฟอร์ซ, ฟิปฟอร์ซ, อิมิฟอร์ซ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์ทีโพล์

ส่วนธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นหลังจากที่ เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) เข้าซื้อ มารุโจ้ และลงทุนในนมพาสเจอร์ไรซ์แบรนด์ฮอกไกโด ในปี 2562

ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เข้าสู่ธุรกิจอาหารมากขึ้น จากการมองเห็นธุรกิจนี้เป็น New S Curve ที่จะสร้างการเติบโตในอนาคต

ทำให้เราเห็นที่ผ่านมา เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) มีการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อดำเนินธุรกิจอาหาร เช่น จัดตั้งบริษัท ฮอกไกโด ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ในปี 2563 โดยแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัทนี้ประกอบด้วย ฮอกไกโด มารุโจ้ และซูเปอร์ไฟลท์

และจัดตั้งบริษัท ล้อตโต้ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจอาหาร Plant Based ในปี 2564

โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้ธุรกิจอาหารจะเป็นพอร์ตที่เล็กเมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าอื่น ๆ ในเชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) แต่ก็เป็นพอร์ตที่มีสัดส่วนที่เติบโตด้านรายได้มากขึ้นทุกปี

ในปี 2562 ธุรกิจอาหารมีรายได้ 73.41 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้ 4.41% จากรายได้ทั้งหมด

ปี 2563 ธุรกิจอาหารมีรายได้ 74.92 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้ 5.76% จากรายได้ทั้งหมด

และในปี 2564 ธุรกิจอาหารมีรายได้ 117.77 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้ 6.43% จากรายได้ทั้งหมด

ส่วนปีนี้ TOA เชื่อว่าธุรกิจอาหารจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างน้อยก็มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก Plant Based

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน