Marketeer นัดสัมภาษณ์พิเศษกับ “อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ในยามบ่ายแก่ ๆ วันหนึ่งที่อาณาจักรของเขา “J House”

บ้านหลังใหญ่ในพื้นที่ประมาณ 5 ไร่  เมื่อเปิดประตูรั้วด้านข้างออกไปก็จะเจอกับ J SPORT CLUB  ในเนื้อที่อีกประมาณ 7 ไร่ ที่มีสนามฟุตบอลส่วนตัวขนาดมาตรฐานไว้เล่นกับเพื่อนฝูง 

คนที่มาจากครอบครัวธรรมดา ๆ ไม่ร่ำรวย แถมมีหนี้สิน มีความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก ช่วงเรียนปริญญาโทต้องแอบนอนในหอพักของรุ่นน้อง เพราะไม่มีเงินเช่าบ้าน จนเรียนจบ   

เขาทำได้อย่างไร  คือคำถามที่ต้องหาคำตอบไปพร้อม ๆ กับ Marketeer

ปีนี้ฟอร์บส์ ประเทศไทย รายงานว่า อดิศักดิ์ ติดอันดับที่ 37 ของเศรษฐีไทย มีมูลค่าทรัพย์สิน 835 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.94 พันล้านบาท) 

ในวัย 66 ปี อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ดูแข็งแรง ใบหน้าอ่อนกว่าอายุมากทั้ง ๆ ที่ต้องรับผิดชอบธุรกิจจำนวนมหาศาล ในอาณาจักร เจ มาร์ท กรุ๊ป

วันนี้มีบริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ 5 บริษัท รวมมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท และเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 37 ของเมืองไทย

อีก 2 ปีข้างหน้าเขายังมั่นใจว่าจะเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท มูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท

เป็นการวางแผนโตแบบ Aggressive มาก ๆ

ส่วนเขาจะทำได้หรือไม่นั้น เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงต้องจับตาดู 

“ผมเชื่อว่าด้วยเป้าหมายนี้ทุกคนต้องหมั่นไส้ผม เพราะเราไม่ใช่ตระกูลดัง ๆ เป็นแค่นามสกุลบ้าน ๆ ไม่เป็นไร ผมก็ทำงานของผม และไม่เคยถอดใจ ยังมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้บริหารที่เรามีอยู่เยอะแยะเกิดความภูมิใจว่า พอรวมกันแล้วพวกเราทำได้นะ เราสามารถใหญ่เหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ที่เขาใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ”

ไม่มีอะไรที่จะมาพิสูจน์ หรือยืนยัน นอกจากเราทำให้เห็น แล้วให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นคนบอกเอง ดังนั้นต่อจากนี้ เจ  มาร์ท จะต้องทำงานมากกว่าเดิม และทำทุกอย่างด้วยวิธีการใหม่ ๆ ที่หลายคนคาดไม่ถึง

5 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ประกอบด้วย บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) JMART, บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) JMT, บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) JAS, บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)

และล่าสุดคือ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) SGC

สุกี้ตี๋น้อย บริษัทร่วมทุนล่าสุด คือหนึ่งในบริษัทที่เจมาร์ทจะผลักดันให้เข้าตลาดฯ ภายในปี 2567

“เมื่อก่อนนี้เราไม่มีเงิน แต่เมื่อสิ้นปีที่แล้ว BTS เอาเงินมาใส่ JMT เพิ่มทุน ซิงเกอร์เพิ่มทุน รวม ๆ แล้วเท่ากับ 30,000 ล้าน ผมถึงกล้าคิด เกมใหญ่”

ชีวิตของอดิศักดิ์มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลายครั้ง เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเพียงบางช่วงในชีวิตที่ส่งผลให้เขาประสบความสำเร็จในวันนี้

จุดเปลี่ยนแรกจาก “เด็กยะลา” สู่ “รัฐไอโอวา”

จากลูกชายเจ้าของร้านรองเท้าเล็ก ๆ ในจังหวัดยะลา ที่ครอบครัวประสบปัญหาด้านการเงินมาโดยตลอด และภาพเจ้าหนี้ที่แวะเวียนมาทวงหนี้ที่บ้าน คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้อดิศักดิ์เกิดความมุ่งมั่นว่าโตขึ้นจะต้องไม่มีชีวิตแบบนี้แน่นอน

“ตอนเป็นเด็กผมต้องการมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยมหาศาลนะครับ แค่ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินใคร แต่เมื่อมันเป็นไม่ได้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรกที่ทำให้ผมต้องการหนีออกมาจากตรงนั้น”   

จบ ม.ศ. 3  เขาเลยตัดสินใจขึ้นรถไฟชั้น 3 สุไหงโก-ลก-กรุงเทพ ที่แออัดยัดเยียด เพื่อมาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมพร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน

แต่พลาด ต้องไปเรียนต่อโรงเรียนเอกชนผดุงศิษย์พิทยา ย่านบางซื่อ ที่สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเมื่อได้โอกาสไปสอบชิงทุนเอเอฟเอส และได้รับเลือกให้ไปรัฐโอไอวาอเมริกา สิ่งที่เขาได้กลับมาในช่วงเวลา 1 ปีนั้น คือได้มีโอกาสฝึกพูดภาษาอังกฤษ และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

กลับมาเข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ทุนเรียนต่อปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์

ในช่วงเรียนหนังสือทางบ้านส่งเงินมาให้ใช้แค่ 300 บาทต่อเดือน อาศัยพักบ้านญาติแลกกับการช่วยทำงานบ้านสารพัด  ยอมเดินไปเรียนไม่นั่งรถเมล์เพื่อเก็บเงินไว้รับประทานข้าว  ช่วงเรียนปริญญาโทต้องแอบนอนในหอพักของรุ่นน้อง  เพราะไม่มีเงินเช่าบ้าน จนเรียนจบ

เริ่มทำงานที่ บงล. ทิสโก้ จำกัด มหาชน ต่อด้วย บริษัทฟิลิปส์ ประเทศไทย ต้องเดินสายขายของทุกที่ทั่วไทย ตรงไหนเริ่มปักเสา ก็ต้องเอาทีวีไปขาย ไปทดสอบสัญญาณ พร้อมๆ เรียนรู้ระบบการขายสินค้าด้วยเงินสดเงินผ่อนอยู่ถึง 7 ปีเต็ม

“วันหนึ่งผมเดินไปถามนายฝรั่งตรง ๆ ว่า อนาคตของผมอยู่ตรงไหน เพราะรู้ดีว่าอย่างไรตำแหน่งคงได้แค่นี้ เพราะฟิลิปส์ไม่เลือกผู้บริหารระดับสูงเป็นคนไทยแน่นอน”

ก็เลยตัดสินใจลาออก เอาประสบการณ์ที่ได้ไปเปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

สร้าง JAY MART เมื่ออายุ 33 ปี เมื่อรู้ว่า “ลูกจ้าง” ไม่มีทางเป็น “นาย” ได้  

เขาเริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของ JAY MART ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน 2 คูหา ด้วยเงินทุน 2 ล้านบาท เมื่อปี 2532

ขายของ ส่งของ เก็บเงิน ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด โดยมีภรรยาเป็นผู้ช่วย และมีระบบขายสินค้าเงินผ่อนของบริษัทซิงเกอร์เป็นต้นแบบ

(25 ปีต่อมา เขาเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในซิงเกอร์ และสามารถเทิร์นอะราวด์ให้บริษัทที่กำลังขาดทุนกลับมาได้กำไรใหม่อีกครั้ง)

เขามั่นใจว่า ธุรกิจเงินสดเสี่ยงน้อยก็จริง แต่ Margin ต่ำสู้เงินผ่อนไม่ได้ เงินทุน 2 ล้านบาทน่าจะพอในการนำมาใช้หมุนเวียนต่อยอด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เก็บเงินไม่ได้ หมุนเงินไม่ทัน ต้องเอาบ้านเอาทุกอย่างที่มีจำนอง กู้เงินนอกระบบเพื่อให้ได้เงินมาจ่าย เอาของมาขาย และตามเก็บเงินหมุนอยู่อย่างนั้นนานหลายปี

“ต้องบอกว่าช่วง 5 ปี 7 ปี ผมยังหาทางไปต่อไม่เจอ ถามว่าได้กำไรไหม ได้กำไร แต่ก็ต้องเอาไปหมุนต่อ ๆ เพราะฉะนั้นจะไม่มีจุดที่บอกว่า เงินเข้ากระเป๋า เก็บเอาไว้พัก ไม่มี”

การมาเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือเงินสดและเงินผ่อนในยุคที่มือถือกำลังบูม เเละการจับมือในการขายร่วมกับอิออนบริษัทจำหน่ายสินค้าเงินผ่อนยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น คือการเปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นพันธมิตรทำให้ธุรกิจของเจมาร์ทค่อย ๆ ดีขึ้น

JMT ธุรกิจทวงหนี้ เปลี่ยนจาก “วิกฤต” เป็น “ขุมทรัพย์”

จากอดีตที่ต้องเห็นบิดาถูกคนมาทวงหนี้ที่บ้าน

ปี 2541 เขาตั้งบริษัทใหม่  เจเอ็มที เน็ทเวิร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด รับจ้างทวงหนี้

จำได้ว่าเอไอเอสมอบหนี้ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้มามีมูลค่า 600,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชันเดือนแรก 3 หมื่นกว่าบาท

หลังจากนั้น JMT ก็เริ่มได้งานจากผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ บัตรเงินสด-บัตรเครดิต ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ

เมื่อปี 2559 เขาไปซื้อหนี้ก้อนใหญ่มูลค่า 1 พันล้านบาท เข้ามาโดยใช้เงินลงทุนไป 39 ล้านบาท

 “หนี้ก้อนนี้เราเก็บได้ 200 กว่าล้านแล้ว ยังสามารถเก็บได้ต่ออีก 700 กว่าล้าน หลังจากนั้นผมก็ซื้อหนี้เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ จนวันนี้ผมซื้อหนี้มาทั้งหมดประมาณ 250,000 ล้าน ใช้เงินไปเกือบ 20,000 ล้าน มีลูกหนี้อยู่เกือบ 5 ล้านคน”

เคล็ดลับในการทวงหนี้ในสไตล์ JMT ถูกถ่ายทอดให้กับพนักงานรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่วันนี้มีอยู่ประมาณ 2,000 คน

อดิศักดิ์บอกว่ากรณีที่ต้องฟ้องร้องซึ่งไม่อยากทำเลยนั้นมีเพียง 20% และเขายังทุ่มเงินก้อนโตไปกับเทคโนโลยีเพื่อติดตามหนี้ จนวันนี้กลายเป็นบริษัทติดตามหนี้อันดับต้น ๆ ของประเทศ

เเละเป็นบริษัทที่มีมูลค่าในตลาดสูงที่สุดของเจมาร์ท คือประมาณ 100,000 ล้านบาท กลายเป็นแหล่งรายได้หลักในการขยายอาณาจักรของอดิศักดิ์อย่างต่อเนื่อง

บทพิสูจน์ ”ความอดทน” ใช้เวลายื่นขอเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นานถึง 7 ปี

บทพิสูจน์ “ความอดทน และไม่ยอมแพ้” ครั้งสำคัญของอดิศักดิ์ ก็คือ ใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะอนุมัติให้ซื้อขายในตลาดฯ ได้

“ที่ผ่าน ก.ล.ต. ยากเป็นเพราะเรามาจากธุรกิจห้องแถว  ทำให้คุณสมบัติหลายเรื่องอาจจะไม่เข้าเกณฑ์ ไม่น่าไว้ใจ  ผมยื่นครั้งที่ 3 ในปีที่ 7 ถึงจะผ่าน”

เหมือนติดปีกจากวันนั้น 25 มิถุนายน 2552 จนปัจจุบัน บมจ. เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) และ บมจ. เจมาร์ท (JMART)  ถูกจัดอยู่ใน SET 50 ซึ่งเป็นดัชนีราคาหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 อันดับแรก เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา 

ทุกธุรกิจต้องเข้าถึงคน

จากธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน ขยายสู่ธุรกิจมือถือ ตามหนี้ ธุรกิจเรียลเอสเตท เทคโนโลยี สินเชื่อ สินค้าเงินผ่อน ธุรกิจประกัน มี JVC ที่ออก JFin Coin ทำ Crypto มีบริษัทร่วมทุนกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในเกาหลี มีธุรกิจ HR   รวมทั้งหุ้นในโรงงานน้ำตาล

และอีกหลายธุรกิจที่เขาพยายามเชื่อมต่อให้เป็น Ecosystem แบบครบวงจร

รวมทั้งเปิดแนวรบใหม่ด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์ เช่น การเข้าไปซื้อหุ้นร้านกาแฟ แบรนด์ “คาซ่า ลาแปง” หรือล่าสุด เข้าไปถือหุ้น 30% ในร้านสุกี้ตี๋น้อย

“ผมจะทำธุรกิจที่ไปได้ในทุกหย่อมหญ้า เข้าถึงชาวบ้าน เจอคนเยอะ ๆ เราขายมือถือปีละล้านเครื่องต่อปี สุกี้ตี๋น้อยเองก็มีลูกค้าประมาณ 40,000 คนต่อวัน แล้วเรายังมีลูกหนี้ที่ตามทวงอยู่ประมาณ 5 ล้านคน”

โฟกัสไปยังธุรกิจที่เป็น Mass ทั้งหมด เพื่อเป็นการสะสม  Data เขาเชื่อว่าต่อไปในโลกของธุรกิจคนที่มี Data เเละบริหาร Data ได้ดี คือผู้ชนะในที่สุด

ต่อไปจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีจำนวน มีฐานลูกค้าที่มากพอ บวกกับต้องมีเทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดและประหยัดเพื่อให้ได้กำไร

มีวิธีคิด 2 แบบ แบบแรกก็คือแบบ Startup ทั่วไป คือ มี Platform ขายของ ลดราคา ยอมขาดทุน เพื่อดึงคนเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก และรอเวลา

“แต่ของเราขาดทุนไม่ได้เราต้องได้กำไรก่อน พร้อม ๆ กับการสร้าง Population เก็บสะสมเพิ่มขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีฐานลูกค้ามากพอ แล้วค่อยใส่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเข้าไป ทีนี้เราจะ disrupt ใคร หรือทำอะไรก็ได้”

“ถ้าจะเขียนเรื่องความล้มเหลว ผมก็มีเรื่องเล่าที่เขียนหนังสือได้เป็นเล่ม”

นอกเหนือจากความสำเร็จ อดิศักดิ์บอกว่าชีวิตเขายังเต็มไปด้วยความผิดพลาดในหลาย ๆ เรื่อง เเต่ส่วนใหญ่คนอยากฟังเรื่องความสำเร็จที่เกิดขึ้นมากกว่า

“สิ่งหนึ่งที่ผมใช้มาตลอดคือความอดทน ผมอดทนรอได้ เพราะว่าหลายคนสร้างบริษัทก็สร้างต้นไม้ต้นเดียว อุดมสมบูรณ์กำไรดี อะไรดี แต่วิธีการคิดของผมไม่ใช่ ผมสร้างป่า 1 บริษัทคือ 1 ต้น  พอ 20 ต้นก็จะกลายเป็นป่า พอเป็นป่า ก็จะมีน้ำ มีนก มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นระบบนิเวศที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน”

เขาฝากบอกถึงคนรุ่นใหม่ที่ต้องการรวยเร็ว ๆ ว่า บางทีมันไม่ง่าย ต้องอดทน อย่าถอดใจ อย่ายอมแพ้ ต้องมีพลังที่จะเดินหน้า

“สิ่งเหล่านี้มันพูดง่าย แต่พอเจอเข้าจริง ๆ ขาอ่อน เพราะรับไม่ได้กับภาระตรงนั้น ถ้าใจไม่เเข็ง อดทนไม่พอก็ไม่มีทางชนะ”

ตัวเขาเองหลายครั้งก็เจอกับความผิดพลาดจากการที่ประเมินปัญหาผิด

“ถ้าจะเล่าเรื่องความล้มเหลว เขียนหนังสือได้เป็นเล่ม เราก็ต้องถามตัวเองก่อนว่า เรายอมแพ้ไหม ในชีวิต ไม่เคยยอมแพ้ เพราะฉะนั้นอย่าถามว่าจะถอยมั้ย ไม่ถอย สู้ไหม สู้ เราต้องการเป็นผู้ชนะ ก็ต้องเดินไปหาโอกาส เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ แนวความคิดพวกนี้จะถูกถ่ายทอดไปยังทีมผู้บริหารทั้งหมด ทุกคนก็เลยปฏิบัติเหมือนกัน มองหาโอกาส แล้วก็เติบโต”

เห็นบริษัทในเครือมาก ๆ อย่างนี้ เขากลับบอก Marketeer  ว่าประชุมหลัก ๆ แค่วันเดียว ใน 1 เดือน

ส่วนปัญหาปลีกย่อยใครมีปัญหาก็มาคุยได้ แต่ผมจะถามเขาว่า ผมเป็น CEO หรือว่าคุณเป็น CEO ถ้าผมเป็น CEO โอเค ปัญหามาเดี๋ยวผมจะแก้ให้ แต่ถ้าคุณเป็น CEO แล้วคุณเอาปัญหามาให้ผม ตกลงคุณไม่ใช่ CEO  พูดไปอย่างนี้ เลยไม่มีใครกล้าคุย ต้องตัดสินใจทำเอง ซึ่งเมื่อปัญหาแก้ได้โดยไม่ถึงผมก็หมายความว่าเราได้วางระบบไว้ดีแล้ว”

อดิศักดิ์ยังวางตัวทายาทอีก 2 คน เป็นผู้เข้ามาสานต่อธุรกิจ คือ “จุฑามาศ” และ “เอกชัย”  โดยในระหว่างนี้กำลังอยู่ในการเรียนรู้งาน

การทำธุรกิจรุ่นพ่อว่ายากแล้ว ในรุ่นลูกยิ่งยากกว่า เขาบอกว่าต้องการให้ลูกศึกษางานได้สัมผัสถึงปัญหา เจอความเจ็บปวดบ้างบางครั้งด้วยตัวเอง ก่อนที่จะลงสนามจริง

วันว่างเขายังเป็นคนสะสมของเก่าที่หลายชิ้นมีเรื่องราวผูกพันร้อยรัดกับชีวิต มีผลงานของศิลปินชื่อดังหลายท่านเช่น อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี  อาจารย์ ประเทือง เอมเจริญ รวมทั้งภาพวาดสีน้ำของเขาเอง

เเต่ผลงานที่เขาถ่ายรูปด้วยวันนี้คืองานหล่อ Banana-head ของ โน้ต “อุดม เเต้พานิช”  ที่มีไว้ถึง 50 ตัว

“จะได้ทำอะไรง่าย ๆ (หัวเราะ) ที่มีถึง 50 ตัวเพราะอยากให้ทุกบริษัทไปอยู่ใน SET 50 ของตลาดฯ”

ก่อนจากกันวันนั้น อดิศักดิ์ยังชวน Marketeerไปยังสนามฟุตบอลส่วนตัว สนามหญ้าจริงที่เขียวขจี สวยงาม ที่มีเขาและเพื่อน ๆ รุ่นพี่รุ่นน้องในหลาย ๆ วงการมาลงสนามในทุก ๆ วันเสาร์

เป็นกีฬาหนึ่งที่ทำให้ “ใจ” เขาเเข็งเเรง



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน