มาญี่ปุ่นต้องกินราเมน เพราะราเมนถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติญี่ปุ่นเลยทีเดียว ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็จะมีราเมนที่แตกต่างกันออกไปเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นเอง

โดยราเมนมีจุดเริ่มต้นในยุคที่วัฒนธรรมจีนเข้ามาในญี่ปุ่นช่วงการปฏิรูปเมจิ จากนั้นชาวญี่ปุ่นจึงได้นำราเมนมาปรุงแต่งด้วยเครื่องปรุงของญี่ปุ่นอย่างโซยุและเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น ต่อมาจึงได้กลายเป็นราเมนในแบบที่ทุกคนรู้จักในฐานะอาหารประจำชาติญี่ปุ่นหลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดการค้าเสรีอย่างเป็นทางการเหมือนในปัจจุบัน

และเหตุผลที่ราเมนเป็นอาหารประจำชาติ เพราะชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานกันค่อนข้างบ่อย โดยประมาณเกือบ 60% ของชาวญี่ปุ่นรับประทานราเมน 1 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ ถือเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมราเมนถึงเป็นอาหารประจำชาติ

มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติของราเมนกันเถอะ

ราเมนเริ่มต้นขึ้นในปี 1800 ซึ่งเป็นแนวคิดวิธีการทำอาหารที่ได้มาจากผู้อพยพชาวจีนในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หรือช่วงการฟื้นฟูสมัยเมจิ สิ่งนี้ทำให้ช่วยเผยแพร่ความนิยมของราเมนไปทั่วประเทศญี่ปุ่น และก่อให้เกิดร้านราเมนร้านแรก Rairaiken ขึ้นมาในปี 1910 ในโตเกียว

ต่อมาไม่นาน ราเมนก็ได้แพร่หลายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว จนถึงช่วงหลังสงครามญี่ปุ่น การบริโภคขนมปังและข้าวสาลีของชาวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น จึงมีการนำข้าวสาลีมาทำเป็นบะหมี่ราเมน

ความนิยมของราเมนได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างในปี 1950 ได้เกิดร้านราเมนแผงลอยริมถนนขึ้นทั่วญี่ปุ่น เพื่อเสิร์ฟราเมนร้อน ๆ ให้กับชาวญี่ปุ่นตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน หรือในปี 1958 ราเมนได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งถูกคิดค้นโดย Momofuku Ando (โมโมะฟุกุ อันโด) ผู้ก่อตั้ง Nissin Foods (นิชชินฟู้ด)

หลังจากนั้นความนิยมของราเมนได้เติบโตขึ้นไม่เพียงแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่แพร่หลายไปยังทั่วโลกอีกด้วย และในไม่ช้าราเมนก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อาหารประจำชาติของญี่ปุ่นควบคู่ไปกับซูชิ สาเก และมัทฉะ

ส่วนราเมนเป็นบะหมี่น้ำ มักจะกินคู่กับเนื้อหมูชาชู สาหร่าย และต้นหอมเป็นหลัก ซึ่งราเมนจะมีการปรุงซุปที่ต่างกันตามแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น แต่ถ้ามา Sapporo (ซัปโปโร) ต้องมิโซะราเมน (ซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) มา Tokyo (โตเกียว) ต้องโชยุราเมน และมา Fukuoka (ฟุกุโอกะ) ต้องทงคตสึราเมน (ซุปกระดูกหมู)

แล้วทำไมต้องกินซุปราเมนเหล่านี้ใน 3 จังหวัดนี้ของญี่ปุ่น เพราะทั้ง 3 เมืองเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่น และถือเป็นจังหวัดในภูมิภาคต้นกำเนิดน้ำซุปในแต่ละพื้นที่ โดยจากการสำรวจพบว่าทั้ง 3 จังหวัด Sapporo, Tokyo และ Fukuoka เป็นจังหวัดที่มีร้านราเมนเยอะที่สุดในประเทศ

ราเมนในจังหวัด Sapporo ต้นกำเนิดมิโซะราเมน

ซุปมิโซะราเมนมีต้นกำเนิดใน Sapporo เมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ส่งผลให้ปัจจุบันราเมนของเมืองนี้เป็นหนึ่งในอาหารประจำภูมิภาคชั้นนำของญี่ปุ่น

มิโซะราเมนเริ่มต้นขึ้นในปี 1958 ด้วยน้ำซุปมิโซะที่คิดค้นโดย Morito Omiya (โมริโตะ โอมิยะ) เจ้าของร้านมิโซะซัปโปโรรายแรก Aji no Sanpei (อาจิ โนะ ซันเปย) น้ำซุปเข้มข้น และมีความหอมแบบเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น นำมาผสมผสานกับบะหมี่รูปแบบใหม่ที่พัฒนาโดย Takayuki Nishiyama (ทาคายูกิ นิชิยามะ) ผู้ก่อตั้งนิชิยามะ เซเม็ง

ทำให้มิโซะราเมนของจังหวัด Sapporo มีความนุ่ม ละมุน หอม อร่อย และรับประทานง่าย จนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติชื่นชอบนั่นเอง

ตั้งแต่มิโซะราเมนถูกคิดค้นขึ้น ซุปนี้ก็ได้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย จนได้มีการพัฒนามิโซะราเมนในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็ยังคงรสชาติเข้มข้นของน้ำซุปผสมมิโสะ หรือเต้าเจี้ยวญี่ปุ่นอยู่เสมอ

ราเมนในจังหวัด Tokyo ดินแดนแห่งโชยุราเมน

โชยุราเมน ราเมนสูตรดั้งเดิมที่ใช้ซีอิ๊วชนิดซอสถั่วเหลืองของญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมหลักในน้ำซุป และเป็นราเมนพื้นฐานของคนโตเกียว

เนื่องจากโชยุราเมนชามแรกเกิดขึ้นที่ร้าน Rairaiken (ไรไรเคน) ย่านอาซาคุสะ ในกรุงโตเกียว ในปี 1910 โดยเจ้าของร้านได้เป็นคนเริ่มต้นใช้โชยุปรุงน้ำซุปราเมน นอกจากนี้ ร้านนี้ยังถือว่าเป็นร้านราเมนร้านแรกของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

หลังจากนั้นโชยุราเมนก็ได้เป็นที่นิยมในทันที เพราะรสชาติที่รับประทานง่าย อร่อยถูกปาก ได้รสชาติหวานเค็ม ๆ ส่งผลให้ราเมนกลายเป็นที่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น

ราเมนในจังหวัด Fukuoka บ้านเกิดทงคตสึราเมน

ทงคตสึราเมง เป็นราเมนต้นตำรับมาจากจังหวัด Fukuoka ในเกาะคิวชู ซึ่งเป็นน้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้น โดยเกิดจากการต้มกระดูกหมูในน้ำเป็นเวลานานถึง 18 ชั่วโมง จนน้ำซุปมีสีขุ่นและหอมกระดูกหมูนั่นเอง

ทงคตสึราเมนถูกเสิร์ฟครั้งแรกในปี 1947 โดยเกิดขึ้นจากความบังเอิญในร้าน Nankin Senryo (นันคิน เซ็นเรียว) เนื่องจาก Kattsumi Sugino (คัตสึมิ ซุกิโนะ) เจ้าของร้านได้ออกไปซื้อของโดยปล่อยให้แม่ของเขาดูแลร้านในขณะที่เขาไม่อยู่ เมื่อเขากลับมาได้พบว่าน้ำซุปราเมนกำลังเดือดและกลายเป็นสีขาวระหว่างการต้ม

สิ่งนี้ทำให้เขาได้ลองชิมและปรุงรสใหม่อีกครั้ง ก่อนจะพบว่าน้ำซุปนี้มีความอร่อยและเข้มข้น หลังจากนั้นไม่นานน้ำซุปนี้ก็ได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมจนกลายมาเป็นทงคตสึราเมนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 

บทสรุป

Miso ramen

ราเมนได้เป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนาน้ำซุปจนเกิดเป็นราเมนที่มีหลากหลายรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในภูมิภาคต่าง ๆ ของญี่ปุ่น และความนิยมของราเมนนี้ไม่หยุดเพียงแค่ในประเทศญี่ปุ่น แต่ได้ขยายตัวในวงกว้าง จนความนิยมเหล่านี้ได้ไปถึงต่างประเทศ จนกลายเป็นอาหารที่ครองใจคนทั่วโลกไปในที่สุด

 

ที่มา:

https://ramenyokocho.com/ramenhistory

Japan’s Top 3 Regional Ramen: Sapporo, Tokyo and Fukuoka

https://www.masterclass.com/articles/sapporo-style-ramen-recipe#5WUNE6S5Xp3mfryG9E51gZ

Everything you need to know about Sapporo’s amazing ramen noodles!

https://www.nonalim.com/blogs/news/what-is-shoyu-ramen

https://www.apexsk.com/blogs/japan-lifestyle/shoyu-ramen-and-its-regional-differences#:~:text=In%201910%2C%20an%20inexpensive%20restaurant,shoyu%20ramen%20all%20over%20Japan.

https://www.foodandwine.com/travel/guide-ramen-types-japan

https://www.tokyoramentours.com/post/tonkotsu-ramen-origins

https://www.ana.co.jp/en/th/japan-travel-planner/fukuoka/0000007.html

https://www.abokichi.com/en-us/blogs/news/the-history-of-tonkotsu-ramen-in-kyushu



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน