เปิดใจ เจมส์ จิ : “ผมไม่ใช่…ซุปตาร์ อย่างที่ใครคิด”

หากจะลองทำโพลสำรวจความคิดเห็นในเวลานี้ว่าใครคือ นักแสดงชายที่มีเรทติ้งความนิยมสูงสุด Marketeer เชื่อว่า ชื่อของ เจมส์ จิ “จิรายุ ตั้งศรีสุข” ต้องติดอันดับไม่ 1 ก็ 2 อย่างแน่นอน

หลักฐานความเชื่อดังกล่าวมีอยู่หลายเหตุผลเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสวมบทบาท Presenter ให้แก่ 6 แบรนด์สินค้า, ผลงานละคร 3 เรื่องและภาพยนตร์ 2 เรื่อง, การเป็นดาราที่จัดคอนเสิร์ต Meeting พบปะแฟนคลับพร้อมสร้างกระแส Talk of The Town ด้วยราคาบัตรเข้าชมสูงสุดในราคา 6,000 บาทที่ขายหมดเกลี้ยงในพริบตา ตลอดจนอีกหนึ่งหลักฐานชิ้นสำคัญในโลกออนไลน์ที่ใน Instagram ของเขามียอดแฟนคลับ Follow มากกว่า 970,000 คน และ Twitter อีก 250,000 คน

ที่น่าสนใจคือความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งหมดของเด็กหนุ่มคนนี้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ แค่ 1 ปีเท่านั้น ซึ่งหากเปรียบเป็นแบรนด์สินค้าต้องบอกว่า “เจมส์ จิ” คือ Brand น้องใหม่ที่มาแรงแซงหน้ารุ่นพี่ในตลาดอย่างทิ้งห่างขาดลอยเลยทีเดียว

Marketeer ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “เจมส์ จิ” พร้อมกับเริ่มต้นคำถามแรกอย่างฉับพลันว่า “ความสำเร็จและผลงานที่ผ่านมาใน 1 ปีคิดว่าตัวเองก้าวขึ้นสู่การเป็น “ซุปตาร์” หรือยัง?

“ผมยังไม่ใช่ Super Star อย่างที่ใครคิดหรอก ภาพของ Super Star ในความคิดของผมต้องอย่างพี่เบิร์ด ธงไชย ที่เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นตัวจริงมีที่ยืนในวงการบันเทิงได้อย่างยาวนาน”

“และผมว่าชีวิตของการเป็น Super Star มันไม่สนุกหรอกนะ ไม่มีเวลาส่วนตัวเพราะต้องอยู่ในเงื่อนไขกรอบของเวลา และที่สำคัญต้องคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ถ้าเราเกิดทำอะไรผิดพลาดเสียหายขึ้นมา ตัวผมไม่เท่าไรหรอก แต่นิสัยผมแคร์คนรอบข้างมากกว่าตัวเอง”

เป็นคำตอบแรกที่โดนใจ ที่เปรียบเสมือนสารกระตุ้นให้เกิดในหลาย ๆ คำถามในเวลา 1 ชั่วโมงที่ได้เจอหนุ่ม HOT คนนี้

แล้วคิดว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในสถานะไหนในวงการบันเทิง

ผมคิดว่าเป็นเพียงเริ่มต้นเลยนะ ผมไม่เคยมั่นใจในตัวเองว่าจะสามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้อีกนานแสนนาน ผมว่าที่ผ่านมาเป็นแค่ความโชคดีที่คนชื่นชอบบทบาทคุณชายพุฒิภัทรในละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพมากกว่า”

แต่เวลานี้ “เจมส์ จิ” ได้รับความสนใจมากมาย โดยเฉพาะแบรนด์สินค้าที่เลือกเราเป็น Presenter ถึง 6 แบรนด์คิดว่าเป็นเพราะอะไร นอกจากเรื่องความโด่งดัง

“ขึ้นอยู่กับตัวแบรนด์ด้วยนะผมว่า เขาคงต้องมอวงว่าต้องการดาราแบบไหน แต่หากให้ผมวิเคราะห์ เขาเลือกผมเพราะอยากให้หนังโฆษณาดูสดใส และให้แบรนด์เขาเองดู Freshy ทันสมัย เพราะคาแรคเตอร์ตัวผมเองก็สดใส ร่าเริง และชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัย”

เคยได้ยินมาว่าก่อนเข้าวงการบันเทิง “เจมส์ จิ” เก่งในเรื่อง IT มาก ถึงขนาดประกอบคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่แค่นั้น ช่วงปิดเทอมไม่มีเรียน ตื่นเช้ามาไม่อาบน้ำ นั่งเล่น, กินข้าว, อยู่หน้าหน้าคอมพิวเตอร์แบบเช้า กลางวัน ตกเย็นอาบน้ำเข้านอน วงจรชีวิตเป็นอย่างนี้ตลอด จนแม่ต้องมาบอกว่าเจมส์ไปเที่ยวข้างนอกบ้านก็ได้นะลูกแม่ไม่ว่าหรอก

เชื่อไหมผมติดเกมออนไลน์จนศึกษาหาวิธีแฮ็คส์ข้อมูลโกงเกมเลยทีเดียว และคิดว่าโตขึ้นฉันจะเป็นแฮ็คเกอร์ข้อมูล แต่พอมาทำงานวงการบันเทิงเลิกเล่นแล้ว เพราะงานตรงนี้สนุกไปอีกแบบได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา

อย่างเช่น ไปทำงานถ่ายละครก็เจอคนที่ทำงานละคร ไปงานแถลงข่าวก็ต้องเจอนักข่าวหน้าเดิมๆ ผมได้เรียนรู้การทำงานและชีวิตของพวกพี่เขาเยอะมาก

น่าจะเป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

ใช่เลย ผมก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่ชอบเรียนรู้ และโตมาพร้อมกับ Google อย่างตอนนี้ถ้าว่างจากการทำงานแป๊บหนึ่งผมก็จะหยิบ Smartphone มาsearch หาข้อมูลที่อยากรู้

โตมากับ Google ติด Smartphone แสดงว่าต้องเป็นคนชื่นชอบ Social Network เป็นชีวิตจิตใจ แล้วคิดว่าดาราในยุค 3G ครองเมืองจำเป็นต้องใช้  Social Network สื่อสารกับแฟนคลับหรือไม่

จำเป็นมาก เด็ก Gen ผมทุกคนเริ่มมี Smartphone เป็นของตัวเองและเล่น Social Network เพราะว่าสนุกกับการโพสต์อะไรไปมีคน Follow เห็นในสิ่งที่เรานำเสนอไป อย่างผมว่างไม่ได้เลย ต้องหยิบมาดู บางทีทำงานอยู่ก็อยากจับมือถือมาดูความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ใน Instagram ที่มีคน Follow มากกว่า 970,000 คน และ Twitter จำนวน 250,000 คน ที่ชอบเล่นตลอดเวลา เพราะผมจะชอบส่งรูปและตอบคำถามแฟนคลับอยู่เสมอ ส่วน Facebook ผมเล่นในช่วงก่อนเข้าวงการ แต่ตอนนี้ผมเลิกเล่นไปแล้ว

เป็นคนชื่นชอบ IT แล้วทำไมถึงเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจ

อย่างที่บอกว่าตอนเด็กฝันอยากเป็นแฮ็คเกอร์ ทำให้ตอนเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม เลือกเรียนสายวิทย์ คณิต เพื่อจะเรียนต่อวิศวคอมพิวเตอร์ แต่อีกมุมหนึ่งตอนเด็กๆ เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ อ่านไปก็เข้าใจบางไม่เข้าใจ แต่พอโตขึ้นมาอ่านอีกรอบแล้วรู้สึกว่าชอบเพราะได้อะไรหลายอย่าง เลยเปลี่ยนใจเลือกเรียน คณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยรังสิต

พักผ่อนมากแค่ไหม เมื่อเปลี่ยนชีวิตตัวเองมาอยู่ในวงการบันเทิง

ถ้าช่วงไหนงานหนักมากๆ นอนวันละ 3 ชั่วโมงเอง แต่ถ้าช่วงไหนตกงานผมนอน 7 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนเวลาว่างจากการทำงานผมก็จะอยู่กับครอบครัว และถ้าว่างจริงๆ ผมชอบที่จะไปถ่ายรูปแรกๆ ก็ใช่ iPhone ถ่ายหลังๆ ลงทุนซื้อกล้อง Leica ชอบถ่ายแนวสตรีทและธรรมชาติ

ได้ยินมาว่าเพิ่งกลับจากประเทศเกาหลี ได้เรียนรู้อะไรอีกไหม นอกจากไปเรียนซ้อมเต้น

เป็นแผนที่ผู้จัดการส่วนตัววางไว้ตั้งแต่แรกว่าต้องไปฝึกฝนตัวเอง แต่ที่สำคัญผมได้เรียนรู้โลกที่กว้างมากขึ้น คือผมเป็นเด็กต่างจังหวัด พอไปถึงที่โน่นก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและได้เห็นคนที่เตรียมที่จะเป็นศิลปินเกาหลี ต้องฝึกฝนตัวเองหัดเต้นนานกว่า วันละ 15 ชั่วโมง ตรงนี้มันสะท้อนมาที่ความเชื่อของผมว่าขีดความสามารถของมนุษย์เรามันเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่มีคำว่าหยุดอยู่แค่นี้ เพราะการมาอยู่ตรงจุดนี้คือคุณต้องพัฒนาตัวเองตลอด

การที่ไม่ “หยุดนิ่ง” พัฒนาตัวเองเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับดาราคนอื่นๆ

ผมแข่งกับตัวเอง ไม่อยากให้มองว่าไปแข่งขันกับดาราคนอื่นเลย เราย่อมรู้ดีที่สุดว่าเราทำเพื่ออะไร เพราะผมว่าแฟนคลับที่คอยติดตามผลงาน ละคร ภาพยนตร์ และโชว์อื่นๆ ถ้าผมทำอะไรที่เกินความคาดหวังของเขาอยู่ตลอดเวลา มันจะเป็นเรื่องที่ Surprise สร้างความสุขให้แก่เขา

แต่…การมาอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับการรับมือกับนักข่าวบันเทิง

แรก ๆ ผมตกใจ ลองคิดดูเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งเพิ่งเข้าวงการบันเทิงมีกล้องประมาณ 50 กล้องแล้วมีไมค์มาจ่อที่ปากเราแล้วนักข่าวก็แย่งกันถาม พอมาพักหลังก็คุ้นเริ่มชินมองเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเวลาเจอคำถามแรงๆ เราก็ตอบตามความจริง

ถ้าอย่างนั้น! ขอถามตามความจริง แคร์ไหมกับการที่คนอื่นมองว่า เจมส์ จิ เข้าถึงตัวยากมาก            

ผมว่าถ้าคนที่พูดอย่างนั้นเขาได้เจอและรู้จักผม เขาจะรักผม ผมเชื่ออย่างนั้น ข่าวที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของคนที่อาจยังไม่เคยเจอเราแล้วเสพสื่อไม่ได้อ่านทุกคำทุกตัวอักษร จนเกิดความเข้าใจผิดได้ในแง่การสื่อสาร

แต่ก็ต้องยอมรับว่าข่าวที่เกิดขึ้นมันมีผลกระทบในเรื่องงาน แต่ในเรื่องจิตใจผมเฉยๆ อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยสนใจโลกมากกว่า เพราะโลกจริงๆ ของผมคือการเรียนรู้ และหาสิ่งดีๆ ให้แก่คนรอบข้าง

แล้วนิยามความสุขของผู้ชายที่ชื่อ “เจมส์ จิ”

มีคนเคยบอกว่าชีวิตคนเราเหมือนนักกายกรรมไต่เชือก เขาต้องเอียงตัวซ้ายขวาตลอดเวลา เพียงเพื่อต้องการแค่จุด “สมดุล” มันไม่ต่างจากความสุขและความทุกข์ของคนเรา ที่มันต้องมีเอียงซ้ายและขวาตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ข้างใดข้างหนึ่งเสมอ ผมว่าชีวิตคนเราจะมีความสุขได้ก็ต้องหาจุด “สมดุล” ให้เจอและพอใจกับจุดนั้น

ความท้าทายของ “เจมส์ จิ” ในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้

ผมว่าในโลกใบนี้มันใหญ่มากมีเรื่องราวอีกเยอะแยะมากมายที่ต้องเรียนรู้ วันนี้ที่ผมเจอมามันแค่เล็กน้อย ยกตัวอย่างเรื่องงานวงการบันเทิงผมมองมันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นในเวลานี้ เรายังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองว่าเจ๋งสุดๆ เหมือนอย่างพี่ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” หรือ “พี่นก ฉัตรชัย” ที่เล่นบทละครอะไรแล้วคนก็เชื่อในสิ่งเหล่านั้น อย่างร้องเพลงก็ไม่ได้เพราะถึงขนาดเหมือนศิลปินนักร้องมืออาชีพ

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer