กองทุนจีน ความรุ่งเรืองและเบื้องหลังการลงทุนยุคใหม่ (วิเคราะห์)

กระแสความนิยมในการลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัปนั้นมีมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา  โดย Venture Capital (VC) คือ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน ถือเป็นแหล่งเงินทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถสนับสนุนด้านการเงินให้แก่ธุรกิจได้ นอกเหนือจากสถาบันการเงิน VC จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในช่วงที่ธุรกิจมีความต้องการด้านเงินทุนที่สูงซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจเริ่มมีรายได้เข้ามาแล้ว และต้องการใช้เงินทุนในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการ

 

จีนเป็นอีกประเทศที่มีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่สูงมาก ในอดีตจีนใช้เกษตรกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ ต่อมามีเครื่องยนต์ใหม่ที่ใช้พาแดนมังกรแห่งนี้ทะยานไปเหนือพญาอินทรีอย่างอเมริกา นั่นก็คือ การเป็นโรงงานของโลก และในโลกยุคใหม่นี้จีนตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีของโลก เฉกเช่นเดียวกับที่บริษัทระดับโลกที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในอเมริกาอย่าง Apple, Amazon, Google, Facebook และในวันนี้บริษัทเล็ก ๆ ที่เป็นเมล็ดพันธุ์ให้เศรษฐกิจจีนเติบโตต่อไปก็กำลังจะถือกำเนิดขึ้น ด้วยเม็ดเงินที่เปรียบเสมือนน้ำที่รดลงไปรอวันที่บริษัทเหล่านั้นจะเจริญเติบโตขึ้นมา

เงาของรัฐบาลจีนในร่างของกองทุนร่วมรัฐ-เอกชน

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในเมืองอู่ฮั่น เมืองที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองต้นกำเนิดเชื้อโรคมรณะ โควิด-19 แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ที่นี่คือเมืองที่เป็นแหล่งกำเนิดเทคโนโลยีและสินค้าไฮเทคทันสมัยเมืองหนึ่งของประเทศจีน และตอนนี้ก็เป็นเมืองหนึ่งที่เนื้อหอมสุด ๆ เมื่อเหล่าบรรดารัฐบาลท้องถิ่นประกาศที่จะก่อตั้งกองทุนมูลค่ากว่า 10,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งผู้ร่วมทุนกับภาครัฐก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น The Optics Valley ซึ่งเป็น Venture Capital และแทนที่ The Optics Valley จะลงทุนแบบเทหมดหน้าตักเอาตัวเข้าแลก  ตรงกันข้ามพวกเขามองว่าการเข้าร่วมกับภาครัฐดูจะปลอดภัยมากกว่า

การลงทุนของภาครัฐของจีนโดยทั่วไปจะลงทุนผ่านกองทุนที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ คือ กึ่งรัฐกึ่งเอกชน หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า Government Guidance Funds ซึ่งในปี 2015-2021 กองทุน Guidance Funds มีอยู่ถึง 2,000 กองทุน สามารถระดุมเงินลงทุนในแต่ละโครงการได้กว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

และแม้ว่าช่วงของการระดมเงินลงทุนจะดรอปลงไปบ้างหลังผ่านพ้นช่วงพีคมาแล้วในปี 2016 แต่ก็ไม่ได้น้อยเสียจนที่จะทำให้ภาพของการลงทุนในสตาร์ตอัปจีนดูดรอปลงไปแต่อย่างใด และที่จีนไม่เฉพาะรัฐบาลกลางเท่านั้นที่ต้องการนำเงินมาอัดฉีดให้สตาร์ตอัปในประเทศเติบโต แต่รัฐบาลท้องถิ่นเองก็ร่วมลงขันด้วยกับโปรเจกต์นี้ ซึ่งรวม ๆ แล้วเงินทุนที่ภาครัฐเอามาลงก็นับเป็น 1 ใน 3 ของเงินทุนทั้งหมดในนาม ความร่วมมือทางด้านการลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Chinese Limited Partnerships ทำให้กองทุนแห่งนี้กลายเป็นกองทุนที่มีเงินมากที่สุดในจีน

จากข้อมูลของ Bain บริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง ระบุว่า กองทุนขนาดใหญ่ในจีนส่วนใหญ่ที่สามารถระดมทุนจนทำโปรเจกต์ต่าง ๆ สำเร็จล้วนแล้วแต่มีรัฐให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น กองทุนแปรรูปรัฐวิสาหกิจของจีนสามารถระดมเงินลงทุนได้เกือบ ๆ 11,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุนเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเองก็สามารถระดมเงินทุนได้กว่า 14,000 ล้านดอลลาร์

Guidance Funds

กองทุน Guidance Funds นั้นมีเป้าหมายในการลงทุนเพื่อที่จะ ‘เอาชนะ’ ข้อจำกัดในเรื่องการขยายวงเงินทุนที่สามารถนำไปลงทุนในธุรกิจด้านต่าง ๆ และนอกจากนี้ กองทุนนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มเป้าหมายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ตั้งใจจะให้หัวเมืองสำคัญทางเทคโนโลยีของจีนสามารถผลิตเทคโนโลยี อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (ฺBiotechnology) และเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของภูมิภาคและของโลกได้ อย่างเช่นที่สหรัฐฯ ทำได้กับ Silicon Valley

ในเปเปอร์ที่ชี้แจงการลงทุน หรือที่นักลงทุนคุ้นเคยกันในชื่อว่า Fund Fact Sheet ระบุว่า กองทุน Guidance Fund นั้นผสมผสานการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนไม่สูงมาก แต่ให้ผลตอบแทนที่แน่นอนแบบ Passive Fund และการลงทุนเชิงรุก (Active) ที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็ตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูง เมื่อผสานเข้าด้วยกันจึงเป็นกองทุนที่จะสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนได้ตามสภาวการณ์ ณ ขณะนั้น

และเมื่อเจาะลึกลงไปถึงกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนนี้ เราจะพบว่ารัฐเองก็ให้สิทธิ์ผู้จัดการกองทุนในการสับเปลี่ยนหมุนเวียนสินทรัพย์หรือกิจการที่ไปลงทุนได้ตามที่เห็นว่าเหมาะสม แม้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอุตสาหกรรมไหนได้รับผลกระทบจากนโยบายปราบปรามของรัฐเอง ผู้จัดการกองทุนก็สามารถที่จะสับเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ลงทุนได้

นั่นคือในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัตินักวิเคราะห์มองว่า กองทุนนี้เอาจริง อย่างที่เห็นในหลาย ๆ เคสที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ารัฐบาลจีนก็มักจะล้วงลูกการบริหารของเอกชนอยู่เสมอ และเมื่อเอาเข้าจริงการสับเปลี่ยนสินทรัพย์เพื่อการลงทุนโดยที่รัฐบาลจีนไม่ได้ให้ความเห็นชอบก็จะทำให้เกิดการ ‘ขาดทุน’ ซึ่งรัฐบาลจีนเองก็ต้องเข้าไปให้การช่วยเหลืออีกอยู่ดี สุดท้ายปัญหาเดิม ๆ แค่เปลี่ยนผู้เล่นหน้าใหม่ก็จะวนกลับมา

มีคนเปรียบเปรยว่ากองทุน Guidance Funds นั้นเหมือนอสูรกายที่มีนิสัยแปลกประหลาด ความหมายก็คือในบริบทของการเป็น VC นั้น กองทุนนี้จะใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Buyout คือจะเข้าไปลงทุนในที่มีบริษัทขนาดเล็ก หรืออาจเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีมานานและมีสินค้าบริการเป็นที่ยอมรับดีอยู่แล้ว และกองทุนจะเข้าไปร่วมพัฒนากิจการให้เติบโตโดยใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจ

นอกจากนี้ ในส่วนของกลยุทธ์การบริหารกองทุนนั้น กองทุน Guidance Fund ก็มักจะมีกองทุนย่อยที่อยู่ภายใต้กองทุน Guidance Fund ลงไปอีกขั้น ซึ่งจะมีสถานะเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่จำกัดความรับผิดชอบ และจะเชิญนักบริหารสินทรัพย์เข้ามานั่งเป็นผู้จัดการกองทุน โดยจะเรียกกันว่า The Shot เพื่อที่จะจำกัดความรับผิดในการลงทุนในแต่ละครั้งว่า ถ้าหากว่ามีการลงทุนที่ผิดพลาดเกิดขึ้นกองทุนก็จะโยนความผิดนั้นมาที่ผู้จัดการกองทุนที่เชิญเข้ามา หาใช่ความผิดพลาดของกองทุน ที่อาจจะสั่งให้ผู้จัดการกองทุนไปลงทุนในสินทรัพย์นั้นไม่

การแทรกแซง

กล่าวได้ว่ารัฐบาลจีนนั้นมีส่วนในการเข้าไปแทรกแซงทุกอย่างและทุกที่ที่เงินไหลไปหา และรัฐบาลเองยังได้ออกกฎในการจำกัดขนาดของการลงทุนของกองทุนที่เข้ามาร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับรัฐบาลให้อยู่ในวิสัยที่จำกัดจำเขี่ยอีกด้วย ยกตัวเองเช่น กองทุน The Optics Valley ที่สามารถลงทุนในกองทุนย่อย (Sub-Fund) ได้ไม่เกิน 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 100 ล้านหยวนต่อ 1 กองทุนย่อยเท่านั้นเอง

ในปี 2018 จังหวัดทางภาคตะวันออกของจีน ได้มีการจัดตั้งกองทุนใหม่ที่มีชื่อว่า The New Growth Driver Fund ขึ้นมา เพื่อลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ของจีน นับตั้งแต่นั้นมาก็มีกองทุนย่อย (Sub-Fund) ที่เกิดขึ้นจากกองทุนนี้กว่า 270 กองทุน และเงินทุนในกองทุนเหล่านี้ต่างก็ไหลไปยังบริษัทในท้องถิ่นกว่า 1,000 บริษัท

นักวิเคราะห์ได้ทำการวิเคราะห์กองทุนย่อยนี้กว่า 50 กองทุน และบอกว่า เกินกว่าครึ่งของเงินที่อยู่ในกองทุนเหล่านี้มาจากภาครัฐและมีเอกชนร่วมลงทุนด้วย  นอกจากนี้ หลายกองทุนก็เป็นกองทุนแบบ Guidance Fund ไม่ก็เป็นบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และคนที่มาทำหน้าที่บริหารกองทุนเหล่านี้ก็เป็นผู้จัดการกองทุนที่อ่อนประสบการณ์ มากกว่าบรรดาผู้จัดการกองทุนที่ทำงานอยู่ในเซี่ยงไฮ้มาก

โดยปกติใน 1 เมืองของจีนจะมีกองทุนของเมืองนั้นอยู่อย่างน้อย 10 กองทุนด้วยกัน และเงินที่เอาไปลงทุนก็เป็นเงินของรัฐ โดยแทบไม่มีที่ว่างสำหรับเงินทุนของเอกชนหรือกองทุนส่วนบุคคลเลย ในขณะที่โครงสร้างของ Sub-Fund นั้นไม่ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนส่วนบุคคลเท่าไร เพราะหลายกองก็มีนโยบายล็อกเงินไว้ในกองทุนกว่า 10 ปีกว่าจะถอนเงินออกไปได้ สำหรับ Private Investor แล้วสิ่งนี้ถือเป็นค่าเสียโอกาสที่มหาศาลเลยทีเดียว และที่แย่ไปกว่านั้นถ้าหากจะลงทุนในรูปแบบ Private Limited Partner ก็จะไม่สามารถถอนเงินได้จนกว่าจะครบกำหนดอย่างน้อย 20 ปี

ส่วนแนวทางในการปฏิบัติเมื่อผลลัพธ์ในการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือพูดง่าย ๆ ว่า ขาดทุน รัฐบาลจีนเองก็ได้มีแนวทางที่ค่อนข้างจะเข้มงวดสำหรับบรรดาผู้จัดการกองทุน ที่แน่ ๆ คือเข้มงวดกว่าการเป็นผู้จัดการกองทุนให้ Venture Capital หรือกองทุนส่วนบุคคลทั่วไป

นอกจากนี้ ถ้ามีบริษัทไหนที่กองทุนของรัฐไปลงทุนแล้วกิจการไปได้ไม่สวย รัฐบาลจีน (ผ่านกองทุน) ก็ไม่ได้ให้โอกาสกับบริษัทเหล่านั้นมากมายขนาดนั้น แนวทางปฏิบัติของ Guidance Fund ที่หย่อนเงินลงทุนไปไม่มากใน Sub-Fund จะตัดสินใจให้ถอดบริษัทนั้นออกจากการลงทุนทันที  โดยมีเงื่อนไขพิเศษที่ระบุว่าถ้ากองทุนย่อยนั้นไปลงทุนแล้วบริษัทที่กองทุนย่อยไปลงทุนเกิดขาดสภาพคล่องหนักหรือเกิดเจ๊งขึ้นมา กองทุนย่อยนั้นจะถูกยุบไปในทันที ส่งผลให้บริษัทอื่น ๆ ที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนของกองทุนย่อยนนั้น และมีสภาพการดำเนินงานที่ปกติก็จะถูกลอยแพ ไม่มีเงินสนับสนุนและอาจรุนแรงถึงขั้นขาดสภาพคล่องและเฉาตายไปได้ในที่สุด

ฟองสบู่

กระแสเงินทุนที่มาจากรัฐแล้วไปลงทุนในบริษัทต่าง ๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะทำให้ภาพของมูลค่าของกิจการ (Company Valuation) นั้น ๆ เกิดการถูกบิดเบือนได้ นักวิเคราะห์จากสำนัก The Economist ชี้ให้เห็นว่า บริษัทที่มูลค่ากิจการมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Unicorn นั้น กว่า 56 แห่ง ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ 6 เมืองทางฝั่งทิศตะวันออกของจีน และ 32 จาก 56 บริษัท ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล โดยรัฐบาลได้ทำการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขึ้นมาเพื่อสอดส่องดูแลเรื่อง Performance การลงทุนของกองทุนของรัฐ และจับผิดเมื่อมีการขาดทุน โดยไม่สนใจว่าพวกกองทุนนั้นจะไปลงทุนในอะไร โดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงินแก่เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ

กฎการลงทุนกับรัฐบาลจีน

ภาวะฟองสบู่ของมูลค่ากิจการที่รัฐไปลงทุนกำลังกลายมาเป็นปัญหาของ สี จิ้นผิง เมื่อเขาอนุมัติการลงทุนในสตาร์ตอัปต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าฟองสบู่นี้จะเกิดแตกขึ้นมาวันไหน และมีรายงานว่า ในอุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงในขณะนี้อย่างอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิป และ AI กำลังเป็นอุตสาหกรรมที่ดูดซับเงินลงทุนจากภาครัฐในระดับที่เป็นประวัติการณ์โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น

Scott Kennedy แห่งศูนย์กลยุทธ์และการศึกษานานาชาติสหรัฐฯ บอกว่า ผลกระทบของการเกิดฟองสบู่ในอุตสาหกรรมที่กระจุกตัว อาจส่งผลให้เราไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าบริษัทไหนกันแน่ที่เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมที่เปลี่ยนประเทศหรือเปลี่ยนโลกได้จริง ๆ เพราะแค่บริษัทไหนขายสตอรี่ว่าจะทำชิปหรือ AI แค่นี้เงินลงทุนหลั่งไหลเข้ามาในบริษัทแบบไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

Catherine Chen แห่งสำนักกฎหมาย Zhong Lun ในกรุงปักกิ่ง บอกว่า

“ปัญหานี้กำลังทำให้อุตสาหกรรมนี้แย่ลงเรื่อย ๆ และบางทีผลลัพธ์ที่จะตามมาอาจจะมากกว่าแค่มูลค่ากิจการที่ถูกบิดเบือนไปด้วยซ้ำ โดยปกติแล้วเหล่า VC มักจะชอบลงทุนในบริษัทเกิดใหม่และผลักดันบริษัทเหล่านั้นเข้าสู่แวดวงเครือข่ายของคนเก่ง ๆ และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่มีความสามารถสูง

แต่ Guidance Fund (ของรัฐบาลจีน) กลับนำเอาทั้งบริษัทไปปลั๊กอินเข้ากับบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของหรือไม่ก็เอาไปทำงานกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ซึ่งก็อาจจะช่วยในเรื่องของการมี Fast-Track ในการได้งานโครงการใหญ่ ๆ ที่มีการบังคับใช้ทั่วประเทศ หรือไม่ก็สามารถทำธุรกิจที่ข้ามกฎระเบียบบางอย่างที่รัฐเคยวางไว้ก็ได้

ทั้งบริษัทสตาร์ตอัปและบริษัทร่วม รัฐ-เอกชน จึงมักจะถูกผลักดันให้ทำตัวดึงดูดเงินลงทุนจากรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อเงินเท่านั้นแต่เรื่องคอนเนกชั่นหรือกฎระเบียบที่ผ่อนคลายที่รัฐมีให้บางครั้งก็มีค่ามากกว่าเงินในบางเคสกฎระเบียบเหล่านี้ก็ดูจะเวิร์ก อย่าง Shanghai Angel Guide Venture Capital ซึ่งเป็นกองทุนขนาด 10,000 ล้านหยวน ก่อตั้งในปี 2014 ได้ทำการก่อตั้งกองทุนย่อยขึ้นมากกว่า 65 กองทุน กระจายกันไปลงทุนในบริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง ในส่วนของการเป็นพาร์ตเนอร์ในแบบที่ไม่มีนักลงทุนจากภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องเลย”

และจากการตรวจสอบของ The Economist จากการสุ่มตัวอย่าง 20 กองทุนย่อย แสดงให้เห็นว่า พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจจะเป็นกองทุนส่วนบุคคลที่เป็นเอกชนเสียเป็นส่วนมาก และจากการที่ The Economist ได้ไปสำรวจรายชื่อของผู้จัดการกองทุนย่อยเหล่านี้ก็พบว่าทั้งหมดเป็นผู้บริหารกองทุนแบบมืออาชีพ ซึ่งจะแตกต่างจาก Sub-Fund ของรัฐบาล

กองทุนจีน จากนายทุน สู่ นักลงทุน

และเนื่องจากกองทุนและเงินทุนของรัฐบาลสี จิ้นผิง ส่วนใหญ่เริ่มมีความเป็นนักลงทุนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่เป็นแค่นายทุนที่สนใจแต่จะใช้เงินลงทุนอย่างเดียว ไม่ดูผลลัพธ์การลงทุน ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ในบางบริบทการลงทุนภาครัฐก็ช่วยทำให้ธุรกิจนั้นเติบโตและมาอยู่แถวหน้าของวงการได้อย่างรวดเร็ว แต่ในบางครั้งคอนเนกชั่นที่บริษัทมีกับภาครัฐก็ย้อนกลับมาทำลายตัวบริษัทเอง

สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นและกำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ที่ประเทศจีน หลายธุรกิจเริ่มลุกขึ้นมาแต่งองค์ทรงเครื่องธุรกิจตัวเองให้สามารถผ่านกฎผ่านเกณฑ์เพื่อหวังว่าจะได้เงินลงทุนจากรัฐบาลท้องถิ่น เครดิตที่ดีและมีที่ดินที่เยอะจะเป็นสิ่งที่นำพาเงินลงทุนจาก Guidance Funds บรรดาบริษัทสตาร์ตอัปหน้าใหม่หลายบริษัทถึงขั้นเอาชื่อของอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเข้ามานั่งเป็นกรรมการในบริษัท เพื่อช่วยนำทางให้บริษัทสามารถได้เงินทุนจากรัฐได้ง่ายกว่าบริษัทที่ไม่ทำ

1 ใน VC ที่มีชื่อเสียงยอมรับว่า VC ของเขาตอนนี้ไม่กล้าที่จะเดิมพันการลงทุนอะไรใหม่ ๆ ที่กำลังมาแรงหรือเป็นกระแสแบบ All-in หมดหน้าตัก เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าวันไหนรัฐบาลจะลงมาเล่นในเกมเดียวกับพวกเขา และแน่นอนว่า ไม่ว่าใครหน้าไหนก็มิอาจต้านทานพลังอำนาจของรัฐบาลสี จิ้นผิงได้

บางทีก็ลงทุนน้อย ๆ หรือไม่ลงทุนอะไรในจีนเลยอาจจะเป็นการกระทำที่ถูกต้องที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาแบบนี้ และเราจะค่อย ๆ เห็น VC เอกชนค่อย ๆทยอยถอนการลงทุนไปที่ใหม่ที่ไม่ใช่จีนมากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือ เทรนด์การลงทุนในจีนของวันนี้ ไม่มีอะไรที่จะเป็นสูตรสำเร็จที่ตายตัวเสมอไป แม้กระทั่งการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี อย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมาก็ตาม


อ้างอิง: economist.com

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน