ดร. ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wholesale และรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะการลงทุนในตลาดโลกที่มีความผันผวนตลอดทั้งปี ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งสงครามที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะลุกลามหรือยืดเยื้อนานแค่ไหน
แต่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (SCB Wealth Management) สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำตลาดนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละสภาวะตลาด ในรูปแบบที่หลากหลายตามระดับความเสี่ยงที่ลูกค้ายอมรับได้ เพื่อสร้างความสมดุลของพอร์ต ช่วยลดความผันผวน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี นำมาซึ่งผลการดำเนินงานในปีนี้ที่ยังเติบโตได้ดี คาดการณ์ว่า รายได้จากกลุ่มธุรกิจ Wealth จะเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบจากปี 2022 ( YOY) ต่อยอดการเติบโตจากผลิตภัณฑ์ประกัน เงินฝาก และสินเชื่อเพื่อต่อยอดความมั่งคั่ง (Property-backed Loan และ Lombard Loan) โดยปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้า Wealth และลูกค้าที่มีศักยภาพที่จะเป็น Wealth อยู่มากกว่า 1 ล้านคน
ธุรกิจ Wealth Management ในประเทศไทยนับเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด และความผันผวนของตลาดโลกจากปัจจัยอัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง และภาวะสงคราม ในปี 2020-2023 แต่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของกลุ่มลูกค้า Wealth ยังสามารถเติบโตได้ และคาดว่าจะยังโตอย่างต่อเนื่องในปี 2024-2026 เฉลี่ยที่ 4.5% ต่อปี
การที่ SCB Wealth สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เป็นผลจากกลยุทธ์ 3 แกนหลัก
- First-in-market & holistic solutions การเป็นผู้นำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดในช่วงที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย อาทิ ผลิตภัณฑ์การลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ เช่น ตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำระยะสั้นหรือกองทุนกลุ่มตราสารตลาดเงิน (Money Market) สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ, Capped Floored Floater Note, Callable Note, สำหรับผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจเวลท์ของเมืองไทย และเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าได้อย่างยั่งยืน บริหารจัดการผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อแนะนำกลยุทธ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าแบบองค์รวม ดังจะเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า เช่น สินเชื่อเพื่อการลงทุน Property-backed Loan และ Lombard Loan ที่ยอดสินเชื่อเติบโตกว่า 70% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา หรือผลิตภัณฑ์ประกันควบการลงทุน Regular Unit-linked ที่ครองอันดับ 1 ในตลาดประกันผ่านช่องทางธนาคาร (Bancassurance) 3 ปีซ้อนด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50% ในปี 2566 รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนประเภท Thematic ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
- Digital wealth with human touch ขยายขอบเขตการบริหารความมั่งคั่ง มุ่งเจาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ ทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการใช้เอไอ และแมชชีนเลิร์นนิ่ง ควบคู่ไปกับการนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและดาต้ามาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนของลูกค้า (Brain Capability) ตลอดจนให้คำปรึกษาแบบ Hybrid Advisory โดยผ่านทีมที่ปรึกษาการลงทุน ควบคู่กับ Wealth Planning Platform เพื่อให้การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย (Personalized solutions) และการจัดพอร์ตการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายของลูกค้าอย่างแท้จริง โดยเน้นการสร้างประสบการณ์อย่างไร้รอยต่อ (Seamless & Omni-channel experience)
- Quality advice focus มุ่งเน้นการสร้าง Advisory Capability ให้มีความแข็งแกร่งในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง โดยการยกระดับคุณภาพของที่ปรึกษาทางการเงิน (Relationship Manager) ที่ได้รับการรับรองจากหลักสูตรการวางแผนทางการเงินระดับสากลกว่า 500 คน ทำให้ SCB WEALTH มีจำนวน RM มากที่สุดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นรูปแบบการให้คำปรึกษาด้วยกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ที่ออกแบบเป็นพิเศษเฉพาะลูกค้าแต่ละราย (Personalized Asset Allocation) เพราะ RM มีการใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีและดาต้าทำให้เข้าใจความต้องการและเป้าหมายของลูกค้ารายบุคคลได้ดีมากยิ่งขึ้น และเน้นให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนของทีม CIO ที่มีความเชี่ยวชาญและที่ได้รับการรับรองจากสถาบันชั้นนำของเอเชีย
SCB Wealth มุ่งโตต่อ ด้วยวิสัยทัศน์ “ที่หนึ่งในใจลูกค้า”
ภายใต้กลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch ธนาคารวางเป้าหมายในการเป็น “ดิจิทัลแบงก์อันดับหนึ่งด้านการบริหารความมั่งคั่ง” และ เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า เสมือนเป็น Thought partners เป็นที่ปรึกษาการลงทุนจะอยู่ทุกช่วงจังหวะการลงทุนของลูกค้าอย่างใกล้ชิด และจะเติบโตไปพร้อมกับความมั่งคั่งของลูกค้าอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี โดยมุ่งเน้นการเป็น Advisory Capability Brand ให้มีความแข็งแกร่งในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจเวลท์ของเมืองไทย และเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าได้อย่างยั่งยืน
การสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า ประกอบด้วย
- เป็นอันดับหนึ่ง NPS ด้วยการส่งมอบประสบการณ์การบริหารความมั่งคั่งสุดประทับใจให้แก่ลูกค้า และเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าอยากแนะนำบอกต่อมากที่สุด
- ผู้นำอันดับหนึ่งสินทรัพย์ภายใต้บริหารจัดการในเชิงของผู้ให้คำปรึกษา (Advisory) เพื่อนำมาซึ่งการได้รับความไว้วางใจในฐานะ Main Bank และ Main Wallet Share ของลูกค้า
- ผู้นำในการบริหารภาพรวมพอร์ตโฟลิโอลูกค้าเพื่อก้าวข้ามทุกความท้าทายและสร้างผลลัพธ์ด้านผลตอบแทนให้แก่ลูกค้าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สร้างการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย
- เป็นธุรกิจหลักที่สร้างการเติบโตให้แก่ธนาคารอย่างยั่งยืน โดยในเซกเมนต์เวลท์จะต้องเห็นการเติบโตในเชิงรายได้ โดยเฉพาะรายได้หลักจากธุรกิจ Wealth อันได้แก่ ธุรกิจการลงทุน ประกัน และสินเชื่อเพื่อต่อยอดความมั่งคั่ง เติบโตในระดับ double digits ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า และเป็นการเติบโตที่มากกว่าการเติบโตของตลาด
- ขยายการเติบโตในกลุ่มลูกค้า Digital Wealth สร้างความแตกต่างด้วยการยกระดับการให้บริการด้วยการแนะนำแนวทางการวางแผนทางการเงินให้ลูกค้าเข้าถึงได้ในวงกว้าง
–

