การประกาศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมาของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2024 ทำให้เกิดเสียงฮือฮาและแรงกระเพื่อมในวงการเศรษฐกิจและการเมืองโลกอยู่พอสมควร

เป็นเวลาไม่นานนักที่ชาวอเมริกันและชาวโลกยังคงจดจำบทบาทและท่าทีที่แข็งกร้าวของอดีตประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ เขาเป็นทั้งคนชาตินิยมและคนที่ประกาศสงครามทางการค้ากับจีนชนิดไม่ไว้หน้า รวมไปถึงการสร้างกำแพงชายแดนกั้นเม็กซิโกกับอเมริกา นโยบายเรียกบริษัทสัญชาติอเมริกันกลับบ้านเกิด และการกีดกันไม่ให้คนต่างชาติเข้าไปทำมาหากินในอเมริกา ล้วนแล้วแต่อยู่ในความทรงจำของผู้คนทั้งนั้น

แม้ในความเป็นจริงทรัมป์จะไม่ได้ก่อสงคราม แต่ด้วยนโยบายหลายอย่างที่ดูจะสุดโต่งจนเกินไปจากความที่เขาเป็นชาตินิยม ดูจะทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลถึงการกลับมาของเขาอยู่พอสมควร

การเลือกตั้งกลางเทอมของอเมริกาในช่วงวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นการลงประชามติเกี่ยวกับการบริหารเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายโจ ไบเดน ซึ่งผลก็เป็นไปตามคาดคือ ส.ส. ของฝั่งรีพับลิกันครองที่นั่งส่วนใหญ่ในสภา นั่นยิ่งทำให้ความชัดเจนที่ว่า นาย โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนที่ 47 และสมัยที่ 2 ยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีก

ความอ่อนแอของไบเดน

เศรษฐกิจในยุค Bidenomic (https://marketeeronline.co/archives/286378) ในช่วงเวลาเกือบ 2 ปี นั้น เขาต้องเผชิญกับปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่สุดขีดอันเป็นผลมาจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นก็ต้องมาเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่า 40 ปี

ซ้ำร้ายยังมาเกิดสงครามยูเครน-รัสเซีย ที่อเมริกามีจุดยืนเป็นผู้นำ NATO พาประเทศสมาชิกบอยคอตต์ไม่ให้นำเข้าพลังงานจากรัสเซีย ทำให้ประเทศสมาชิกที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียพากันเดือดร้อน  รวมไปถึงเรื่องการขึ้นมามีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ “จีน” ที่เริ่มแผ่อำนาจในเชิงเศรษฐกิจไปยึดครองประเทศอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียใต้ และเริ่มจะสลัดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากชาติตะวันตก

ทำให้โจทย์ปัญหาใหญ่ของนายไบเดนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างภูมิภาค และปัญหาปากท้องประชาชน ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามยกขึ้นมาโจมตี และอาจทำให้ทรัมป์ใช้จุดนี้เพื่อหาทางทำให้เขากลับมาเรืองอำนาจอีกครั้ง

Trump จะกลับมานั้นไม่ง่าย

ในปี 2016 โดนัลด์ ทรัมป์ ในนามของผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ให้คำมั่นสัญญาว่า ถ้าหากเขาได้เป็นประธานาธิบดี ผู้คนจะสนุกกับการได้รับชัยชนะจนเบื่อ (จากการทำสงครามทางการค้ากับประเทศอื่น) แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็คืออดีตประธานาธิบดีทรัมป์นำพรรคและอเมริกาออกจากความล้มเหลวอีกครั้งหนึ่งไปสู่อีกความล้มเหลวหนึ่ง

“อเมริกาถูกเย้ยหยัน เยาะเย้ย และคุกเข่าลง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” ทรัมป์กล่าวขณะปรากฏตัวที่คลับ Mar-a-Lago ของเขาต่อหน้าธงชาติอเมริกัน เขาสัญญาว่าอเมริกาจะกลายเป็น “ประเทศที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

“ความเสื่อมโทรมของอเมริกากำลังบีบบังคับเราด้วยน้ำมือของโจ ไบเดนและพวกซ้ายหัวรุนแรง” ท่าทางของเขา (โจ ไบเดน) ดูมืดมน  ในขณะที่ทรัมป์บรรยายถึงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาเองว่าเป็นยุคเอเดน ซึ่งอเมริกากำลังเอาชนะคู่แข่งทั้งหมด และก้าวไปสู่อนาคตและทุกคนจะเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การแถลงการณ์ของทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของอเมริกาช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า บรรดาผู้นำในพรรครีพับลิกันไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะมีทรัมป์เป็นผู้นำของพรรค นับตั้งแต่เขาได้รับชัยชนะในปี 2016

ในบรรดานักวิจารณ์พรรครีพับลิกันที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเรื่องจริงที่สมาชิกพรรคเดโมแครตต้องการให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายคะแนนความนิยมในพรรคของพวกเขาเอง ซึ่งในการเลือกตั้งกลางเทอม ผู้สมัครส่วนใหญ่ที่เขาสนับสนุนในการแข่งขันชิงเก้าอี้มักจะประสบความพ่ายแพ้

ทรัมป์ยืนยันว่า “ประชาชนในประเทศอเมริกายังไม่ตระหนักว่าสิ่งเลวร้ายเป็นอย่างไร แต่ผมไม่สงสัยเลยว่าภายในปี 2024 มันจะแย่กว่านี้มาก” แม้ว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่จะบอกผู้ทำโพลเสมอว่าพวกเขาไม่ได้มองอดีตประธานาธิบดีในแง่ดี แต่ทรัมป์ก็เริ่มหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำจากพรรครีพับลิกันในฐานะผู้สมัครที่มีประสบการณ์และเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือระดมทุนที่ทรงพลัง

ความจงรักภักดีของผู้สนับสนุนเขาสามารถทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคู่แข่งหลายคนต้องแบ่งคะแนนเสียงกับฝ่ายตรงข้าม และหากนายทรัมป์แพ้การเสนอชื่อ สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนก็กลัวว่าเขาจะปฏิเสธที่จะยอมรับ และจะทำให้ผู้ที่สนับสนุนเขาลุกขึ้นมาต่อต้านผู้ถือมาตรฐานของพรรค

ก่อนการประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ เขาได้โจมตีทั้งนาย Ron DeSantis จากฟลอริดาและ Glenn Youngkin จากเวอร์จิเนีย (ทั้ง 2 อยู่รีพับลิกันเช่นเดียวกับทรัมป์) โดยเตือนพวกเขาเป็นนัย ๆ ว่า คงจะรู้ว่าถ้าลงชิงตำแหน่งแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่ได้ตอบโต้ แต่เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการวิจารณ์ของทรัมป์ที่มีต่อตัวพวกเขาในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน นาย DeSantis บอกนายทรัมป์ว่า “ให้กลับไปดูกระดานคะแนน”

สื่อคาดกันว่าน่าจะไม่มีใครประกาศตัวเป็นผู้ลงสมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงนี้ และคนที่คาดว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งก็น่าจะไม่พ้นนาย Mike Pompeo ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในยุคของนายทรัมป์ และ Mike Pence อดีตรองประธานาธิบดี

ทางด้าน Pence บอกกับสำนักข่าว abc เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า “ทรัมป์ทำให้ผมและครอบครัวของผม และทุกคนที่อยู่ในอาคารรัฐสภาตกอยู่ในอันตราย” ด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ที่ “ประมาท” ของเขาต่อผู้ประท้วงที่โจมตีอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

ทรัมป์เองก็ใช่ว่าจะกลับมายืนอยู่ตำแหน่งเดิมได้ง่าย เพราะเขาเองก็มีเรื่องอื้อฉาวเยอะอยู่พอสมควร

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังถูกสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางและเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการกระทำที่นำไปสู่การติดต่อทางธุรกิจ รวมไปถึงความพยายามที่จะล้มล้างผลการเลือกตั้งในปี 2020 รวมไปถึงการที่เขาไม่ยอมคืนเอกสารลับหลังจากที่เขาออกจากทำเนียบขาว

ซึ่งนั่นเท่ากับว่าการประกาศลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาในครั้งนี้กลับยิ่งทำให้เขายิ่งถูกสืบสวนหนักขึ้นไปอีก ก็ต้องติดตามต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้อีกหรือไม่

 

อ้างอิง

https://www.economist.com/united-states/2022/11/16/of-course-donald-trump-is-running-again



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน