โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ความจริงเบื้องหลังการปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้าลงสู่ทะเล

ช่วงนี้หลายคนที่เล่นโซเชียลมีเดียอาจจะเคยได้เห็นผ่าน ๆ เรื่องที่ญี่ปุ่นได้ทำการปล่อยน้ำที่ปนเปื้อนกัมตภาพรังสีที่เกิดจากเหตุการณ์ที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2554 เวลาผ่านไปนับ 10 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ข่าวใหญ่ที่ออกมาคือพอญี่ปุ่นปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสีที่ “บำบัดแล้ว” กลับมีภาพปลาที่ลอยขึ้นมาตาย สร้างความวิตกกังวลให้กับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการบริโภคสัตว์น้ำที่มาจากประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

ทำให้เรารู้สึกว่าการหาข้อมูลเพื่อทำให้ข้อสงสัยของใครหลายคนที่เป็น Japanese Food Lover ได้ความกระจ่างว่าสรุปแล้วอาหารทะเลจากญี่ปุ่นยังสามารถบริโภคปกติอยู่ได้หรือไม่ หรือมีอะไรที่เราต้องระวัง ติดตามได้จากบทความนี้

 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะระเบิด

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ (Fukushima Daiichi Nuclear Power Plant) เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ตั้งอยู่ในเมืองโอคุมะ จังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น โรงไฟฟ้าแห่งนี้ประกอบด้วยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์น้ำเดือด (Boiling water reactor : BWR)  6 หน่วย กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4.7 กิกะวัตต์ โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 15 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิเริ่มก่อสร้างในปี 1982 และเริ่มเดินเครื่องในปี 1991 เครื่องปฏิกรณ์ 3 เครื่องแรก (เครื่องที่ 1, 2 และ 3) ผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทพลังงานไฟฟ้าโตเกียว Tokyo Electric Power Company (TEPCO) ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ 3 เครื่องหลัง (เครื่องที่ 4, 5 และ 6) ผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทไฟฟ้าฟุกุชิมะ (Fukushima Power Company)

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปี 2011  เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น และเกิดเป็นคลื่นสึนามิที่มีความสูงถึง 15 เมตรซัดเข้าถล่มโรงไฟฟ้าและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทำให้เครื่องปฏิกรณ์ 3 เครื่องแรก (เครื่องที่ 1, 2 และ 3) ขาดสารหล่อเย็น ความร้อนที่สูงอย่างยิ่งยวดทำให้เกิดการหลอมละลาย (nuclear meltdown) และปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา ส่งผลให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนที่อยู่โดยรอบโรงไฟฟ้ากว่า 470,000 คน ออกจากพื้นที่โดยด่วน

ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิถือเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การไฟฟ้าของญี่ปุ่น และส่งผลกระทบต่อประเทศและภูมิภาคอย่างกว้างขวาง รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟูโรงไฟฟ้าและพื้นที่โดยรอบ จนถึงปัจจุบัน ยังคงมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อกำจัดสารกัมมันตรังสีและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาเป็นปกติ

 

ทำไมญี่ปุ่นจึงต้องเลือกผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าที่สูงมาก เพราะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีประชากรหนาแน่น และตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีอากาศร้อนอบอ้าว จึงต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากเพื่อใช้ในการปรับอากาศและใช้ในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นยังมีพื้นที่จำกัด จึงไม่สามารถผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานธรรมชาติ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ได้เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงหันมาใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาด ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้จำนวนมาก

จากสถิติในปี 2023 ประเทศญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อยู่ทั้งหมด 33 แห่ง กำลังผลิตรวม 47,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นประมาณ 30% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศญี่ปุ่น

 

แผนที่แสดงที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น: Wikipedia

 

รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นกำลังหลักในการผลิตไฟฟ้าประมาณได้ 20-22% ภายในปี 2030 ในช่วงต้นปี 2011 สัดส่วนพลังงานไฟฟ้าที่มาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คิดเป็นเกือบ 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ จากกำลังการผลิต 47.5 กิกะวัตต์ โดยในอนาคตญี่ปุ่นมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็น 41% เป็น 50% ภายในปี 2030

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงจำเป็นต้องผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์

  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่น และความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เพื่อรองรับการดำรงชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าสูง จึงสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของโรงไฟฟ้าแบบทั่วไป โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียม ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีปริมาณจำกัดน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล

  • มลพิษต่ำ

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นโรงไฟฟ้าที่มีมลพิษต่ำเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าแบบทั่วไป ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

  • ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำ

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าแบบทั่วไป ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาที่ประหยัด

อย่างไรก็ตาม ภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิเมื่อปี 2011 ส่งผลให้ทัศนคติของชาวญี่ปุ่นต่อพลังงานนิวเคลียร์เปลี่ยนไป โดยมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศลดจำนวนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศลงจาก 54 เครื่องเหลือเพียง 30 เครื่องภายในปี 2030

สรุปสาเหตุของการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ

อย่างที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้สาเหตุหลักที่ทำให้แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ แผ่นดินไหวขนาด 9.0 แมกนิจูดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ส่งผลให้โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยอาคารกังหันเครื่องปฏิกรณ์ 3 เครื่องพังทลายลง ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ติดตั้งอยู่ในอาคารกังหันเสียหาย และไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับระบบหล่อเย็นของเครื่องปฏิกรณ์ได้

แต่เดิมโรงไฟฟ้าไดอิจิถูกออกแบบมาให้สามารถรับมือคลื่นสึนามิสูง 3.1 เมตร โดยหลักการออกแบบนั้นวิศวกร(ในขณะก่อสร้าง) พิจารณาจากการประเมินคลื่นสึนามิที่เกิดในชิลีปี 1960 (เกิดสึนามิสูงขนาด 25 เมตร) ดังนั้นโรงงานจึงถูกสร้างในระดับความสูงประมาณ 10 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และปั๊มน้ำทะเลอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4 เมตร

ส่วนโรงไฟฟ้าไดนิ(ห่างจากไดอิจิ 11 กิโลเมตร) สร้างสูงกว่าระดับน้ำทะเล 13 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และในปี 2002 โรงไฟฟ้าไดนิได้รับการออกแบบใหม่ให้สูงกว่าระดับเดิมเพิ่มอีก 5.7 เมตร รวมถึงปิดผนึกปั๊มน้ำทะเลเพื่อป้องกันเหตุการณ์น้ำเข้าท่วมปั๊มน้ำซึ่งจะส่งผลเสียหายอย่างมากต่อระบบหล่อเย็น

และเมื่อเหตุร้ายมาถึงเกิดคลื่นสึนามิขึ้นฝั่งด้วยความสูงประมาณ 15 เมตร อันทำให้และห้องกังหันผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าไดอิจิจมอยู่ใต้น้ำลึกประมาณ 5 เมตร ส่วนของโรงไฟฟ้าไดนิได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก จากข้อมูลบันทึกพบว่าคลื่นสึนามิในครั้งนั้นมีความสูงสูงสุด 23 เมตรที่จุดกำเนิด ห่างจากฟุกุชิมะประมาณ 180 กิโลเมตร

ในศตวรรษที่ผ่านมา มีบันทึกว่ามีสึนามิเกิดขึ้นถึง 8 ครั้งในภูมิภาคโทโฮกุ โดยมีความสูงสูงสุดที่จุดกำเนิดเกิน 10 เมตรทั้งนั้น โดยเกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ถึง 8.4 ริกเตอร์ และเกิดเฉลี่ยทุก ๆ 12 ปี สึนามิครั้งล่าสุดที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อญี่ปุ่นเกิดขึ้นในปี 1983 และ 1993 โดยมีความสูงสูงสุดที่จุดกำเนิด 14.5 เมตร และ 31 เมตร ตามลำดับ ทั้งสองเกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์

สำหรับมาตรการป้องกันคลื่นสึนามิที่ใช้เมื่อครั้งออกแบบและก่อสร้างโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิในปี 1960 นั้นถือว่าเป็นที่ยอมรับได้ในแง่ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีในขณะนั้น เนื่องจากสถิติความสูงคลื่นสึนามิที่บันทึกไว้นั้นต่ำกว่าแนวป้องกันชายฝั่ง

แต่ประมาณ 18 ปีก่อนเกิดภัยพิบัติปี 2011 ได้มีการเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ประมาณ 15.7 เมตรที่บริเวณไดอิจิ อย่างไรก็ตามในตอนนั้นทางโรงไฟฟ้ายังไม่ได้มีการนำไปสู่การดำเนินแต่อย่างใด

TEPCO ในฐานะผู้บริหารจัดการโรงไฟฟ้า หรือหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ อย่างสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์และอุตสาหกรรม (NISA) ที่จริงก็มีการการหารือเรื่องการยกระดับมาตรการรับมือภัยพิบัติก็ยังดำเนินอยู่ แต่ในภาพความจริงถึงแม้จะมีการหารือพูดคุยกันบ่อยๆ แต่การดำเนินการกลับน้อยมาก

ในความเป็นจริงมาตรการรับมือสึนามิของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิยังได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามแนวทางของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ระบุให้ต้องมีการคิดเผื่อความปลอดภัยเพื่อรับมือกับสึนามิในระดับที่เลวร้ายที่สุดด้วย(Worst-Case Scenario) แต่ NISA ก็ยังคงอนุญาตให้โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะดำเนินการโดยไม่มีมาตรการรับมือที่เพียงพอ อย่างการเคลื่อนย้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองขึ้นเนินเขา ปิดผนึกส่วนล่างของอาคารเพื่อไม่ให้น้ำเข้า หรือจัดหาปั๊มน้ำทะเลสำรองไว้ให้เพียงพอในกรณีที่เครื่องปั๊มน้ำได้รับความเสียหาย แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ดำเนินการแม้จะมีคำเตือนที่ชัดเจนจาก IAEA ก็ตาม

ดังนั้น เราสามารถสรุปได้เลยว่าสาเหตุที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิเสียหายหนักจากภัยพิบัติครั้งนี้ ได้แก่

คลื่นสึนามิ คลื่นสึนามิสูงถึง 15 เมตรได้ซัดเข้าท่วมโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ โดยคลื่นสึนามิได้เข้าท่วมพื้นที่ชั้นใต้ดินของโรงไฟฟ้า ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ที่สำคัญต่าง ๆ เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองและระบบระบายความร้อนของเครื่องปฏิกรณ์ ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้เสียหาย และไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

การออกแบบที่ไม่เหมาะสม การออกแบบของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิไม่คำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ทำให้โรงไฟฟ้าได้รับความเสียหายอย่างหนัก และไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การขาดการเตรียมความพร้อม บริษัทโตเกียว อิเล็กทริค พาวเวอร์ (TEPCO) ผู้ให้บริการโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ขาดการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิอย่างเหมาะสม โดยไม่มีแผนสำรองในการจ่ายไฟฟ้าให้กับระบบหล่อเย็นของเครื่องปฏิกรณ์ในกรณีฉุกเฉิน

เบื้องหลังของเหตุการณ์รั่วไหลของสารรังสี

ก่อนที่ความเข้าใจผิดจะเลยเถิดไปไกลเราต้องทำความเข้าใจกระบวนการอันสลับซับซ้อนของการทำงานของโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิใช้กันก่อน

 

ภาพโครงสร้างภายในของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ: World Nuclear

 

 

ภาพจำลองกระบวนการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ BWR: NST

 

 

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิเป็นแบบ BWR หรือ Boling Water Reactor ซึ่งการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบ BWR จะเริ่มต้นจากการบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ลงในแท่งเชื้อเพลิงและนำเข้าไปในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แท่งเชื้อเพลิงเหล่านี้จะปล่อยอนุภาคนิวตรอนออกมา ซึ่งจะชนกับอะตอมของยูเรเนียม 235 ทำให้อะตอมเหล่านี้แตกตัวออกเป็นสองอะตอมเล็ก ๆ และปล่อยพลังงานออกมา ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันจะก่อให้เกิดความร้อนจำนวนมาก ซึ่งความร้อนนี้จะถูกจะถ่ายเทไปยังน้ำหล่อเย็นในระบบหล่อเย็น

น้ำหล่อเย็นที่ได้รับความร้อนจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะไหลเข้าสู่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเกิดการเดือดกลายเป็นไอน้ำ ไอน้ำจะไหลผ่านท่อไปยังกังหันไอน้ำ กังหันไอน้ำจะขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

ไอน้ำที่ผ่านกังหันไอน้ำแล้วจะถูกระบายความร้อนและควบแน่นกลับเป็นน้ำหล่อเย็นอีกครั้ง โดยน้ำหล่อเย็นนี้จะไหลกลับไปยังเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อรับความร้อนต่อไป

ทุกคนจะสังเกตเห็นคำว่า “น้ำหล่อเย็น” ซึ่งในเหตุการณ์เมื่อปี 2011 จากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิทำให้ระบบจ่ายไฟสำหรับระบบน้ำหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์เกิดความเสียหายจนทำให้อุณหภูมิในเตาปฏิกรณ์สูงจนเกิดการละลาย และสารกัมมันตภาพรังสีเกิดการรั่วไหลออกมาปนเปื้อนกับน้ำหล่อเย็นที่ค้างอยู่เป็นจำนวนมาก

น้ำที่ถูกบำบัดจากการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ คือน้ำที่ใช้ในการหล่อเย็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ น้ำเหล่านี้ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่เกิดจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในปี พ.ศ. 2554

โดยปกติแล้ว น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะถูกนำไปใช้หมุนเวียน เพื่อไม่ให้เครื่องปฏิกรณ์ร้อนเกินไป อย่างไรก็ตาม น้ำหล่อเย็นจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีอย่างรุนแรง จึงไม่สามารถนำมาหมุนเวียนได้

การบำบัดน้ำที่มีการปนเปื้อนจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะระเบิดนั้นจำเป็นเนื่องจากเหตุผลหลัก 2 ประการ ดังนี้

  • เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

สารกัมมันตรังสีอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้ โดยอาจทำให้เกิดโรคมะเร็ง ปัญหาทางระบบประสาท และอื่น ๆ น้ำที่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีหากปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อาจส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำ รวมถึงอาจปนเปื้อนสู่อาหารทะเลและแหล่งน้ำดื่มของประชาชนได้ การบำบัดน้ำที่มีการปนเปื้อนจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้

  • เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรื้อถอนโรงไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ระเบิด โดยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมละลายและปล่อยสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม การบำบัดน้ำที่มีการปนเปื้อนจะช่วยให้สามารถรื้อถอนโรงไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัย โดยสามารถลดความเสี่ยงในการสัมผัสกับสารกัมมันตรังสีของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในการรื้อถอน

กระบวนการบำบัดน้ำที่มีการปนเปื้อนจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะระเบิดนั้นใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Advanced Liquid Processing System (ALPS) โดยระบบ ALPS จะใช้กระบวนการทางเคมีและฟิสิกส์เพื่อแยกสารกัมมันตรังสีออกจากน้ำ โดยสารกัมมันตรังสีที่แยกได้จะถูกนำไปเก็บรักษาอย่างปลอดภัย

กระบวนการบำบัดน้ำที่มีการปนเปื้อนจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะระเบิดนั้น ใช้เวลานานและต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก โดยคาดว่าจะใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะบำบัดน้ำทั้งหมดได้ อย่างไรก็ดี การบำบัดน้ำที่มีการปนเปื้อนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

จากข้อมูลของบริษัท โตเกียว อิเล็คทริค พาวเวอร์ (TEPCO) ระบุว่าน้ำที่นำมาบำบัดนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสะสมของน้ำเสียกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วปริมาณ 1,300 ล้านตัน ซึ่งใช้ในการทำความเย็นเครื่องปฏิกรณ์ทั้ง 3 เครื่องที่ทำงานอยู่ในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ

กระบวนปล่อยน้ำที่บำบัดแล้วลงสู่ทะเลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2023 หลังจากได้รับไฟเขียวจากสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ  การปล่อยน้ำที่บำบัดแล้วในเฟสที่สองมีกำหนดจะเริ่มในวันที่ 5 ตุลาคม และ TEPCO คาดว่าจะปล่อยน้ำได้ 31,200 ตันภายในเดือนมีนาคมปี 2024 เท่ากับว่าในปีหน้าโรงไฟฟ้าจะสามารถระบายน้ำที่บำบัดแล้วลงสู่ทะเลได้เพียง 10 แท็งก์จากทั้งหมด 1,000 แท็งก์ โดยในกระบวนการระบายน้ำที่บำบัดแล้วลงสูงทะเลเป็นส่วนหนึ่งของโครงการยุติการดำเนินการโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ซึ่งจากข้อมูลของ TEPCO ระบุว่ากระบวนการรื้อถอนทั้งหมดจะใช้เวลาระหว่าง 30 ถึง 40 ปี โดยเป็นการใช้เวลาในการรื้อถอนนานกว่าปกติอย่างน้อย 6 เท่าในการรื้อถอนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายใต้สถานการณ์ปกติ

 

ภาพมุมสูงของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ: Reuter

 

 

ภาพแท็งก์เก็บน้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ: BBC

ส่วนข้อมูลการสลายตัวของรังสีที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำนั้นโดยปกติแล้วระยะเวลาในการสลายตัวของน้ำที่ปนเปื้อนรังสีนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของสารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อน โดยสารกัมมันตรังสีแต่ละชนิดจะมีครึ่งชีวิตที่แตกต่างกัน (ครึ่งชีวิตคือระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีจะสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่งของมัน)

ตัวอย่างเช่น ซีเซียม-137 ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อนจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะระเบิด มีครึ่งชีวิต 30.17 ปี ซึ่งหมายความว่าในเวลา 30.17 ปี ปริมาณซีเซียม-137 จะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง จากนั้นในเวลา 30.17 ปี ปริมาณซีเซียม-137 จะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของครึ่งหนึ่ง หรือเหลือหนึ่งในสี่ จากนั้นก็จะลดลงเหลือหนึ่งในแปด และอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยใช้เวลานานกว่า 30.17 ปี กว่าที่ซีเซียม-137 จะสลายตัวจนหมด

ดังนั้น น้ำที่ปนเปื้อนรังสีจะใช้เวลาในการสลายตัวจนหมดนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของสารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อน สารกัมมันตรังสีที่มีครึ่งชีวิตสั้น เช่น ไอโอดีน-131 จะมีระยะเวลาในการสลายตัวจนหมดเร็วกว่าสารกัมมันตรังสีที่มีครึ่งชีวิตยาว เช่น ซีเซียม-137

อย่างไรก็ตาม การรอให้สารกัมมันตรังสีสลายตัวจนหมดนั้นอาจใช้เวลานานเกินไป จึงจำเป็นต้องมีการบำบัดน้ำที่มีการปนเปื้อนรังสี เพื่อลดปริมาณสารกัมมันตรังสีให้เหลือในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ปล่อยน้ำที่บำบัดลงสู่ทะเล

ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำบำบัดกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่ทะเลเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 โดยเป็นการปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว 1.34 ล้านตัน เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก 500 สระ คาดว่าจะใช้เวลาปล่อยทั้งหมด 30 ปี

การปล่อยน้ำบำบัดกัมมันตรังสีลงสู่ทะเลเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการรื้อถอนและปิดตัวโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิเมื่อปี 2011 ส่งผลให้น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้ารั่วไหลและปนเปื้อนด้วยสารกัมมันตรังสี

ก่อนปล่อยน้ำลงสู่ทะเล บริษัทโตเกียว อิเล็กทริค พาวเวอร์ (TEPCO) ผู้ให้บริการโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะได้ดำเนินการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบ Advanced Liquid Processing System (ALPS) ซึ่งสามารถกำจัดสารกัมมันตรังสีส่วนใหญ่ออกจากน้ำได้ เหลือเพียงทริเทียม ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีที่มีครึ่งชีวิตยาวนานถึง 12.3 ปี

TEPCO ระบุว่า น้ำบำบัดที่ผ่านการปล่อยสู่ทะเลจะมีระดับกัมมันตรังสีไม่เกิน 1,500 เบ็กเคอเรลต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้สำหรับน้ำดื่มถึง 7 เท่า

อย่างไรก็ตาม การปล่อยน้ำบำบัดกัมมันตรังสีลงสู่ทะเลก็ยังก่อให้เกิดความกังวลจากหลายฝ่าย ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ โดยกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์

ประเทศจีนเป็นประเทศที่คัดค้านการปล่อยน้ำบำบัดกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะมากที่สุด โดยได้ประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมหลายแห่งได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นใช้แนวทางอื่นในการกำจัดน้ำบำบัดกัมมันตรังสี เช่น การระเหยน้ำหรือเก็บน้ำไว้ในที่ปลอดภัย

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่า การปล่อยน้ำบำบัดกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของมนุษย์อย่างไร จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

การปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสี (ที่บำบัดแล้ว) จะส่งผลกระทบต่ออาหารทะเลที่เราบริโภคหรือไม่

เมืองฟุกุชิมะเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยตั้งอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เมืองฟุกุชิมะมีอุตสาหกรรมประมงที่เจริญรุ่งเรือง โดยส่งออกอาหารทะเลไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อาหารทะเลที่ส่งออกจากเมืองฟุกุชิมะหลัก ๆ ได้แก่

  • ปลาทูน่า ปลาทูน่าเป็นอาหารทะเลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากเมืองฟุกุชิมะ โดยส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน
  • ปลาแซลมอน ปลาแซลมอนเป็นอาหารทะเลอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากเมืองฟุกุชิมะ โดยส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และไต้หวัน
  • ปลาหมึก ปลาหมึกเป็นอาหารทะเลอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากเมืองฟุกุชิมะ โดยส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้
  • กุ้ง กุ้งเป็นอาหารทะเลอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากเมืองฟุกุชิมะ โดยส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน
  • ปลากะพงขาว ปลากะพงขาวเป็นอาหารทะเลอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากเมืองฟุกุชิมะ โดยส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้

นอกจากนี้ เมืองฟุกุชิมะยังส่งออกอาหารทะเลอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ปลาไหล ปลากะพงแดง ปลากะพงหน้าดำ ปลากะพงเหลือง ปลากะพงตาเดียว และปลาตาเรืองแสง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิในปี 2011 หลายประเทศได้ห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากเมืองฟุกุชิมะ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารทะเลที่อาจปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ส่งผลให้การส่งออกอาหารทะเลจากเมืองฟุกุชิมะลดลงอย่างมาก

ในปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมประมงในจังหวัดฟุกุชิมะ โดยดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารทะเลอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและประเทศคู่ค้า

เพื่อนบ้านกังวลอาหารทะเลญี่ปุ่นกินได้หรือไม่

อย่างที่เล่ามาทั้งหมดเหตุการณ์ที่เข้าใจง่ายคือ TEPCO จำเป็นต้องปล่อยน้ำหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ปริมาณกว่า 1,300 ล้านตันลงสู่ทะเลเพื่อกู้เศษเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และป้องกันการรั่วไหลของสารรังสี เพราะถ้าไม่ปล่อยน้ำออกก็เข้าไปกู้ซากและปิดโรงไฟฟ้าไม่ได้

และเมื่อ โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ปล่อยน้ำลงสู่ทะเลแน่นอนว่าทะเลเป็นของส่วนรวมประเทศเพื่อนบ้านใกล้ญี่ปุ่นอย่างเกาหลีใต้และจีนเขาจึงกลัวเรื่องการปนเปื้อนของอาหารทะเลที่มาจากญี่ปุ่นมาก ถึงขั้นที่ว่ารัฐบาลจีนประเทศห้ามนำเข้าสินค้าประเภทอาหารทะเลจากญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ถึงกระนั้นสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ก็ได้มีการทำภารกิจหลายอย่างเพื่อพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าการที่ญี่ปุ่นปล่อยน้ำลงสู่ทะเลมันส่งผลกระทบต่อคนอื่นยังไงบ้าง โดยได้ส่งนักวิทยาศาสตร์จีนไปยังญี่ปุ่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

และได้ผลสรุปเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2023 นี้ว่า หากการปล่อยน้ำที่บำบัดแล้วลงสู่ทะเลของญี่ปุ่นเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตทางทะเล และสุขภาพมนุษย์จะเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ

Wang Wenbin โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า ญี่ปุ่นควรต้องสนใจต่อกับข้อกังวลของประชาคมระหว่างประเทศ และจำเป็นต้องมีการปรึกษาหารืออย่างเต็มที่กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างประเทศเพื่อนบ้าน และจัดให้มีการจัดการติดตามผลกระทบระหว่างประเทศที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว โดยทางการจีนเรียกร้องให้สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ “แสดงบทบาทที่เหมาะสมมากกว่านี้ในเรื่องนี้” และขอญี่ปุ่นให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

 

ภาพการประท้วงท่ามกลางสายฝนของผู้ประท้วงชาวเกาหลีใต้ที่ไม่เห็นด้วยที่ญี่ปุ่นจะปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสีลงสู่ทะเล (แม้จะบำบัดแล้ว): Reuters

ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ได้มีการจัดตั้งกองทุนบรรเทาทุกข์ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยหาตลาดใหม่ให้กับชาวประมงในประเทศญี่ปุ่นเองอันเป็นการลดผลกระทบจากการแบนการนำเข้าอาหารทะเลของจีน ในขณะที่รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นได้รณรงค์ให้กินปลาและสนับสนุนฟูกูชิมะ ซึ่งมีผู้บริโภคจำนวนมากเข้าร่วมในขณะนี้

 

อ้างอิง

https://www.reuters.com/business/environment/tepco-starts-releasing-second-batch-treated-radioactive-water-fukushima-nuclear-2023-10-05/

https://www.aljazeera.com/news/2023/10/5/as-japan-releases-fukushima-water-into-the-sea-what-about-everything-else

https://apnews.com/article/japan-fukushima-water-release-efe6d5b02b29622707d0a220cdb78b20

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/japan-release-fukushima-water-into-ocean-starting-aug-24-2023-08-22/

https://www.bbc.com/news/world-asia-66610977

 

https://apnews.com/article/japan-nuclear-fukushima-plant-decommissioning-water-release-fe953a597cc86004e525e1816d6c9c49

 

https://apnews.com/article/japan-nuclear-fukushima-plant-decommissioning-water-release-fe953a597cc86004e525e1816d6c9c49

 

https://world-nuclear.org/information-library/safety-and-security/safety-of-plants/fukushima-daiichi-accident.aspx

 

https://apnews.com/article/fukushima-daiichi-decommission-nuclear-radiation-wastewater-release-4745dff09d17a7de47b3e3dc4653724a

 

https://world-nuclear.org/information-library/country-profiles/countries-g-n/japan-nuclear-power.aspx

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline