มีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นกับตลาดผลไม้ระดับพรีเมียมอย่างองุ่น Shine Muscat ในฮ่องกง ทั้งเรื่องการขับเคี่ยวกันของเหล่าประเทศเอเชียตะวันออก และการเสียส่วนแบ่งของญี่ปุ่นที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน

องุ่นยังคงเป็นผลไม้ที่ขายดีอย่างมากในฮ่องกง ซึ่งระหว่างปี 2017-2020 ปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พอปี 2021 แม้ปริมาณนำเข้ารวมลดลง 16.6% มาอยู่ที่ราว 192,000 ตัน แต่จีนกับเกาหลีใต้ก็โดดเด่นขึ้นมา จนเริ่มชิงส่วนแบ่งของญี่ปุ่น โดยเฉพาะพันธุ์ Shine Muscat เซกเมนต์พรีเมียมขององุ่นที่ราคาสูงสุด

ปี 2021 ฮ่องกงนำเข้าองุ่นจากจีนอยู่ที่ 896 ตัน คิดเป็นมูลค่า 13 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 59 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปริมาณนำเข้า 656 ตัน คิดเป็นมูลค่า 9.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 43 ล้านบาท)

ส่วนปริมาณนำเข้าจากเกาหลีใต้ตามกรอบเวลาเดียวกันก็เพิ่มขึ้น โดยปี 2021 อยู่ที่ 567 ตัน คิดเป็นมูลค่า 69.8 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 319 ล้านบาท) เพิ่มจาก 421 ตัน คิดเป็นมูลค่า 49.9 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 228 ล้านบาท) ของปี 2020

นัยสำคัญของตัวเลขดังกล่าวคือ ในจำนวนนี้มีองุ่นพันธุ์ Shine Muscat จากจีนกับเกาหลีใต้ ที่เพิ่มขึ้นรวมอยู่ด้วย ซึ่งใช้ราคาที่ถูกกว่าของญี่ปุ่นเป็นจุดขายในการตีตลาดฮ่องกง

ตามข้อมูลของสื่อเกาหลีใต้ ระบุว่า ราคาองุ่น Shine Muscat จากญี่ปุ่นในฮ่องกงสูงสุดอยู่ที่พวงละ 500 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 2,290 บาท) ขณะที่ของเกาหลีใต้กับจีน ถูกลงมาอยู่ที่พวงละ 300 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1,370 บาท) และ 100 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 450 บาท) ตามลำดับ

นี่ทำให้ องุ่น Shine Muscat จากญี่ปุ่นที่แพงอยู่แล้ว กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยของฮ่องกงยิ่งขึ้นไปอีกทั้งที่อยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง

และกำลังเสียส่วนแบ่งตลาดให้องุ่น Shine Muscat จากเกาหลีใต้ กับจีนที่ถูกกว่าจากเกาหลีใต้ จนเปิดโอกาสให้คนทั่วไปหรือที่มีพอกำลังซื้อ ซื้อหาได้มากขึ้น

สาวออฟฟิศชาวฮ่องกงรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า ราคาที่ถูกลงนี้ทำให้สามารถซื้อองุ่น Shine Muscat กินได้ทุกวันเลยทีเดียว ต่างจากเดิมที่ราคาแพงเกินเอื้อมจนต้องเอาไว้เฉพาะโอกาสพิเศษ โดยเฉพาะซื้อเป็นของขวัญของฝาก เช่น ให้ญาติผู้ใหญ่ หัวหน้าหรือการเฉลิมฉลองเท่านั้น

สื่อเกาหลีใต้ยังรายงานอีกว่า แม้องุ่น Shine Muscat จากญี่ปุ่นยังคงเป็นสุดยอด ในทุกด้านทั้งเรื่องความกรอบและรสหวาน แต่ของเกาหลีใต้ก็เป็นรองอยู่เล็กน้อยในเรื่องรสสัมผัส ส่วนของจีนก็รองลงมาอีก ทั้งในเรื่องกลิ่นและรสชาติ

แต่ถ้าเอาเรื่องราคาเป็นตัวตั้งก็ถือว่าถูกกว่าของญี่ปุ่นอย่างมาก จนมีโรงแรมบางแห่งในฮ่องกงนำองุ่นของเกาหลีใต้มาเสิร์ฟคู่กับกาแฟแล้ว ส่วนของจีนก็แน่นอนว่ากำลังขายดีในวงกว้างเพราะราคาถูกสุด

จากนี้ต้องติดตามกันต่อไปว่า เกาหลีใต้กับจีนจะสามารถพัฒนาพันธุ์องุ่น Shine Muscat ให้ดีทัดเทียมหรือแซงหน้าญี่ปุ่น พร้อมราคาที่ถูกกว่าให้ถูกปากชาวฮ่องกงยิ่งขึ้น จนกินส่วนแบ่งตลาดญี่ปุ่นได้อีกมากน้อยแค่ไหน

ถ้าปรากฏว่าทำได้จะยิ่งตอกย้ำความตกต่ำของสินค้าญี่ปุ่นในยุคนี้ ซึ่งแบรนด์ที่แรงขึ้นมาจนแซงไปได้แล้วอย่างชัดเจน คือแบรนด์จากเกาหลีใต้กับจีนนั่นเอง

สำหรับองุ่นพันธุ์ Shine Muscat องค์กรวิจัยด้านเกษตรกรรมและอาหารของญี่ปุ่น นำพันธุ์ Muscat of Alexandria ของยุโรป มาพัฒนาให้หวานกรอบขึ้นและปลูกได้ในญี่ปุ่น แต่ต้องดูแล้วประคบประหงมอย่างมาก

จนสามารถปลูกเชิงพาณิชย์ได้เป็นผลสำเร็จในปี 1988 และลงทะเบียนเป็นพันธุ์พืชของญี่ปุ่นในปี 2006 พร้อมทำตลาดเป็นสินค้าการเกษตรระดับพรีเมียมราคาแพง

แต่ญี่ปุ่นกลับส่งเรื่องและเอกสารให้องค์กรการค้าโลก (WTO) เพื่อสงวนสิทธิ์การส่งไปขายต่างประเทศไม่ทันเส้นตาย

นี่จึงกลายช่องว่างให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้กับจีน ที่สภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกันสามารถพัฒนาพันธุ์ขึ้นและส่งไปขายเพื่อทำเงินในต่างประเทศได้ จนญี่ปุ่นต้องเจ็บปวดจากการถูกเพื่อนบ้านที่กำลังมาแรงในเวทีโลก เข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดฮ่องกง ตามที่เป็นข่าวดังกล่าว/koreatimes



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน