อาหารเกาหลี 7 อย่างที่คนชอบดูซีรีส์ต้องรู้จักกับความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา

จากข้อมูลของสถาบันส่งเสริมอาหารเกาหลี จำนวนร้านอาหารเกาหลีทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในทศวรรษที่ผ่านมา และการวิจัยของ Morgan Stanley ระบุว่าการส่งออกอาหารของเกาหลีสร้างรายได้ 5 พันล้านดอลลาร์ให้กับเกาหลีในปี 2018 และอาจเกิน 10 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023

ด้วยเหตุนี้ อาหารเกาหลีจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก อย่างในสหรัฐอเมริกามีการเปิดร้านอาหารเกาหลีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่โด่งดังของเกาหลีใต้เลยทีเดียว ด้วยอิทธิพลจากภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลีและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ตลาดอาหารเกาหลีทั่วโลกได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วันนี้เราเลยจะมาแนะนำประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาของ 7 อาหารเกาหลียอดฮิตที่ผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ และรู้จักเป็นอย่างดี รวมไปถึงรับประทานเป็นประจำให้ทุกคนรู้จักกัน

จูม็อกบับ ข้าวปั้นเกาหลี สัญลักษณ์ประชาธิปไตย

Jumeokbap

ใครที่ชื่นชอบอาหารเกาหลีต้องรู้จักจูม็อกบับ (Jumeokbap) ข้าวปั้นทรงกลมที่อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบที่มีประโยชน์ต่าง ๆ อย่างสาหร่าย หัวไชเท้า ไข่กุ้ง มายองเนส หรือทูน่าแน่นอน แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากความอร่อยแล้ว ความเป็นมาของจูม็อกบับยังเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เกาหลี จนได้รับการขนานนามว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยอีกด้วย

ตอนแรกจูม็อกบับเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากญี่ปุ่นในช่วงสงครามระหว่าง 2 ประเทศ เพราะเป็นอาหารที่พกพาง่าย รับประทานสะดวก และได้สารอาหารครบถ้วน จึงทำให้จูม็อกบับเป็นที่นิยมในกลุ่มของทหารและคนเดินทางไกล

แต่ในช่วงเหตุการณ์สังหารหมู่ควังจูในปี 1980 หลังจากที่รัฐบาลเกาหลีปิดพื้นที่เมืองควังจูจนผู้คนไม่สามารถเข้าออกได้ ทำให้ผู้ประท้วงขาดเสบียงในการเดินหน้าสู้ต่อ ชาวบ้านในบริเวณนั้นเลยรวมกำลังช่วยเหลือผู้คนที่ถูกกักขังในพื้นที่ประท้วง โดยส่งจูม็อกบับเข้าไปเพื่อให้ผู้คนรับประทานเป็นแหล่งพลังงานในการต่อต้านเผด็จการต่อไป เนื่องจากอาหารชนิดนี้เป็นอาหารที่หาวัตถุดิบได้ง่าย รับประทานไม่ยาก และไม่ต้องใช้เวลาทำมากนัก

หลังจากนั้นเป็นต้นมา จูม็อกบับจึงได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่หล่อเลี้ยงกลุ่มประชาธิปไตย จนถึงขั้น Jung Hyang Ja (จอง ฮยังจา) หัวหน้าสหภาพแรงงานและผู้ร่วมเหตุการณ์ให้สัมภาษณ์ว่า จูม็อกบับทำให้ผู้คนที่มาจากต่างถิ่นไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามรวมเป็นหนึ่งเดียว

ซัมกเยทัง ไก่ตุ๋นโสมเกาหลี ซุปร้อนที่นิยมรับประทานในหน้าร้อน

ซัมกเยทัง

แม้ว่าซัมกเยทังจะเป็นซุปไก่ตุ๋นโสมร้อน ๆ แต่กลับเป็นอาหารยอดนิยมในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าวบนคาบสมุทรเกาหลี เพราะชาวเกาหลีเชื่อว่า การที่จะเติมพลังให้กับร่างกายเราควรรักษาความร้อนด้วยความร้อน

ตามทฤษฎีการแพทย์แผนตะวันออก ในช่วงฤดูร้อน เลือดจะไหลเวียนอยู่ใกล้ผิวหนังเพื่อทำให้ร่างกายเย็นลง ส่งผลให้การไหลเวียนโลหิตในอวัยวะภายในของเราไม่ดี ซึ่งการรับประทานซัมกเยทังจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตในอวัยวะภายใน และช่วยฟื้นฟูพลังงาน รวมไปถึงลดความร้อนในร่างกายลงอีกด้วย

โดยชาวเกาหลีนิยมรับประทานซัมกเยทัง ไก่ตุ๋นโสมเกาหลีมาตั้งแต่สมัยที่เกาหลียังขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ อย่างเช่นเนื้อวัวและเนื้อหมูที่ถือว่าเป็นสินค้าล้ำค่าที่ต้องทำงานในทุ่งนาแทนที่จะนำมารับประทาน ดังนั้น สัตว์ตัวเล็กอย่างไก่จึงเป็นแหล่งโปรตีนและพลังงานที่สำคัญ ทว่าในสมัยก่อนก็ยังถือว่าเนื้อพวกนี้มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าอาหารทะเล เนื้อวัว และเนื้อหมูอยู่ดี

ผู้คนในสมัยนั้นจึงนิยมนำโสมและสมุนไพรต่าง ๆ มาต้มกับเนื้อไก่ เพื่อให้มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มมากขึ้น จนทำให้เมนูซัมกเยทังได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

มิยอกกุก ซุปสาหร่าย อาหารวันเกิดแบบดั้งเดิมของเกาหลี

มิยอกกุก

เชื่อได้เลยว่าแฟนซีรีส์เกาหลีจะต้องเคยเห็นฉากที่ตัวละครในเรื่องกำลังทานมิยอกกุก ซุปสาหร่ายในวันเกิดของพวกเขากันแน่ ๆ เพราะการรับประทานมิยอกกุกในวันเกิดถือเป็นหนึ่งในประเพณีของชาวเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ แต่รู้กันหรือไม่ว่าการรับประทานมิยอกกุกในวันเกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร

มิยอกกุก ซุปสาหร่าย เป็นอาหารที่มีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์เกาหลีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โครยอ โดยผู้คนในสมัยนั้นสังเกตเห็นว่าวาฬกินสาหร่ายหลังจากคลอดลูก พวกเขาจึงลองให้ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดรับประทานสาหร่ายดูบ้าง เพราะเชื่อว่าในสาหร่ายนั้นมีแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างแคลเซียมและไอโอดีน ซึ่งมีส่วนช่วยในการผลิตน้ำนม ขับเลือดและของเสียที่ตกค้างในร่างกาย รวมไปถึงฟื้นฟูกำลังให้กลับมาเป็นปกติ

ต่อมา ในสมัยราชวงศ์โชซอน นอกจากมิยอกกุกจะเป็นอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายคุณแม่หลังคลอดแล้ว ยังเป็นเครื่องบูชา Samshin Halmoni (คุณย่าซัมชิน) เทพแห่งการกำเนิด ที่คอยช่วยให้ผู้หญิงคลอดลูกได้อย่างปลอดภัย และให้พรแก่ทารกที่เพิ่งเกิดอีกด้วย โดยมิยอกกุกจะถูกวางไว้ที่ข้างหมอนของผู้หญิงเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงกำหนดคลอด

ด้วยเหตุนี้ มิยอกกุก ซุปสาหร่าย จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการกำเนิดของเกาหลี เนื่องจากเป็นการเคารพ Samshin Halmoni ที่อวยพรให้เด็กคนนี้เกิดมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรงนั่นเอง

นอกจากนี้ มิยอกกุกยังเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก แสดงความขอบคุณของลูกที่มีต่อความเจ็บปวดของแม่ยามให้กำเนิด และความยากลำบากในการเลี้ยงดูตนเองให้เติบโตขึ้นมา ซุปสาหร่ายในวันเกิดของชาวเกาหลีจึงคล้ายเป็นวัฒนธรรมที่มีอยู่เพื่อย้ำเตือนว่าเราต่างเกิดมาเพื่อเป็นความสุขของใครสักคนเสมอ

ต็อกบกกี ราชา Street food ที่รู้จักไปทั่วโลก

ต็อกบกกี

ไม่ว่าจะเวลาผ่านไปนานเท่าไร ชาวเกาหลีใต้ก็ชื่นชอบต็อกบกกีไม่เปลี่ยนแปลง โดยต็อกบกกีเป็นอาหารที่มีมาตั้งแต่สมัยโซซอน ซึ่งในสมัยนั้นต็อกบกกีถือเป็นอาหารชั้นเลิศที่ขุนนางและสมาชิกในราชสำนักรับประทาน แต่หลังจากสงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 ต็อกบกกีก็ได้กลายเป็นของว่างของผู้คนทั่วไป

ต่อมา ต็อกบกกีก็ได้รับความนิยมในวงกว้างและมีการเปิดขายอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเมนูจานนี้มีซอสพริกแดงและข้าวสาลีที่วางขายโดยทั่วไปเป็นส่วนประกอบ จนอาหารเก่าแก่จานนี้กลายเป็นอาหารจานโปรดตลอดกาลของชาวเกาหลีใต้

เพราะหากเราถามคนเกาหลีว่าอาหารวัยเด็กที่อยู่ในความทรงจำคืออะไร หลายต่อหลายคนมักตอบว่าต็อกบกกี แม้ว่าต็อกบกกีจะได้รับการเปลี่ยนแปลงมากมายตามกระแสของยุคสมัยตั้งแต่ต็อกไปจนถึงซอสก็ตาม ผู้คนก็ยังชื่นชอบไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างในปี 2021 ยอดขายชุดต็อกบกกีโดย Market Kurly ผู้จัดจำหน่ายออนไลน์เพิ่มขึ้น 303% จากเมื่อสองปีก่อน นอกจากนี้ ต็อกบกกีหลากหลายรสชาติก็ยังถือเป็นสินค้าขายดีอันดับต้น ๆ ในร้านค้าต่าง ๆ

ความนิยมของต็อกบกกีนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศเกาหลีเท่านั้น แต่ยังเป็นที่นิยมในต่างประเทศด้วย จากข้อมูลของกรมศุลกากรเกาหลี การส่งออกต็อกบกกีมีมูลค่า 54 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 เพิ่มขึ้น 56.7% จากปีก่อน และยอดขายชุดอาหารต็อกบกกีของ Market Kurly ในปี 2021 ก็ยังสูงกว่าปี 2020 ถึง 4 เท่า ด้วยความนิยมนี้ทำให้เรียกได้ว่าต็อกบกกีเป็นราชันแห่ง Street Food เลยทีเดียว

จาจังมยอน อาหารจานโปรดของชาวเกาหลี

จาจังมยอน

ในวันที่ 14 เมษายน ผู้คนชาวเกาหลีใต้จะเฉลิมฉลองวันจาจังมยอนแห่งชาติและวัน Black Day ซึ่งเป็นวันสำหรับคนโสดที่ไม่ได้รับของขวัญหรือช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์หรือวันไวท์เดย์ โดยผู้คนจะกินจาจังมยอนเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และแน่นอนหากเราเป็นแฟนซีรีส์เกาหลี เราคงจะคุ้นเคยกับจาจังมยอน เมนูบะหมี่รสเผ็ดนี้แน่นอน

โดยต้นกำเนิดของจาจังมยอนมาจากประเทศจีน ซึ่งว่ากันว่าอาหารจานนี้นำเข้ามาเกาหลีโดยผู้อพยพชาวจีนในช่วงปลายทศวรรษ 1800 แต่จาจังมยอนได้กลายเป็นอาหารยอดนิยมในเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1960 ในตอนที่ผู้ประกอบการชาวเกาหลีเริ่มใส่มันฝรั่ง หัวหอม และผักอื่น ๆ ลงในจาน ทำให้มีรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มมากขึ้น จากแต่เดิมที่ทำด้วยหมูสามชั้นหั่นเต๋าและชุนจัง ซึ่งเป็นซอสถั่วดำข้นที่ทำจากถั่วเหลืองหมักเท่านั้น

ตั้งแต่นั้นมา จาจังมยอนจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมเกาหลี ไม่เพียงแต่เป็นอาหารจานโปรดเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของเกาหลีอีกด้วย

บูแดจิแก อาหารยังชีพในยุคสงครามสู่อาหารยอดนิยมของเกาหลี

บูแดจิแก

เชื่อได้เลยว่าหลายคนต้องรู้จักบูแดจิแก หนึ่งในอาหารเกาหลียอดนิยมแน่นอน เพราะอาหารจานนี้เป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมที่แพร่หลายไปทั่วโลก

แต่รู้หรือไม่ว่าบูแดจิแกเป็น อาหารเกาหลี ที่เกิดขึ้นท่ามกลางผลพวงอันเจ็บปวดของสงครามเกาหลี โดยบูแดจิแกเป็นอาหารที่เริ่มต้นมาจากการทำสตูเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งเป็นการนำเนื้อที่เหลือจากในกองทัพมาทำเป็นอาหาร เนื่องจากในช่วงสงครามเกาหลีขาดแคลนเสบียงอาหาร ประกอบกับราคาเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น

ในกองทัพจึงได้นำเนื้อมาอัดใส่กระป๋องเพื่อบริโภคเป็นแหล่งพลังงาน และผู้คนชาวเกาหลีก็ได้นำเนื้อกระป๋องเหล่านั้นมาบริโภคเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดแล้ว เนื้อกระป๋องที่ถูกแปรรูปก็ไม่ได้มีคุณภาพเหมือนกับเนื้อแท้ ๆ ผู้คนชาวเกาหลีใต้จึงได้เติมซอสพริกและเครื่องเทศผสมลงไป เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับรสชาติของเนื้อ จนเกิดเป็นหม้อต้มสตูกองทัพเกาหลีหรือบูแดจิแกนั่นเอง

รามยอน อาหารยุคสงครามสู่ Soft Power ระดับโลก

ภาพรามยอน

หากใครเคยดูหนังและซีรีส์เกาหลี ต้องเคยสังเกตว่าแทบทุกเรื่องจะมีฉากที่ตัวละครกินรามยอนรวมอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบันรามยอนได้กลายเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ และยังเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่สร้างรายได้จำนวนมากให้แก่เกาหลีใต้

รามยอนเป็นอาหารธรรมดาของชาวเกาหลี ที่ผู้คนนิยมรับประทานในชั่วโมงเร่งด่วน เนื่องจากทำง่าย ไม่ยุ่งยาก และสามารถหาซื้อได้ทั่วไป จากสถิติพบว่าการบริโภครามยอนอยู่ที่ประมาณ 70-90 ห่อต่อคนต่อปี โดยประวัติความเป็นมาของรามยอนของเกาหลีเริ่มต้นขึ้นในปี 1963

ในตอนแรกรามยอนเป็นอาหารราคาถูกในช่วงหลังสงครามเกาหลี ซึ่งเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่อดอยาก รามยอนยี่ห้อซัมยังจึงได้เกิดขึ้นเป็นแบรนด์แรกด้วยความช่วยเหลือจากอุปกรณ์เครื่องจักรกลของญี่ปุ่น และต่อมาชินรามยอนก็ได้เปิดตัว

ในช่วงเวลานั้น รามยอนได้ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมรามยอนของเกาหลีขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อุตสาหกรรมนี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในระบอบการส่งออกที่โดดเด่นที่สุดของเกาหลี และเป็นส่วนหนึ่งของ DNA วัฒนธรรมเกาหลี

อย่างในปี 2020 ช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด เกาหลีใต้สามารถส่งออกรามยอนได้มากถึง 603 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากมาตรการกักตัวอยู่บ้าน ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกนิยมซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกักตุนไว้กินกันมากขึ้น

และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 เกาหลีใต้สามารถทำรายได้จากการส่งออกรามยอน มูลค่าราว 319 ล้านดอลลาร์ สูงขึ้น 5.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2020 ซึ่งอยู่ที่ 302 ล้านดอลลาร์ โดยประเทศที่นำเข้ารายใหญ่ ได้แก่ จีน รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไต้หวัน ตามลำดับ

 

บทสรุป

ทั้ง 7 เมนูนี้เป็นอาหารเกาหลีที่ได้รับความนิยมและโด่งดังไปทั่วโลก ผู้คนจำนวนมากนิยมรับประทาน ด้วยอิทธิพลของสื่อต่าง ๆ ที่เราเห็นอยู่ในซีรีส์ทำให้อาหารเกาหลีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และแน่นอนว่าอาหารเกาหลีไม่ได้มีเพียงเท่านี้เท่านั้น แต่ยังมีอาหารอื่น ๆ อีกมากมายที่น่าลิ้มลองและเป็นนิยมอย่างบิบิมบับ ซุปกิมจิ หรือหมูย่างเกาหลีเช่นกัน

 

ที่มา:

https://www.seriouseats.com/how-korean-cuisine-got-huge-in-america

https://www.oppacookshere.com/korean-food/why-is-korean-food-so-popular

https://www.saveur.com/culture/jumeokbap-fist-rice-gwangju-history/

Samgyetang, the Korean chicken soup that warms you up from inside

https://www.bbc.com/travel/article/20200609-how-a-south-korean-comfort-food-went-global

https://english.hani.co.kr/arti/english_edition/e_entertainment/1033677.html

The Role of Korean Ramyeon – Christina Ji Young Chang

https://creatrip.com/en/blog/8870

https://www.mashed.com/334384/the-fascinating-history-of-budae-jjigae/

https://www.slurrp.com/article/jajangmyeon-the-korean-comfort-food-thats-taking-the-world-by-storm-1680520488648

https://www.korea.net/NewsFocus/HonoraryReporters/view?articleId=190103

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer