หลายคนอาจจะเคยได้ยินหรือมีความเชื่อว่าระบบการดูแลรักษาพยาบาล หรือระบบดูแลสุขภาพในต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกานั้นดีกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก เหตุปัจจัยที่ทำให้เชื่ออย่างนั้นเป็นเพราะด้วยความที่ประเทศเหล่านั้นเป็นรัฐสวัสดิการ หรือความหมายก็คือ รัฐซึ่งเก็บภาษีในอัตราที่สูง และนำเงินของประชาชนมาตอบแทนประชาชนด้วยการให้บริการด้านความจำเป็นในแต่ละด้านของชีวิตด้วยคุณภาพสูง
ในบทความนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักโครงสร้างและเนื้อในของระบบการรักษาและดูแลสุขภาพของประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก ว่าดีจริงสมคำร่ำลือหรือเป็นเพียงแค่ความเชื่อว่าจะดีเท่านั้น ไปติดตามอ่านกันได้จากบทความนี้
โครงสร้างระบบดูแลสุขภาพของอเมริกา
ก่อนที่เราจะไปต่อในรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับระบบดูแลสุขภาพในอเมริกา เราชวนผู้อ่านมาทำความรู้จักกับโครงสร้างของระบบการดูแลสุขภาพของอเมริกากันก่อนว่าเป็นอย่างไร
ปี 2022 ประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรประมาณ 338 ล้านคน และสถิติระบุว่าประชาชนชาวอเมริกันประมาณ 50% ได้รับความคุ้มครองประกันส่วนบุคคลผ่านการจ้างงาน (ประกันกลุ่ม) 6% ได้รับประกันส่วนบุคคลผ่านประกันสุขภาพ (ประกันนอกกลุ่ม) พลเมือง 20% พึ่งพา Medicaid, 14% พึ่งพา Medicare และอีก 1% ในรูปแบบประกันสาธารณะอื่น ๆ (เช่น Veterans Health Administration [VHA] และ Military Health Service [MHS]) นั่นแปลว่าชาวอเมริกันอีก 9% ไม่ได้มีประกันอะไรเลย
ระบบดูแลสุขภาพในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ให้บริการโดยสถานพยาบาลของภาคเอกชน และชำระเงินโดยการผสมผสานระหว่างโครงการสาธารณะ (เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล) การประกันของเอกชน และการชำระเงินที่ประชาชนต้องชำระเอง
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเพียงประเทศเดียวที่ไม่มีระบบการรักษาพยาบาลแบบสากล* และประชากรจำนวนมากไม่มีประกันสุขภาพ
หมายเหตุ: ระบบการรักษาพยาบาลแบบสากล (Universal Health Coverage) คือ ระบบที่ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะถูกครอบคลุมโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานสาธารณะอื่น ๆ โดยระบบการรักษาพยาบาลแบบสากลมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละประเทศ โดยทั่วไปแล้วระบบการรักษาพยาบาลแบบสากลจะครอบคลุมบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น เช่น การตรวจสุขภาพ การรักษาโรคทั่วไป การผ่าตัด และการดูแลผู้ป่วยระยะยาว
จำนวนประชาชนชาวอเมริกันที่ไม่มีประกัน Source: Statista
นอกจากนี้ ยังมีสถิติหนึ่งที่น่าสนใจคือในปี 2021 มีเงินหมุนเวียนในระบบดูแลสุขภาพของสหรัฐฯ กว่า 4,225 ล้านดอลลาร์ ถ้าถามว่าเงินจำนวนมากขนาดนี้ไปอยู่ที่ไหน คำตอบอยู่ในชาร์ตด้านล่างนี้
The United States spent $4,255.1 billion on health care in 2021 Source: Amma-Assn
4 องค์ประกอบสำคัญในระบบดูแลสุขภาพของอเมริกา
นอกจากนี้ ที่ระบบดูแลสุขภาพของสหรัฐอเมริกายังเป็นระบบที่ผสมผสานระหว่างระบบประกันสุขภาพภาคบังคับและระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่
- ระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ ประกอบด้วยโปรแกรมรัฐบาลอย่าง Medicare และ Medicaid ซึ่งให้บริการดูแลสุขภาพแก่ผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย
- ระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ประกอบด้วยแผนประกันสุขภาพที่ซื้อได้จากบริษัทประกันสุขภาพเอกชน
- ระบบบริการสุขภาพ ประกอบด้วยโรงพยาบาล คลินิก และผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพอื่น ๆ
- ระบบการชำระเงิน ประกอบด้วยระบบการจ่ายเงินสำหรับบริการสุขภาพ ซึ่งรวมถึงการจ่ายเงินจากบริษัทประกันสุขภาพ รัฐบาล และผู้ป่วย
ทีนี้เรามาเจาะแต่ละองค์ประกอบว่ามีรายละเอียดอย่างไร
- ระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ
ระบบประกันสุขภาพภาคบังคับประกอบด้วยโปรแกรม Medicare และ Medicaid ซึ่งเป็นโปรแกรมประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา ออกแบบมาเพื่อให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชากรกลุ่มต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา
Medicare เป็นโปรแกรมประกันสุขภาพแห่งชาติแบบผู้จ่ายเงินรายเดียว (single-payer) ที่เริ่มต้นในปี 1966 เงินทุนสำหรับโปรแกรมนี้มาจากภาษีเงินเดือน ค่าเบี้ยประกันและภาษีเกินจากผู้รับประโยชน์ และรายได้ทั่วไปของรัฐบาลกลาง โดยส่วนใหญ่จะให้บริการประกันสุขภาพแก่ชาวอเมริกันอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ได้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบประกันสังคมผ่านภาษีเงินเดือน ความคุ้มครองประกันสุขภาพเสริมผ่าน Medicare มอบให้แก่คนหนุ่มสาวที่มีความพิการบางประเภท ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้านข้าง ALS หรือผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกเลือดหรือปลูกถ่าย ความคุ้มครองสำหรับ Medicare แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ A ถึง D แผน Medicare แบบดั้งเดิม (A, B และ D) ไม่มีขีดจำกัดการใช้จ่ายเงินสด
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ Medicare เป็นโปรแกรมประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และคนพิการ โดยผู้รับประโยชน์จะต้องจ่ายภาษีเงินเดือนเพื่อรับความคุ้มครอง Medicare แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ A ถึง D โดยแต่ละส่วนครอบคลุมบริการที่แตกต่างกัน Medicare แบบดั้งเดิม (A, B และ D) ไม่มีขีดจำกัดการใช้จ่ายเงินสด ซึ่งหมายความว่าผู้รับประโยชน์อาจต้องจ่ายเงินบางส่วนสำหรับค่าบริการด้านสุขภาพ
Medicare เป็นโปรแกรมประกันสุขภาพที่สำคัญมากของสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้รับประโยชน์มากกว่า 60 ล้านคน อย่างไรก็ตาม Medicare ไม่ได้ครอบคลุมประชากรทุกคนในสหรัฐอเมริกา ประชาชนบางส่วนอาจจำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติม หรืออาจไม่ได้ประกันสุขภาพเลย
- Medicare Part A ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) เช่น ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าแพทย์ ค่าพยาบาล ค่าบริการห้องผ่าตัดและห้องพักฟื้น และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์
- Medicare Part B ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) เช่น ค่าบริการของแพทย์ ค่ายาตามใบสั่งแพทย์ ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ และค่าบริการอื่น ๆ
- Medicare Part C เรียกอีกอย่างว่าแผน Medicare Advantage (MA) แผนเสริม Medicare หรือ Medigap ความคุ้มครองส่วนที่ C เป็นทางเลือกแทน Medicare แบบดั้งเดิมที่อนุญาตให้ผู้ป่วยเลือกแผนส่วนตัวโดยได้รับประโยชน์อย่างน้อยเท่ากันของส่วน A และ B และบ่อยครั้งคือ D (เป็นแผนยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ Medicare Advantage [MAPD]) แผนเหล่านี้กำหนดวงเงินการใช้จ่ายที่ต้องชำระเองรายปี ซึ่งแผนส่วน A และ B แบบดั้งเดิมไม่มีอยู่ Medicare Part D เป็นความคุ้มครองเกี่ยวข้องกับยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ ความคุ้มครองนี้มีการออกแบบสิทธิประโยชน์มาตรฐานสำหรับผู้ป่วยทุกคน
Medicaid เป็นโปรแกรมร่วมของรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐที่ให้บริการดูแลสุขภาพแก่ผู้ป่วยที่มีรายได้และทรัพยากรจำกัด เป็นแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับบริการทางการแพทย์และบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้ต่ำในสหรัฐอเมริกา ได้รับเงินทุนร่วมกันจากรัฐบาลรัฐและรัฐบาลกลาง และบริหารจัดการโดยแต่ละรัฐ ซึ่งกำหนดสิทธิ์ผู้รับต้องเป็นพลเมืองสหรัฐฯ หรือผู้อยู่อาศัยถาวรอย่างถูกกฎหมาย และอาจรวมถึงผู้ใหญ่ที่มีรายได้ต่ำ บุตรของตน และผู้ที่มีความพิการบางประเภท ความยากจนเพียงอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องเป็นคุณสมบัติที่ทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิ์ได้รับ Medicaid
Medicaid เป็นโปรแกรมประกันสุขภาพร่วมของรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้มีรายได้น้อยและคนพิการ โดยผู้รับประโยชน์ต้องเป็นพลเมืองสหรัฐฯ หรือผู้อยู่อาศัยถาวรอย่างถูกกฎหมาย Medicaid เป็นโปรแกรมประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้รับประโยชน์มากกว่า 70 ล้านคน
Medicaid ครอบคลุมบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น เช่น การตรวจสุขภาพ การรักษาโรคทั่วไป การผ่าตัด และการดูแลผู้ป่วยระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผู้รับประโยชน์อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียมการสมัคร ค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการ ค่าธรรมเนียมการเข้ารับการรักษา ค่าธรรมเนียมการจำหน่าย ค่าธรรมเนียมยา และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
Medicaid เป็นโปรแกรมประกันสุขภาพที่สำคัญมากของสหรัฐอเมริกา โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและคนพิการสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น
State Children’s Health Insurance Program (CHIP) เป็นโครงการประกันสุขภาพราคาประหยัดสำหรับเด็กในครอบครัวที่มีรายได้มากเกินกว่าที่จะมีสิทธิ์ได้รับ Medicaid ซึ่งในบางรัฐ CHIP ยังครอบคลุมหญิงที่ตั้งครรภ์ด้วย CHIP เป็นโครงการร่วมของรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐ โดยแต่ละรัฐกำหนดกฎการครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่แน่นอนไว้ตามนโยบายแต่ละรัฐ
อย่างไรก็ตาม รัฐ (State) ทั้งหมดจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมพื้นฐานการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการสั่งจ่ายยาและการพบแพทย์ การเข้ารับการตรวจเป็นประจำไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ CHIP แต่อาจมีค่าใช้จ่ายร่วมสำหรับบริการอื่น ๆ โดยบางรัฐจะมีการเรียกเก็บเบี้ยประกันรายเดือนสำหรับความคุ้มครอง CHIP แต่จะไม่เกิน 5% ของรายได้ประจำปีของครอบครัว
CHIP ครอบคลุมบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น เช่น การตรวจสุขภาพ การรักษาโรคทั่วไป การผ่าตัด และการดูแลผู้ป่วยระยะยาว โดยผู้รับประโยชน์อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบ้าง อย่างเช่นค่าธรรมเนียมการสมัคร ค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการ ค่าธรรมเนียมการเข้ารับการรักษา ค่าธรรมเนียมการจำหน่าย ค่าธรรมเนียมยา และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
CHIP เป็นโปรแกรมประกันสุขภาพที่สำคัญมากของสหรัฐอเมริกาและมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กในครอบครัวที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น
- ระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ (ประกันสุขภาพเอกชน)
บริษัทรับประกันสุขภาพในสหรัฐฯ Source: Quora
ในสหรัฐฯ มีแผนประกันสุขภาพเอกชนระดับประเทศจำนวนมาก รวมถึงแผนประกันภูมิภาคและแผนประกันตนเอง (ให้บริการโดยบริษัทขนาดใหญ่) และในสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องปกติที่นายจ้างจะจ่ายเบี้ยประกันเอกชนให้กับลูกจ้างในสังกัด
โดยปกติแล้วเบี้ยประกันจะจ่ายกันเป็นรายเดือนเพื่อรักษาความคุ้มครองด้านสุขภาพทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับพนักงานของบริษัท (หรือที่เรียกว่าประกันกลุ่ม) นอกจากนี้ คนอเมริกันหลาย ๆ คนก็ต้องซื้อประกันสุขภาพ (เอกชน) สำหรับตนเอง (ประกันนอกกลุ่ม) ผ่านตลาดประกันสุขภาพหรือ “ศูนย์แลกเปลี่ยน”
- ระบบบริการสุขภาพ
ระบบบริการสุขภาพในสหรัฐฯ ประกอบด้วยผู้เล่นอย่างโรงพยาบาล คลินิก และผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพอื่น ๆ ตามรายงานของศูนย์บริการ Medicare & Medicaid (CMS) ในปี 2022 รายงานว่าสถานพยาบาลในสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนดังนี้
- โรงพยาบาลรัฐ: 25%
- โรงพยาบาลเอกชน: 75%
โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ดำเนินการโดยรัฐบาลท้องถิ่นหรือรัฐบาลของรัฐ โรงพยาบาลเหล่านี้มักให้บริการแก่ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีประกัน ส่วนโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ดำเนินการโดยบริษัทเอกชน โรงพยาบาลเหล่านี้มักให้บริการแก่ผู้ป่วยที่มีประกันสุขภาพ
นอกจากโรงพยาบาลแล้วยังมีสถานพยาบาลประเภทอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น คลินิก สถานพยาบาล และศูนย์สุขภาพ สถานพยาบาลเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยบริษัทเอกชน ด้านสถิติจำนวนโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกามีดังนี้
โรงพยาบาลรัฐ: มีทั้งหมด 1,090 แห่ง (ปี 2022) โดยให้บริการผู้ป่วยประมาณ 100 ล้านคน โรงพยาบาลรัฐมักตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีรายได้ต่ำหรือมีประชากรด้อยโอกาส โรงพยาบาลเหล่านี้มักให้บริการด้านสุขภาพที่จำเป็น เช่น การดูแลฉุกเฉินและการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
โรงพยาบาลเอกชน: มีทั้งหมด 5,850 แห่ง (ปี 2022) โดยให้บริการผู้ป่วยประมาณ 300 ล้านคน โรงพยาบาลเอกชนมักตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีรายได้สูงหรือมีประชากรหนาแน่น โรงพยาบาลเหล่านี้มักให้บริการด้านสุขภาพที่หลากหลาย เช่น การผ่าตัด การดูแลผู้ป่วยหนัก และการรักษาโรคเฉพาะทาง
- ระบบการชำระเงิน
ระบบการชำระเงินประกอบด้วยระบบการจ่ายเงินสำหรับบริการสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย การจ่ายเงินจากบริษัทประกันสุขภาพ รัฐบาล และผู้ป่วยเอง ดังชาร์ตด้านล่างนี้
บริษัทประกันสุขภาพจะจ่ายเงินให้กับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ (โรงพยาบาลเอกชน, คลินิก) ส่วนรัฐบาลจะจ่ายเงินสำหรับบริการสุขภาพให้กับผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติภายใต้โปรแกรม Medicare และ Medicaid ผู้ป่วยจะจ่ายเงินสำหรับบริการสุขภาพด้วยตนเองหรือผ่านประกันสุขภาพภาคบังคับหรือภาคสมัครใจ
ตามข้อมูลศูนย์วิจัยสุขภาพแห่งชาติ (National Center for Health Statistics) ในปี 2022 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 12,000 ดอลลาร์ต่อครั้ง โดยสัดส่วนของค่าใช้จ่ายที่ประกอบไปด้วย ประกันสุขภาพเอกชน เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล และผู้ป่วยจ่ายเองคิดเป็นสัดส่วนดังนี้
- ประกันสุขภาพเอกชน คิดเป็นสัดส่วน 54% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือประมาณ 7,304 ดอลลาร์
- เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล คิดเป็นสัดส่วน 38% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือประมาณ 5,168 ดอลลาร์
- ผู้ป่วยจ่ายเอง คิดเป็นสัดส่วน 8% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือประมาณ 1,128 ดอลลาร์
ตัวเลขค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านการรักษาพยาบาลในกลุ่มประเทศ OECD: OECD
หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายด้านการสาธารณสุขในสหรัฐฯ
โดยปกติหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดที่มีหน้าที่กำกับดูแลด้านนโยบายสุขภาพของประชาชนชาวอเมริกัน ก็คือ กรมสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐอเมริกา (Department of Health and Human Services: HHS) มีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องสุขภาพและให้บริการมนุษย์ที่จำเป็นแก่ชาวอเมริกันทุกคน
มีหน่วยงานหลายแห่งที่ทำงานภายใต้ HHS ดังนี้ HHS และกรมสาธารณสุขระดับรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาและกำกับดูแลการดำเนินงานของนโยบายด้านสุขภาพ รวมถึงการจัดการค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพส่วนใหญ่ (ผ่านศูนย์ประสานงานและให้บริการสำหรับโครงการ Medicare และ Medicaid หรือ Centers for Medicare & Medicaid Services: CMS)
สำนักงานวิจัยและคุณภาพการดูแลสุขภาพ (Agency for Healthcare Research and Quality: AHRQ) ภารกิจหลักของ AHRQ คือการผลิตงานวิจัยที่จะทำให้การดูแลสุขภาพปลอดภัยยิ่งขึ้น มีคุณภาพสูงขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีความเท่าเทียมกัน และมีราคาไม่แพง และยังมีหน้าที่ในการทำงานร่วมกับ HHS และพันธมิตรอื่น ๆ ส่งต่องานวิจัยที่มีประโยชน์ไปยังหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) CDC เป็นส่วนหนึ่งของสำนักบริการสาธารณะ มีหน้าที่ให้ความรู้และออกมาตรการเชิงป้องกันเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนในประเทศ โดยให้แนวทางสำหรับการป้องกันและควบคุมโรคและภาวะอื่น ๆ ที่ป้องกันได้ และตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health :NIH) NIH ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักบริการสาธารณะ สนับสนุนการวิจัยด้านชีวการแพทย์และพฤติกรรมในประเทศสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ ดำเนินการวิจัยในห้องปฏิบัติการและคลินิกของตนเอง ฝึกอบรมนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ รวมถึงส่งเสริมการเก็บรวบรวมและแบ่งปันความรู้ทางการแพทย์
สำนักงานผู้ตรวจการทั่วไป (Office of Inspector General: OIG) OIG เปรียบเสมือนหน่วยงานตรวจสอบ (Audit) ทางด้านการแพทย์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration: FDA) FDA ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักบริการสาธารณะ มีหน้าที่รับรองความปลอดภัยของอาหารและยา ว่ามีความปลอดภัย บริสุทธิ์ และสมบูรณ์ และยาสำหรับมนุษย์และสัตว์ ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ และอุปกรณ์ทางการแพทย์มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ปล่อยรังสีมีความปลอดภัย นอกจากนี้ FDA ยังกำกับดูแลการอนุมัติยา ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ การวินิจฉัย และอุปกรณ์ในสหรัฐอเมริกา
ศูนย์ประเมินและวิจัยยา (Center for Drug Evaluation and Research: CDER) CDER ปฏิบัติภารกิจสาธารณสุขที่สำคัญในการให้การรับรองเกี่ยวกับความปลอดภัยของยาที่จำหน่ายอยู่ในสหรัฐฯ ว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพและในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ FDA, CDER กำกับดูแลทั้งยาที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์และยาตามใบสั่งแพทย์ รวมถึงยา generic สิ่งนี้ครอบคลุมมากกว่าแค่ยา เช่น ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ สารระงับกลิ่นกาย ยาสระผมกำจัดรังแค และครีมกันแดด ล้วนถือเป็น “ยา” ทั้งหมด
ศูนย์ประเมินและวิจัยผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ (Center for Biologics Evaluation and Research: CBER) CBER คือศูนย์ที่อยู่ภายใต้ FDA อีกทีมีหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพสำหรับใช้ในมนุษย์ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้อง CBER มีภารกิจหลักในการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพของคนอเมริกัน โดยทำให้ประชาชนมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพนั้นมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพียงพอ นอกจากนี้ CBER ยังมีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่สาธารณชนเพื่อส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพอย่างปลอดภัยและเหมาะสม
ศูนย์อุปกรณ์และสุขภาพรังสีวิทยา (Center for Devices and Radiological Health: CDRH) CDRH มีหน้าที่ให้การรับรองและให้บริการแก่ผู้ป่วยและผู้ให้บริการทางการแพทย์ให้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์ปล่อยรังสีได้อย่างปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
บริษัทประกันคือผู้เล่นคนสำคัญของระบบดูแลสุขภาพของอเมริกา
ในตอนต้นเราได้กล่าวถึงระบบดูแลสุขภาพของประเทศสหรัฐฯ ไปแล้วว่าเป็นระบบผสมผสานที่จะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ประกันเอกชน (ประกันภาคสมัครใจ) Medicare, Medicaid (ประกันภาคบังคับ), สถานพยาบาล และ ผู้ป่วยจ่ายเอง ในหัวข้อนี้เราอยากพาทุกท่านไปทำความรู้จักบริษัทประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุด (ตามส่วนแบ่งตลาด) 3 อันดับแรกซึ่งครองส่วนแบ่งเกือบ 30% ของตลาดประกันสุขภาพว่าเป็นใครบ้าง และมีความสำคัญต่อระบบการดูแลสุขภาพของอเมริกาอย่างไรบ้าง
UnitedHealth Group
UnitedHealth Group เป็นบริษัทประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยให้บริการประกันสุขภาพกับบุคคลและบริษัทต่าง ๆ ในปี 2022 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 308,300 ล้านดอลลาร์ UnitedHealth Group ให้บริการประกันสุขภาพประเภทต่าง ๆ รวมถึงแผนประกันสุขภาพส่วนบุคคล แผนประกันสุขภาพกลุ่ม และแผนประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ
UnitedHealth Group เป็นหนึ่งในบริษัทประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทมีเครือข่ายโรงพยาบาลและคลินิกกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ UnitedHealth Group ยังเป็นบริษัทประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดสำหรับตลาดประกันสุขภาพเชิงพาณิชย์ บริษัทมีลูกค้าที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็กกว่า 100 ล้านราย
Kaiser Permanente
Kaiser Permanente เป็นบริษัทประกันสุขภาพที่ให้บริการประกันสุขภาพแบบสหกรณ์ หรือก็คือรูปแบบการเป็นเจ้าของร่วมกันโดยสมาชิก Kaiser Permanente ก่อตั้งขึ้นในปี 1945 และตั้งอยู่ในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 2022 อยู่ที่บริษัทมีรายได้ 181,500 ล้านดอลลาร์ Kaiser Permanente ให้บริการประกันสุขภาพประเภทต่าง ๆ รวมถึงแผนประกันสุขภาพส่วนบุคคล แผนประกันสุขภาพกลุ่ม และแผนประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ
Kaiser Permanente แตกต่างจากบริษัทประกันสุขภาพอื่น ๆ ตรงที่ให้บริการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ หมายถึงแผนประกันสุขภาพ เครือข่ายโรงพยาบาลและคลินิก บริการด้านสุขภาพจิต และบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ Kaiser Permanente มีเครือข่ายโรงพยาบาลและคลินิกกว่า 2,200 แห่งทั่วอเมริกา
Anthem Inc.
Anthem Inc. เป็นบริษัทประกันสุขภาพที่ให้บริการประกันสุขภาพให้กับบุคคลและบริษัทต่าง ๆ Anthem Inc. ก่อตั้งขึ้นในปี 1946 และตั้งอยู่ในเมืองอินเดียแนโพลิส รัฐอินเดียนา ในปี 2022 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 155,200 ล้านดอลลาร์ Anthem Inc. ให้บริการประกันสุขภาพประเภทต่าง ๆ รวมถึงแผนประกันสุขภาพส่วนบุคคล แผนประกันสุขภาพกลุ่ม และแผนประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ Anthem Inc. เป็นบริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีเครือข่ายโรงพยาบาลและคลินิกกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ
ระบบการดูแลสุขภาพของสหรัฐฯ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างไร
เรื่องระบบดูแลสุขภาพถ้าจะบอกว่าประเทศไหนดีกว่าประเทศไหนคงจะเป็นเรื่องที่เทียบลำบาก แต่ถ้าหากเราเทียบกันในมิติค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวรวมไปถึงผลลัพธ์ของค่าใช้จ่ายก็คงพอจะเทียบได้ จากสถิติของ Peter G, Foundation จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลต่อหัวของสหรัฐอเมริกาสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่น ๆ เกือบ ๆ จะ 2 เท่าเลย โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์
ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อหัวต่อครั้งต่อคนของแต่ละประเทศ: Source Peter G.
ส่วนปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของสหรัฐฯ มีราคาที่สูงก็เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ (ค่าแพทย์ ค่าห้องพักฟื้น ค่าหัตถการ ฯลฯ) ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในด้านการส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว (Long-Term Care) ของอเมริกากลับอยู่ที่กลางตาราง นี่อาจแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของเงินที่ใช้จ่ายไปส่วนใหญ่หมดไปกับเรื่องเฉพาะหน้ามากกว่า
กราฟเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งในด้านบริหารจัดการและการดูแลสุขภาพในระยะยาว: Source Peter G.
สถิติในการจัดการโรคต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาเมื่อเทียบกับประเทศอื่น: Source Peter G.
ส่วนผลลัพธ์ของการใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลสูงปรี๊ดของอเมริกาก็ควรคาดหวังว่าตัวเลขของสุขภาพคนอเมริกันหรือสถิติโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ จะบางเบาลงบ้าง แต่หากเราดูข้อมูลอ้างอิงจะเห็นว่า แม้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่อเมริกาจะเป็นเบอร์ 1 แต่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของอเมริกาก็ไม่ได้ดีไปกว่าผลลัพธ์ในประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ เลย ที่จริงแล้วสหรัฐอเมริกามีผลงานที่แย่กว่าในการวัดผลด้านสุขภาพทั่วไปบางอย่าง เช่น อายุขัย การตายของทารกแรกเกิด และโรคเบาหวานที่ก็ยังสูงอยู่
อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Healthcare_in_the_United_States
https://www.ispor.org/heor-resources/more-heor-resources/us-healthcare-system-overview
https://medical.mit.edu/my-mit/internationals/healthcare-united-states
https://www.pgpf.org/blog/2023/07/how-does-the-us-healthcare-system-compare-to-other-countries
https://www.peoplekeep.com/blog/top-25-health-insurance-companies-in-the-u.s
https://content.naic.org/sites/default/files/publication-msr-hb-accident-health.pdf
https://www.oecd-ilibrary.org/sites/154e8143-en/index.html?itemId=/content/component/154e8143-en
https://www.statista.com/chart/8441/number-of-americans-without-healthcare-insurance/
https://www.ama-assn.org/about/research/trends-health-care-spending
–
